หมอล็อต แรงบันดาลใจจากป่า

หมอล็อต แรงบันดาลใจจากป่า

ภัทรพล มณีอ่อน (หมอล็อต) นายสัตวแพทย์สัตว์ป่าหรือ Wildlife Veteririan คนแรกของไทย ถ่ายทอดบทเรียนจากภารกิจในป่

สัตวแพทย์หนุ่มที่ทุ่มเทกายและใจเพื่อรักษาสัตว์ป่า นำประสบการณ์และข้อเท็จจริงมาสู่การทำงานเชิงนโยบายเพื่อให้สัตว์ป่าได้มีชีวิตที่ดีขึ้น

น.สพ.ภัทรพล มณีอ่อน หรือหมอล็อต ชื่อ ล็อต มาจากคำว่า ลอตเตอรี เพราะเกิดตอนที่พ่อถูกลอตเตอรีรางวัลที่ 2 เป็นเด็กสุรินทร์เต็มตัว จังหวัดที่มีชื่อเสียงด้านการเลี้ยงช้างและมีช้างเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งป็นส่วนหนึ่งที่ชักนำให้เลือกเป็นหมอช้างตอนเรียนชั้นปีที่ 4 คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร และกลับไปทำงานดูแลสุขภาพช้างที่สถาบันวิจัยและบริการสุขภาพช้างแห่งชาติ จังหวัดสุรินทร์

เริ่มต้นจากเป็นหมอช้างของกรมปศุสัตว์ที่บ้านเกิด กระทั่งเข้าไปเป็นหนึ่งในคณะกรรมาธิการวุฒิสภา และได้รับการแต่งตั้งให้เป็นนายสัตวแพทย์สัตว์ป่าคนแรกของประเทศไทยประจำกรมปศุสัตว์ เขาทุ่มเทกายและใจเพื่อรักษาสัตว์ป่ามายาวนานถึง 11 ปี เตรียมนำประสบการณ์และข้อเท็จจริงจากป่า มาสู่การทำงานเชิงนโยบายเพื่อให้สัตว์ป่าได้มีชีวิตที่ดีขึ้น

๐ จากป่ามาสู่การทำงานเชิงนโยบายได้อย่างไร?

ผมทำงานในป่าย่างเข้าปีที่ 11 แต่ก็ได้ทำงานในเชิงนโยบายตั้งแต่ปีแรกที่จบมาเป็นสัตวแพทย์ เร็วมาก เป็นหมอรักษาช้างได้ 8 เดือน ทุกๆ วันเห็นว่า การรักษาของเราถือเป็นการแก้ปัญหาระดับจุลภาค แต่ในระดับมหภาคไม่ได้รับการแก้ไข ซึ่ง ก็คือเรื่องคุณภาพชีวิตของช้างและควาญ

จึงคิดว่า ทำอย่างไรจะได้นำเสนอเรื่องเหล่านี้ โชคดีที่คณะกรรมาธิการสิ่งแวดล้อมของวุฒิสภาสรรหาคนมาทำงานในเรื่องการแก้ปัญหาช้าง และเราได้รับการคัดเลือก จึงมีโอกาสเป็นสื่อกลางแก้ปัญหา ณ เวลานั้น โดยดูเรื่องของช้างโดยเฉพาะ แน่นอนว่า ตอนแรกตั้งคำถามกับตนเองว่า เราเพิ่งจบมา ประสบการณ์ยังน้อย ทำงานมายังไม่ถึงปี ทำไมคณะกรรมาธิการถึงเลือกเรามาทำงานในระดับสูง แต่ทางผู้ใหญ่บอกว่า ไม่สนว่าคุณจะมีคุณวุฒิ วัยวุฒิ มากน้อยแค่ไหน สนใจแค่คุณมีความมั่นใจในวิชาชีพ บนพื้นฐานของคุณธรรมและจริยธรรม ก็สามารถเริ่มต้นงานที่ปลายหอก ไม่ต้องเริ่มงานเฉพาะที่ด้ามหอกเสมอไป

