'ไมเนอร์'ยืนเหนือท้าทาย สร้างสมดุลพอร์ตโรงแรมทั่วโลก

'ไมเนอร์'ยืนเหนือท้าทาย สร้างสมดุลพอร์ตโรงแรมทั่วโลก

"ไมเนอร์ โฮเทล กรุ๊ป" ยืนเหนือความท้าทาย สร้างสมดุลพอร์ตโรงแรมทั่วโลก

ปฏิเสธไม่ได้ว่าเมื่อเกิดวิกฤติต่างๆ ทั้งภัยการเมือง เศรษฐกิจ และธรรมชาติใดๆ เกิดขึ้นบนโลก “ภาคบริการ” ที่อิงกับการท่องเที่ยวอย่าง “โรงแรม” เป็นธุรกิจอันดับต้นๆ ที่ได้รับผลกระทบ อย่างไรก็ตามด้วยวิกฤติที่หมุนเวียนมาไทยต่อเนื่องในรอบหลายปี ทำให้กลุ่มโรงแรมไทยส่วนใหญ่สั่งสมภูมิคุ้มกัน ในการพลิกกลยุทธ์กระจายความเสี่ยง เพื่อลดผลกระทบหนักที่เกิดขึ้น

ดิลลิป ราชากาเรีย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารไมเนอร์ โฮเทล กรุ๊ป (MHG) บริษัทในกลุ่มไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล (MINT) ซึ่งปัจจุบันสยายปีกโรงแรมในเครือ 110 แห่งทั่วโลก เปิดเผยกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า แม้ในช่วงที่ผ่านมาปัญหาการเมืองจะรุมเร้าประเทศไทย แต่ก็ยังเชื่อมั่นว่าเหตุการณ์ดังกล่าวจะ “ผ่านไป” ได้เหมือนทุกครั้ง โดยบริษัทดำเนินการบริหารความเสี่ยงทางธุรกิจ ด้วยการสร้าง “ความสมดุล” ของพอร์ตโรงแรมไปยังภูมิภาคอื่นๆ ทั่วโลก

ดิลลิป ย้ำด้วยว่า ยังให้ความสำคัญกับการขยายโรงแรมในไทยควบคู่ไปกับในต่างประเทศ โดยมั่นใจว่าจะผ่าน "ความท้าทาย" ต่างๆ เพื่อบรรลุเป้าหมายมีโรงแรมในเครือครบ 200 แห่งทั่วโลก ภายใน 5 ปีให้ได้

เขาระบุว่า ปัจจุบันไมเนอร์มีโรงแรมในไทย 20 แห่ง และอยู่ในกรุงเทพฯ 6 แห่ง ซึ่งตามปกติไตรมาสแรกของปีจะเป็นช่วงไฮซีซันที่อัตราเข้าพักเฉลี่ยโรงแรมในไทยค่อนข้างสูง แต่ในช่วงที่ผ่านมาผลงานในกรุงเทพฯ “ลดลง” อย่างเห็นได้ชัดราว 30-40% เมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่อัตราเฉลี่ยของโรงแรมในพื้นที่อื่นๆ ก็ไม่สูงอย่างที่ควรจะเป็นในฤดูกาลนี้

บริหารพอร์ตโรงแรม 4 ภูมิภาค

อย่างไรก็ตาม ด้วยการที่กลุ่มไมเนอร์มีพอร์ตโรงแรมใน 4 ภูมิภาคหลัก ได้แก่ เอเชียแปซิฟิก, คาบสมุทรอินเดีย, ตะวันออกกลาง และแอฟริกา ที่ค่อนข้างสมดุล ทำให้สามารถลดปัญหาที่อาจเกิดขึ้นกับประเทศใดหรือภูมิภาคใดภูมิภาคหนึ่งได้ โดยเฉพาะในภาวะปัจจุบันที่เกือบทุกพื้นที่ทั่วโลกต้องเผชิญปัญหาหลากหลายทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมือง และภัยธรรมชาติ จนทำให้บริษัทต้องเตรียมรับมือกับ “ความไม่คาดคิด” ที่อาจจะเกิดขึ้น อยู่ตลอดเวลา

แม้ปัญหาการเมืองในไทยจะเริ่มก่อตัวขึ้นตั้งแต่ไตรมาสสุดท้ายของปี 2556 แต่ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล (MINT) ยังคงรายงานผลกำไรที่ 1,556 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 34% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า และเมื่อมาถึงไตรมาสแรกของปี 2557 ยังคงมีกำไรสุทธิ 1,420 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากที่ทำได้ 1,409 ล้านบาทในปีก่อน

โดยผลงานที่ดีส่วนใหญ่มาจากธุรกิจโรงแรมที่ขยายตัวในต่างประเทศจำนวนมาก ถือเป็นว่าเป็นผลมาจากเดินกลยุทธ์กระจายความเสี่ยงในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ทำให้ไม่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ที่ปะทุในกรุงเทพฯ มากนัก

ดังนั้น บริษัทจึงยังไม่ปรับเป้าหมายผลประกอบการในปี 2557 เพราะมองว่ามีพอร์ตโรงแรมในหลากหลายพื้นที่ๆ เข้ามาสร้างความสมดุลให้ธุรกิจ อีกทั้งคาดด้วยว่า ไตรมาส 3 และ 4 สถานการณ์ต่างๆจะคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้นแน่นอน

