สรุปภาวะตลาดเงินตลาดทุนรายสัปดาห์ วันที่ 23-27 มิถุนายน 2557

สรุปภาวะตลาดเงินตลาดทุนรายสัปดาห์ วันที่ 23-27 มิถุนายน 2557

เงินบาทปรับตัวในกรอบแคบ ขณะที่หุ้นไทยขยับขึ้นจากการทำราคาปิดสิ้นงวดบัญชี (Window dressing)

ตลาดเงินระยะสั้นและตลาดตราสารหนี้

อัตราดอกเบี้ยตลาดเงินระยะสั้น

อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นทรงตัวต่อเนื่อง โดยธนาคารพาณิชย์มีการปิดสำรองสภาพคล่องรายปักษ์ในวันอังคารและเข้าสู่ปักษ์ใหม่ในวันพุธ อีกทั้งมีการเตรียมสภาพคล่องเพื่อรองรับการเบิกถอนเงินสดของลูกค้าในช่วงสิ้นเดือน ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยอินเตอร์แบงก์ประเภทกู้ยืมข้ามคืน (Overnight) อยู่ที่ 1.90% ไม่เปลี่ยนแปลงจากสัปดาห์ก่อน ส่วนอัตราผลตอบแทนถัวเฉลี่ยที่ประมูลได้ของธุรกรรมซื้อคืนพันธบัตรแบบทวิภาคี (Bilateral Repo) ระยะเวลาไม่เกิน 1 เดือน อยู่ที่ 2.00% เท่ากับสัปดาห์ก่อนเช่นกัน

ในสัปดาห์ระหว่างวันที่ 30 มิ.ย.- 4 ก.ค.2557 จะมีการทยอยไหลกลับของสภาพคล่องเข้าสู่ระบบธนาคารหลังสิ้นเดือน โดยตลาดการเงินไทยจะปิดทำการในวันที่ 1 กรกฎาคม 2557 เนื่องในวันหยุดภาคครึ่งปี ทั้งนี้ คาดว่าอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นในตลาดเงินน่าจะทรงตัวอย่างต่อเนื่องใกล้ระดับ 2.00%

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรไทยและสหรัฐฯ

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทย ประเภทอายุ 5 ปี ปิดที่ระดับ 3.16% ในวันศุกร์ เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับระดับ 3.15% ในสัปดาห์ก่อน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยปรับเพิ่มขึ้นในวันจันทร์จากแรงขายของนักลงทุนต่างชาติ ก่อนที่จะทรงตัวในช่วงกลางสัปดาห์ และปรับลดลงเล็กน้อยในวันพฤหัสบดี และทรงตัวในวันศุกร์หลังนักลงทุนต่างชาติกลับเข้าซื้อพันธบัตรไทยอีกครั้ง

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ประเภทอายุ 10 ปี ปิดที่ระดับ 2.53% ในวันพฤหัสบดี ปรับตัวลดลงเมื่อเทียบกับระดับ 2.61% ในสัปดาห์ก่อน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ปรับเพิ่มขึ้นในวันจันทร์ ตอบรับข้อมูลภาคการผลิตสหรัฐฯ ที่ออกมาดี ก่อนที่จะปรับลดลงในช่วงกลาง-ปลายสัปดาห์ โดยได้รับแรงกดดันจากสถานการณ์ในอิรัก รวมทั้ง ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อาทิเช่น จีดีพีไตรมาส 1/57 และการใช้จ่ายส่วนบุคคลที่อ่อนแอกว่าที่คาดการณ์ไว้

ตลาดอัตราแลกเปลี่ยน

ค่าเงินบาท (Onshore)

เงินบาทปรับตัวอยู่ในกรอบแคบๆ ที่ระดับประมาณ 32.40-32.50 บาทต่อดอลลาร์ฯ ตลอดสัปดาห์ เนื่องจากตลาดยังคงรอปัจจัยใหม่ๆ มากระตุ้น โดยเงินบาทขยับแข็งค่าเล็กน้อยในช่วงแรกตามทิศทางสกุลเงินส่วนใหญ่ในเอเชียที่ได้รับแรงหนุนจากตัวเลขภาคการผลิตจีนที่ออกมาดี อย่างไรก็ดี เงินบาททยอยลดช่วงบวกดังกล่าวลงในช่วงที่เหลือของสัปดาห์ท่ามกลางแรงซื้อเงินดอลลาร์ฯ ในช่วงปลายเดือนของผู้นำเข้า และการปรับโพสิชั่น เพื่อรอความคืบหน้าของสถานการณ์ต่างๆ ต่อไป

ในวันศุกร์ (27 มิ.ย.) เงินบาทอยู่ที่ระดับ 32.45 เทียบกับระดับ 32.46 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในวันศุกร์ก่อนหน้า (20 มิ.ย.)