นี่คือสิ่งที่ผู้ใหญ่ในขณะนั้นมองเรา เป็นประโยคที่พลิกชีวิตจากการเป็นหมอรักษาช้าง แต่งตัวเป็นควาญช้างอยู่ในป่า มาใส่สูทผูกไทด์

จุดแข็งของการทำงานเชิงนโยบายจากมุมมองของผู้ปฏิบัติงานจริง มีเพียงข้อเดียวคือ ความจริง ข้อเท็จจริงที่ได้ประสบและรับรู้มา สิ่งที่เกิดขึ้นอย่างเป็นจริงถือว่า ทำให้ง่ายในการหาทางออกของปัญหาต่างๆ เช่น ระเบียบมาตรการในการเอาผิดผู้ค้าสัตว์ป่า ผู้ล่าสัตว์ป่า กฎหมายแนวทางการทำวิจัยเรื่องช้าง หรือแม้กระทั่งการที่สังคมยอมรับวิชาชีพสัตวแพทย์กับการทำงานอนุรักษ์ และงานอีกหลายๆ อย่าง ที่ทำให้เรารู้สึกว่า ต้องมองให้ไกล

จากปกติที่มองแค่ 1 2 การมองไกลของเราอาจจะเป็น 3 4 5 แต่สำหรับการทำงานเชิงนโยบายให้กับวุฒิสภา อาจจะไปถึง 9 10 11 ที่ต้องมองทั้งประเทศ ทำให้ต้องทำงานรอบคอบ เป็นกลาง ไม่เข้าข้างด้านใดด้านหนึ่ง แต่ต้องพิจารณาในองค์รวมถึงผลที่จะเกิด ซึ่งถือว่าเป็นการทำงานที่เป็นกลางและใจกว้าง

๐ ความยากในการปรับบทบาท?

ความยากของการทำงานในป่ากับในเมืองมีแน่นอน ป่าเป็นพื้นที่การทำงานที่ยากกว่า ด้วยสภาพพื้นที่ที่ลำบาก อันตราย ทั้งตัวสัตว์และการเอาตัวรอด แต่เราก็ยังตั้งธงเข้าไปรักษาสัตว์ป่าในป่า มากกว่าที่จะพาสัตว์ป่ามารักษานอกป่า ซึ่งจะทำให้พวกเขาเครียด ทุกข์ทรมาน อาจส่งผลให้อาการบาดเจ็บหรือความเจ็บป่วยมากขึ้น

จะดีกว่าหรือเปล่าที่หมอถือกระเป๋ายาใบเล็กๆ เข้าไปหาคนไข้ที่บ้านของเขา แล้วจึงเดินออกมา เขาย่อมรู้สึกผ่อนคลาย สบายใจ ไม่เครียดเพราะป่าคือบ้านของเขา

การเดินทางไปหาคนไข้นั้นคือ ความยากลำบากที่หมอต้องอดทนและมุ่งมั่น ยกตัวอย่าง กรณีติดตามไปรักษาช้างป่าตัวหนึ่ง ต้องใช้เวลาเดินป่า 5 เดือน แต่ระยะเวลาในการรักษาแค่ 5 นาที นี่คือสิ่งที่บ่งบอกว่า หากคุณตามหาคนไข้ไม่เจอ เขาก็อาจจะตายได้

เรื่องของความทุ่มเทหรืออาจจะเป็นบุคลิกส่วนตัวที่เป็นคนกัดไม่ปล่อย ต้องทำงานของตน ตามสัตว์ที่บาดเจ็บเพื่อรักษาให้ได้ เพราะหากไม่อดทนตามไปจนเจอ เราท้อถอยหรือหยุด เขาก็จะไม่รอด มันเลยส่งผลส่วนหนึ่งในการดำเนินชีวิตตอนนี้ให้มุ่งมั่น เพราะรู้ว่า เราดำรงชีวิตอยู่ไม่ได้แค่ตัวเรา แต่รวมไปถึงความอยู่รอดของสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ด้วย

๐ คุณสมบัติของหมอสัตว์ป่า?