เออีซี-โครงสร้างพื้นฐาน ปัจจัยหนุนโต

นอกจากนั้น ยังมี 2 ปัจจัยที่คาดว่าจะเข้ามาเสริมโอกาสของธุรกิจในไทย ได้แก่ การเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) หลังจากปี 2558 เป็นต้นไป ซึ่งไทยเองแม้ว่าต้องเตรียมรับมือตั้งรับอุปสรรคที่อาจเกิดขึ้น โดยเฉพาะการเคลื่อนย้ายแรงงานที่มีทักษะที่เป็นประเด็นจับตามอง แต่โดยภาพรวมแล้วเชื่อว่าการเคลื่อนย้ายสินค้าและแลกเปลี่ยนในภาคบริการอย่างเสรีระหว่าง 10 ประเทศสมาชิกอาเซียน น่าจะเป็นประโยชน์ทำให้ประเทศในกลุ่มมีเศรษฐกิจเจริญเติบโตดีขึ้น

ขณะเดียวกัน การพัมนา "โครงสร้างพื้นฐาน" ด้านคมนาคมที่กำลังจะเกิดขึ้น เห็นว่าจะเป็นประโยชน์โดยตรงต่อการท่องเที่ยวไทย โดยประเมินจากในอดีตที่เมื่อมีการเปิดเส้นทางถนน, รถไฟ และเที่ยวบินเชื่อมต่อการเดินทางในและระหว่างประเทศมากขึ้น ภาคท่องเที่ยวก็มักได้รับอานิสงส์ทันที

สำหรับด้านการบริหารในภาวะวิกฤติช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา ได้บริษัทปรับวิธีบริหารโรงแรมที่ได้รับผลกระทบด้านการเมืองใหม่ โดยเน้นการ “บริหารเวลา” บริหารบุคลากรอย่างชาญฉลาด โดยไม่ใช้วิธีลดคุณภาพและมาตรฐานบริการต่างๆ ให้กับลูกค้าเด็ดขาด แต่จะให้ทีมงานกระตือรือร้นในการหาตลาดมาทดแทนกลุ่มที่หายไป รวมถึงบริการลูกค้าที่มีอยู่ให้ดีเพื่อให้เกิดความประทับใจและเดินทางเข้ามาซ้ำ

"การเมือง" ยังเป็นความเสี่ยงระยะสั้น

อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่า “ความไม่แน่นอนทางการเมือง” ยังคงเป็นความเสี่ยงระยะสั้นของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่ภาคธุรกิจต้องเผชิญ ดังนั้นจึงมั่นใจว่าภาคท่องเที่ยวทั้งหมดจะผ่านอุปสรรคครั้งนี้ไปได้เช่นเดียวกันในอดีต แต่ทั้งนี้ ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่ทุกภาคส่วนในด้านท่องเที่ยว, รัฐบาลที่จะเข้ามารักษาการณ์ และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จะต้องทำงานกันอย่างใกล้ชิดเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวไทยเพื่อให้เป็นจุดหมายหลักที่ทั่วโลกต้องการมาเยือนต่อไป

สำหรับปีนี้ ไมเนอร์ ได้ขยายแบรนด์ "อนันตรา" ไปแล้ว 2 แห่ง ได้แก่ อนันตรา ภูเก็ต ลายันฯ ซึ่งเป็นโรงแรมแห่งที่สองในภูเก็ต และเป็นอนันตราแห่งที่ 12 ในไทย

ขณะที่อีก 1 แห่ง คือ อนันตรา เอ๋อเหมย ในมณฑลเสฉวน และเป็นแห่งที่ 3 ในจีน ขณะที่แบรนด์อวานี ขยาย 2 แห่ง ได้แก่ อวานี เซปัง โกลด์โคสต์ ที่มาเลเซีย และ อวานี ไฮฟอง ฮาร์เบอร์ วิว ในเวียดนาม และไตรมาสสุดท้ายปีนี้ ยังมีแผนเปิดเพิ่มแบรนด์อวานีอีก 3 แห่งที่ เซเชลส์, กรุงเทพฯ และโมซัมบิก ส่วนอนันตรา จะมีเพิ่ม 2 แห่ง ได้แก่ อนันตรา เมดจุมบา ที่โมซัมบิก และที่กรุงโดฮา ของกาตาร์

ยึดเอเซียเป็นศูนย์กลางลงทุน

กลยุทธ์การขยายการลงทุนและรับบริหารของไมเนอร์ จะยังคงยึด “เอเชีย” เป็นศูนย์กลางที่มีศักยภาพ ตามด้วยตะวันออกกลางและแอฟริกา ที่เป็นพื้นที่แห่งโอกาสของธุรกิจโรงแรมในแง่ผลตอบแทนที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะในตะวันออกกลาง ซึ่งบริษัทได้ปักธงขยายโรงแรม 9 แห่งโดยใช้ 3 แบรนด์เข้าไปเจาะตลาดเรียบร้อยแล้ว มีประเทศที่เข้าไปแล้วได้แก่ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) กาตาร์ โอมาน และกำลังมองหาโอกาสในซาอุดิอาระเบียเพิ่มเติม

ส่วนในแอฟริกา ไมเนอร์นำตลาดด้วยแบรนด์เอเลวาน่า คอลเลคชั่น ภายใต้คอนเซปต์ลักชัวรีแคมป์และบีช รีสอร์ท เปิดให้บริการในทานซาเนีย และเคนย่า ไปแล้ว ตามด้วยการเปิดอนันตรา บาซารูโต ไอส์แลนด์ แห่งแรกในโมซัมบิก เมื่อปีก่อน