สำหรับแนวโน้มสัปดาห์ถัดไป (30 มิ.ย.-4 ก.ค.) เงินบาทอาจเคลื่อนไหวในกรอบ 32.30-32.50 บาทต่อดอลลาร์ฯ โดยต้องจับตาแนวทางการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของคสช. และข้อมูลเศรษฐกิจเดือนพ.ค. ของไทย ขณะที่ ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ข้อมูลตลาดแรงงาน ดัชนี ISM ภาคการผลิต-ภาคบริการ ดัชนี PMI เขตชิคาโกเดือนมิ.ย. ยอดสั่งซื้อของโรงงาน ยอดทำสัญญาซื้อบ้านที่รอปิดการขายเดือนพ.ค. และจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ นอกจากนี้ นักลงทุนอาจจับตาถ้อยแถลงด้านนโยบายการเงินของประธานเฟด (2 ก.ค.) ด้วยเช่นกัน อนึ่ง ตลาดการเงินสหรัฐฯ จะปิดทำการในวันศุกร์ที่ 4 ก.ค. เนื่องในวันชาติสหรัฐฯ

เงินยูโร และเงินเยนเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์ฯ

เงินยูโรทยอยปรับตัวแข็งค่าขึ้น หลังจากเผชิญแรงกดดันในช่วงต้นสัปดาห์จากดัชนี PMI (เบื้องต้น) สำหรับเดือนมิ.ย. ของเยอรมนี ฝรั่งเศสและยูโรโซนที่อ่อนแอกว่าที่คาด ซึ่งสวนทางกับยอดขายบ้านใหม่และบ้านมือสองในเดือนพ.ค. และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนมิ.ย. ของสหรัฐฯ ที่ออกมาแข็งแกร่งกว่าที่ตลาดคาด อย่างไรก็ดี เงินยูโรทยอยฟื้นตัวกลับมาในช่วงกลาง-ปลายสัปดาห์ เนื่องจากข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในส่วนอื่นๆ ออกมาน่าผิดหวัง (อาทิ จีดีพีไตรมาส 1/57 ที่หดตัวในอัตราที่รุนแรงที่สุดในรอบ 5 ปี และการใช้จ่ายส่วนบุคคลที่เพิ่มขึ้นน้อยกว่าที่คาดเพียงร้อยละ 0.2) และกระตุ้นให้นักลงทุนเทขายเงินดอลลาร์ฯ ออกมา

เงินเยนแข็งค่าขึ้นในฐานะสกุลเงินปลอดภัยท่ามกลางความวิตกต่อเหตุการณ์รุนแรงและยืดเยื้อในอิรัก ขณะที่ ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่อ่อนแอกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ กดดันเงินดอลลาร์ฯ ให้อ่อนค่าลงในช่วงกลาง-ปลายสัปดาห์

ในวันศุกร์ (27 มิ.ย.) เงินยูโรอยู่ที่ 1.3613 เทียบกับ 1.3599 ดอลลาร์ฯ ต่อยูโรในวันศุกร์ก่อนหน้า (20 มิ.ย.) ส่วนเงินเยนอยู่ที่ 101.39 เทียบกับ 102.06 เยนต่อดอลลาร์ฯ ในวันศุกร์ก่อนหน้า

ตลาดทุน

ตลาดหุ้นไทย

ดัชนี SET ปรับตัวเพิ่มขึ้นโดยได้แรงหนุนจากการทำราคาปิดสิ้นงวดบัญชี (Window dressing) โดยดัชนีปิดที่ระดับ 1,483.24 จุด เพิ่มขึ้น 1.09% จากสัปดาห์ก่อน ด้านมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันลดลง 16.59% จากสัปดาห์ก่อน มาอยู่ที่ 36,282.75 ล้านบาท โดยนักลงทุนสถาบัน บัญชีบริษัทหลักทรัพย์ และนักลงทุนต่างชาติ ซื้อสุทธิ ขณะที่นักลงทุนรายย่อยขายสุทธิ ส่วนตลาดหลักทรัพย์ MAI ปิดที่ 504.66 จุด เพิ่มขึ้น 0.41% จากสัปดาห์ก่อน

