ธีรยุทธเตือนอย่ามุ่งสร้างรัฐเข้มแข็ง

ธีรยุทธเตือนอย่ามุ่งสร้างรัฐเข้มแข็ง

"ธีรยุทธ บุญมี" วิพากษ์การปฏิรูปประเทศ 5 ครั้งในอดีตล้มเหลวเหตุมุ่งปฏิรูปเฉพาะด้านปล่อยปัญหาแทรกซ้อน

"ธีรยุทธ บุญมี" วิพากษ์การปฏิรูปประเทศไทย 5 ครั้งในอดีตล้มเหลว เหตุมุ่งเน้นปฏิรูปเฉพาะด้าน ปล่อยเกิดปัญหาแทรกซ้อน แนะปรับทิศสร้างประเทศทุกด้าน อย่ามุ่งสร้างรัฐเข้มแข็งฝ่ายเดียว ต้องเสริมพลังภาคประชาชนและสังคม ด้าน "ประพันธ์" อดีต กกต.เตือนร่างรัฐธรรมนูญใหม่ควรผ่านประชามติ ขณะที่กลาโหมจับมือสถาบันพระปกเกล้าจัดเวทีรับฟังเสียงประชาชน ส่งต่อข้อมูลให้สภาปฏิรูป

การจัดเวทีระดมความเห็นเรื่องการปฏิรูปประเทศยังคงมีอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เผยโรดแมพการตั้งสภาปฏิรูปแห่งชาติภายในเดือน ต.ค.นี้

นายธีรยุทธ บุญมี อาจารย์ประจำวิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อดีตผู้นำนิสิตนักศึกษาในเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ 2516 กล่าวปาฐกถาเรื่อง "เหลียวหลังแลหน้าการอภิวัฒน์สังคมไทย" เนื่องในโอกาสเฉลิมฉลองครบรอบ 80 ปีแห่งการสถาปนามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ว่า ประเทศไทยผ่านการปฏิรูปมาถึง 5 ครั้ง คือ

สมัยรัชกาลที่ 5, ช่วงการเปลี่ยนแปลงการปกครองปี 2475 ที่เป็นการเปลี่ยนแปลงขั้วอำนาจ, ช่วง จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ที่เปลี่ยนแปลงโครงสร้างด้านเศรษฐกิจครั้งใหญ่ของประเทศ, ช่วง 14 ตุลาฯ 2516 เป็นการปฏิรูปความคิดประเทศไทยโดยกลุ่มปัญญาชนและประชาชน และช่วงยุคโลกาภิวัตน์ที่กลุ่มทุนและนักการเมืองเข้ามามีบทบาทอย่างมากจนกลายเป็นจุดเริ่มต้นของวิกฤติการเมืองไทยที่ยืดเยื้อกว่า 10 ปี

ทั้งนี้ สิ่งที่ทำให้การปฏิรูปประเทศไม่สำเร็จ เพราะมุ่งปฏิรูปเฉพาะด้าน และในระยะของการปฏิรูป ได้ปล่อยให้มีปัญหาแทรกซ้อนเข้ามา โดยมีต้นเหตุจากการคอร์รัปชันสุดขีด จนทำให้เกิดภาวะรัฐล้มเหลว คือ การนำพื้นที่อำนาจหรือประโยชน์สาธารณะไปเป็นพื้นที่ส่วนตัวหรือพวกพ้อง สร้างกลุ่มมาเฟีย กลุ่มเจ้าหน้าที่รัฐที่ใช้อำนาจนอกระบบหรือกลุ่มอิทธิพลแทรกซ้อนเข้ามา

"ทิศทางในอนาคตของรัฐไทยที่สำคัญคือการปรับตัวให้มีความเข้มแข็ง นอกจากต้องมีระบบราชการที่มีคุณธรรมและจริยธรรมแล้ว กลไกทางสังคมหรือประชาชนต้องคอยตรวจสอบถ่วงดุลได้ โดยต้องส่งเสริมภาคประชาชนให้เข้มแข็ง ต้องมีอำนาจ มีสิทธิ และเสรีภาพอย่างรับผิดชอบร่วมเข้าไปแก้วิกฤตปัญหาประเทศที่ผ่านมา และผมมองว่าการมุ่งสร้างรัฐให้เข้มแข็งเพียงอย่างเดียวไม่ใช่คำตอบหรือหนทางที่ยั่งยืนของการปฏิรูปประเทศ” นายธีรยุทธ กล่าว

"คณิต"แนะปฏิรูปยุติธรรม-ลดค่าใช้จ่าย

ในงานเดียวกัน ที่หอประชุมศรีบูรพา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้จัดงานเสวนา เรื่อง "เหลียวหลังแลหน้าการอภิวัฒน์กระบวนการยุติธรรม " โดย นายคณิต ณ นคร ประธานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย (คปก.) กล่าวว่า ปัญหากระบวนการยุติธรรม คือ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ได้ทำงานสอดคล้องกัน ดังนั้นการปฏิรูปต้องทำให้เกิดประสิทธิภาพและลดค่าใช้จ่าย