คุณต้องเป็นมากกว่าสัตวแพทย์ ต้องเป็นทั้งนักกีฬา นักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ นักศิลปศาสตร์ รัฐศาสตร์ ต้องเป็นทุกนัก ต้องเอาความคิด ความรู้ตั้งแต่จำความได้มาใช้ในการทำงานที่ไม่ใช่แค่ด้านสัตวแพทย์ เพราะเมื่อเราทำงานในป่า เราต้องทำงานกับคน จิตวิทยาคนจะช่วยให้เราสื่อสารได้ดี ช่วยให้การทำงานของเราง่าย แต่ถ้าเกิดคิดว่า คุณเก่งด้านสัตวแพทย์อย่างเดียวแล้วมาทำงานในป่า คุณอาจจะอยู่ไม่ได้ เพราะคุณจะมีกรอบ มีอีโก้ที่อาจทำให้ทำงานร่วมกับผู้ร่วมงานไม่ได้

เรามีทีมแบบไม่เป็นทางการกว่าพันทีมทั่วประเทศ เมื่อเกิดเหตุไม่ว่าที่ไหน ก็จะมีทีมงานรออยู่ ทำงานประสานกันตลอดเวลา ดังนั้น พื้นที่ที่ทำงานเป็นหลักคือ เขตเขาใหญ่กับเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤาไน ที่มีปัญหาเข้าไปจัดการ แต่ในพื้นที่อื่นที่อาจเกิดปัญหาขึ้น เราจะเริ่มจากการให้คำแนะนำกับเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ไปก่อน เพราะนั่นคือ หมอที่เร็วที่สุดหรือหมอรีโมท ที่จะเข้าถึงสัตว์ป่าได้เร็วที่สุด แต่หากไม่ไหวจริงๆ ก็ต้องลงพื้นที่

รูปแบบการทำงานนี้ถือเป็นการพัฒนาศักยภาพการทำงานของผู้ร่วมงานไปในตัวด้วย นอกจากการอบรมและพาไปเรียนรู้ในสถานการณ์จริง นั่นคือความท้าทายหนึ่ง เพราะผู้ร่วมงานแต่ละคนมีลักษณะการเรียนรู้ อีคิวและไอคิว แตกต่างกัน เราต้องให้ภารกิจ บทบาทและความมั่นใจ ด้วยการพูดคุย ชื่นชมหลายๆ ครั้ง

ลูกน้องหลายคนขี้เหล้าเมายา พอมาทำงานได้รักษาสัตว์ เราจะบอกเขาว่า ตัวนี้นะ ถ้าไม่ได้พี่ ไม่รอด ได้พี่มาช่วยถึงรอด แต่ถ้าพี่สูบบุหรี่ พี่เข้าป่าแล้ววิ่งหนีช้างไม่ไหว ถ้าพี่อยากทำงาน อดบุหรี่ซะ เลิกเหล้าซะ บางคนเลิก บางคนดูแลตัวเองดี แล้วมาบอกว่า ผมพร้อมไปรักษาสัตว์กับหมอแล้ว

ขณะเดียวกัน เราก็มีงานเชิงรุกจากการเจอพรานล่าสัตว์ ทำร้ายสัตว์ หากเอากฎหมายไปบังคับ เราก็จะได้ศัตรูเพิ่ม แต่ในทางกลับกัน เราให้ความห่วงใยเรื่องการล่าสัตว์ บริโภคเนื้อสัตว์ป่า มันทำให้เกิดโรคตามมา ขณะเดียวกันก็พยายามดึงพรานมาเป็นพวก เพราะเขามีทักษะและประสบการณ์ในการเดินป่า เราก็จะมีนายพรานกลับใจมาเป็นทีมงาน

หากใช้แต่พระเดช เราจะมีศัตรูเพิ่ม แต่หากใช้พระคุณก็จะได้เพื่อนเพิ่ม ศาสตร์และศิลป์ในการทำงานจึงจำเป็นมาก

กรณีที่เลวร้ายก็มี มีการปะทะ มียิงกัน เจอห่ากระสุน เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องเจอผู้ล่าสัตว์ป่า ผู้กระทำผิดในป่าก็ต้องมีการต่อสู้ ดังนั้น สิ่งที่เราต้องคิดคือ การทำงานในภาวะที่เสี่ยง เรามีความสำคัญกับงานมากขนาดนี้ เราต้องหาวิธีการดูแลตนเอง