ตลาดหุ้นไทยปรับเพิ่มขึ้นในวันจันทร์ โดยมีแรงซื้อเก็งกำไรในหุ้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์และพลังงาน ก่อนที่จะปรับลดลงในวันอังคาร จากความกังวลเรื่องความสัมพันธ์ด้านการค้าระหว่างประเทศไทยกับสหภาพยุโรป จากนั้น ตลาดหุ้นไทยปรับเพิ่มขึ้นต่อในช่วงปลายสัปดาห์ โดยได้รับแรงหนุนจากการทำราคาปิดสิ้นงวดบัญชี (Window dressing)

สำหรับแนวโน้มสัปดาห์หน้าระหว่างวันที่ 30 มิ.ย.- 4 ก.ค. 2557 บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด และบริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด มองว่า ดัชนียังคงแกว่งตัวผันผวน แต่ต้องระวังแรงขายทำกำไร โดยตลาดหุ้นไทยจะปิดทำการในวันที่ 1 กรกฎาคม 2557 เนื่องในวันหยุดภาคครึ่งปี ขณะที่การรายงานตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐฯ ได้แก่ เครื่องชี้ภาคอสังหาริมทรัพย์ ดัชนี ISM ภาคการผลิต-ภาคบริการ และการจ้างงานนอกภาคการเกษตร ขณะที่บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด คาดว่า ดัชนีจะมีแนวรับที่ 1,476 และ 1,468 จุด ขณะที่แนวต้านคาดว่าจะอยู่ที่ 1,496 และ 1,514 จุด ตามลำดับ

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ

ดัชนี DJIA ปรับลดลง หลังเจ้าหน้าที่เฟดระบุถึงความเป็นไปได้ที่อัตราดอกเบี้ยอาจปรับขึ้นเร็วกว่าคาด โดยเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ดัชนี DJIA ปิดที่ 16,846.13 จุด ลดลง 0.60% จากสัปดาห์ก่อน ดัชนี DJIA ปรับลดลงในช่วงต้นสัปดาห์จากความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ความรุนแรงในอิรัก ก่อนที่จะฟื้นตัวขึ้นเล็กน้อยในวันพุธจากข่าวการควบรวมกิจการซึ่งช่วยหนุนหุ้นกลุ่มดูแลสุขภาพ อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับลดลงในวันพฤหัสบดี หลังประธานเฟด สาขาเซนต์หลุยส์ระบุถึงโอกาสที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายอาจจะถูกปรับขึ้นเร็วกว่าที่ตลาดคาด

ตลาดหุ้นญี่ปุ่น

ดัชนี Nikkei ปิดปรับตัวลงหลังข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ออกมาน่าผิดหวัง โดยเมื่อวันศุกร์ ดัชนี Nikkei ปิดที่ 15,095.00 จุด ลดลง 1.66% จากสัปดาห์ก่อน ตลาดหุ้นญี่ปุ่นปรับเพิ่มขึ้นในช่วงต้นสัปดาห์จากข้อมูลภาคการผลิตที่แข็งแกร่งของจีน ก่อนที่จะลดลงในวันพุธจากแรงขายทำกำไร อย่างไรก็ตาม ดัชนีฟื้นตัวขึ้นได้ในวันพฤหัสบดี หลังการรายงานจีดีพีไตรมาส 1/57 ของสหรัฐฯ ที่หดตัวเพิ่มขึ้นกว่าที่นักวิเคราะห์คาด ส่งผลให้ตลาดคาดว่าการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟดอาจเลื่อนออกไป อย่างไรก็ดี ตลาดหุ้นญี่ปุ่นร่วงลงในวันศุกร์ โดยได้รับแรงกดดันจากข้อมูลการใช้จ่ายของผู้บริโภคสหรัฐฯ ที่ออกมาแย่กว่าคาด