ทั้งนี้ ตัวอย่างการทำงานในกระบวนการยุติธรรมที่ทำให้สิ้นเปลืองเงินภาษีของรัฐ คือ การฟ้องคดีของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) โดยไม่ได้ทำงานร่วมกับอัยการ ทำให้เป็นปัญหาในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม ทราบว่าคดีที่อยู่ในชั้นการพิจารณาของ ป.ป.ช.นั้นขาดอายุความจำนวนมาก ไม่สามารถหาใครรับผิดชอบได้

ส่วนปัญหาของกระบวนยุติธรรมที่บอกว่ามีหลายมาตรฐานนั้น ส่วนตัวมองว่าไม่มีมาตรฐานมากกว่า เรามีองค์กรยุติธรรม แต่ไม่ให้ความร่วมมือกัน ทำให้การลงโทษผู้กระทำผิดไม่สามารถดำเนินการได้ ที่ผ่านมาที่มีเหตุการณ์ความไม่สงบในบ้านเมือง ก็เพราะระบบยุติธรรมของประเทศไทยยังไม่มีความเป็นธรรม

ปัญหาอยู่ที่ความล่าช้า-ขาดองค์ความรู้

ขณะที่ นายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญ กล่าวในเวทีเดียวกันว่า สิ่งที่เป็นปัญหาของกระบวนการยุติธรรม คือ ความล่าช้าของการทำคดีและการพิพากษา รวมไปถึงองค์ความรู้ของคณะผู้พิพากษา อย่างคดีที่เกี่ยวกับอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ บางคดีสำนวนการสอบสวนมีไม่มาก แต่ต้องใช้เวลาพิจารณาก่อนตัดสินนาน เนื่องจากขาดองค์ความรู้

ส่วนกรณีที่มีการระบุว่าระบบยุติธรรมของประเทศไทยไม่ควรให้ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อเท็จจริงนั้น มองว่าหากไม่ให้ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อเท็จจริงจะเป็นอันตรายมาก เพราะปัจจุบันระบบการสอบเป็นอัยการหรือผู้พิพากษาที่มีความยาก ต้องใช้เวลาอ่านหนังสือเพื่อเตรียมตัวนานนับปี ผู้พิพากษาบางคนกว่าจะสอบได้ มีอายุเกือบ 50 ปีแล้ว แต่ปัจจุบันพบว่าเด็กที่เรียนเก่งสามารถสอบได้ในเวลารวดเร็ว จึงได้รับคำเรียกขานว่า "คุณหนู" เพราะทำอะไรไม่เป็น

แนะรธน.ใหม่ควรลงประชามติ

ที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) มีการจัดโครงการ "เชิดชูครูกฎหมาย" เนื่องในงานรำลึก ศ.ไพโรจน์ ชัยนาม โดยภายในงานมีเวทีสัมมนาทางวิชาการเรื่อง "กฎหมายพรรคการเมืองและการเลือกตั้งกับทางออกของประเทศไทย"

นายประพันธ์ นัยโกวิท อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวว่า การปฏิรูปการเมืองที่สำคัญคือการปฏิรูปการเลือกตั้ง เพราะการเลือกตั้งคือเสาหลักของประชาธิปไตย

ส่วนการเตรียมยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ของ คสช.นั้น ควรให้ความสำคัญกับเรื่องการทำประชามติด้วย เพราะรัฐธรรมนูญปี 2550 ผ่านการทำประชามติ และเป็นครั้งแรกในประเทศไทย อีกทั้งสากลถือเป็นการใช้อธิปไตยทางตรงในการออกกฎหมาย

แนะรอบคอบ"ระบบเลือกตั้ง-อิสระ ส.ส."

ขณะที่ นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดี มธ. กล่าวว่า อย่าไปเสาะหาระบบการเลือกตั้งที่สมบูรณ์แบบ เพราะทุกระบบมีข้อเสีย ขึ้นอยู่กับว่าเราจะเลือกอะไร ระบบเสียงข้างมากรัฐบาลเข้มแข็งเกินจริง ฝ่ายค้านอ่อนแอเกินจริง ระบบสัดส่วน ข้อเสียคือมีพรรคการเมืองจำนวนมาก รัฐบาลไม่มีเสถียรภาพ ซึ่งประเทศไทยจะเอาแบบไหน เราสามารถเรียนรู้จากความผิดพลาดของหลายประเทศในโลกได้ โดยเฉพาะบทเรียนจากเยอรมนี เรื่องการตรวจสอบถ่วงดุล เช่น ไม่บังคับ ส.ส.สังกัดพรรค เป็นต้น

"ตั้งแต่รัฐธรรมนูญปี 2517 เราบังคับส.ส.สังกัดพรรค ปัญหาการขายตัวของ ส.ส.ก็ยังไม่หมดไป ส.ส.แค่เปลี่ยนสภาพจากการขายหลังเป็น ส.ส.มาขายก่อนเท่านั้น นี่จึงเป็นจุดเปลี่ยนที่ผิดพลาดของเรา และแม้ว่ารัฐธรรมนูญ 2540 จะบังคับ ส.ส.สังกัดพรรค สามารถย้ายพรรคภายใน 90 วันยิ่งหนักเข้าไปอีก ส.ส.ย้ายพรรคไม่ทัน ก็ต้องจงรักภักดีต่อสิ่งที่พรรคสั่งมา สุดท้ายไทยก็มาถึงจุดกลับหัวกลับหาง กลายเป็นนายกฯเลือกส.ส. จุดผิดพลาดนี้เกิดขึ้นมาแล้วในประเทศยุโรป ไทยกลับมาผิดซ้ำและหนักกว่าอีก" นายปริญญา กล่าว

กห.รับฟังทุกความเห็นส่งสภาปฏิรูป

วันเดียวกัน กระทรวงกลาโหม ร่วมกับสถาบันพระปกเกล้า จัดงานสัมมนาการปฏิรูปประเทศ เรื่อง "แนวทางปฏิรูปการเมือง การเข้าสู่อำนาจ" โดยมี พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ ปลัดกระทรวงกลาโหม นายนรนิติ เศรษฐบุตร ประธานสภาสถาบันพระปกเกล้า และ นายอิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานสภาหอการค้าไทย รวมถึงตัวแทนภาคธุรกิจ เข้าร่วมแสดงความคิดเห็น

พล.อ.สุรศักดิ์ กล่าวเปิดการสัมมนาว่า ในฐานะที่รับผิดชอบคณะเตรียมการปฏิรูปของ คสช. ได้มีทีมงานของทหารส่วนหนึ่งและนักวิชาการพร้อมรับฟังความเห็นจากประชาชนและทุกภาคส่วนเพื่อนำไปสู่การปฏิรูปประเทศไทย โดยคณะเตรียมการฯจะจัดทำเพียงกรอบความเห็นร่วม โดยไม่มีการสรุป เพื่อเสนอให้สภาปฏิรูปแห่งชาตินำไปใช้ประโยชน์ต่อไป

ทั้งนี้ ขอให้ทุกคนนึกถึงชาติบ้านเมือง เรื่องในอดีตขอให้เป็นบทเรียน ย้อนกลับไปดูได้ แต่ต้องคิดว่าจะนำมาสู่การแก้ไขปัญหาปัจจุบันอย่างไร ที่ผ่านมาเขียนรัฐธรรมนูญดีมากมาย แต่บ้านเมืองเดินหน้าไปไหนไม่ได้ เป็นเรื่องที่น่าแปลก

"นรนิติ"ย้ำปฏิรูปต้องฟังเสียงประชาชน

ขณะที่ นายนรนิติ กล่าวว่า ที่ผ่านมาสถาบันพระปกเกล้าได้ดำเนินการเรื่องการปฏิรูปการเมือง เพราะเป็นเรื่องใหญ่ มีมุมมองและประเด็นที่จะต้องพิจารณาหลายเรื่อง ทั้งเรื่องพรรคการเมืองและการเลือกตั้งที่ไม่รู้จะทำเสร็จเมื่อไรในการปฏิรูปครั้งนี้การรับฟังความเห็นจากประชาชนเป็นเรื่องสำคัญ หากไม่ฟังความเห็นประชาชนก็อาจจะไม่ได้มุมมองที่กว้างมากขึ้น รวมทั้งต้องรับฟังทุกพื้นที่ ไม่ใช่เฉพาะกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เพื่อสะท้อนความต้องการที่แท้จริง

นอกจากนี้การระดมความเห็นเป็นสิ่งที่น่าสนใจ โดยเฉพาะการรวบรวมแนวคิดสิ่งที่เคยดำเนินการในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งไม่ต้องไปทำใหม่ แต่นำสิ่งที่เคยดำเนินการแล้วมาประมวลและวิเคราะห์ ทั้งนี้ สภาปฏิรูปแห่งชาติน่าจะโชคดี มีคนทำการบ้านให้ก่อนล่วงหน้า ไม่ต้องเสียเวลามากในการเริ่มดำเนินการ

นายอิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานสภาหอการค้าไทย กล่าวว่า ประเทศไทยขณะนี้มีปัญหามาก ไม่ใช่เฉพาะเรื่องการเมืองเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องสังคมที่มีความเหลื่อมล้ำ ไม่ใช่เฉพาะทางด้านเศรษฐกิจ แต่เป็นเรื่องโอกาสของคนเมืองกับคนต่างจังหวัด ส่วนนี้ภาคธุรกิจต้องมีส่วนเกี่ยวข้องในการดูแลช่วยเหลือ เช่น การเข้าถึงการรักษาพยาบาล และการศึกษาที่เราควรเข้ามามีส่วนร่วมในการผลักดันด้วย