คตร.หั่นงบลงทุนสุวรรณภูมิเฟส2กว่าหมื่นล้าน

คตร.หั่นงบลงทุนสุวรรณภูมิเฟส2กว่าหมื่นล้าน

"พล.ท.อนันตพร"ประธานคตร.สั่งปรับงบประมาณ-จัดซื้อจัดจ้างอีก4โครงการ ปรับลดงบลงทุนสุวรรณภูมิเฟส 2กว่าหมื่นล้าน

พล.ท.อนันตพร กาญจนรัตน์ ปลัดบัญชีทหารบก ในฐานะประธานคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ (คตร.) เปิดเผยความคืบหน้าการตรวจสอบโครงการลงทุนของภาครัฐที่มีขนาดการลงทุนเกินกว่า 1,000 ล้านบาท ซึ่งคตร.ได้ลงพื้นที่และตรวจสอบข้อมูลที่เกี่ยวข้องโดยมีความคืบหน้าในโครงการเร่งด่วนใน 12 โครงการ แบ่งเป็นโครงการที่ คตร.มีมติให้ยกเลิกการดำเนินโครงการจำนวน 2 โครงการ ได้แก่ 1.โครงการของบประมาณสำหรับซ่อมหัวรถจักรของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) วงเงิน 3,300 ล้านบาท โดยมองว่าหัวรถจักรที่ใช้งานมากว่า 40 ปีมีความชำรุดและเก่ามากกว่าที่ตั้งงบประมาณมาซ่อมแซม โดย รฟท.สามารถเสนอโครงการอื่นๆเข้ามาเพื่อใช้งบประมาณอื่นๆ โดย คตร.มองว่าหากสามารถจัดซื้อรถไฟใหม่ได้จะมีความเหมาะสมกว่า

2.โครงการจัดการเรียนการสอนโดยใช้คอมพิวเตอร์พกพา (แทบเล็ต) ระยะที่ 4 ของกระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร งบประมาณ 7,000 ล้านบาท คตร.ให้หน่วยงานเจ้าของโครงการเสนอโครงการอื่นๆ มีวัตถุประสงค์ที่คล้ายกันเข้ามาใหม่ โดยยังไม่มีการตัดงบประมาณจำนวนดังกล่าว

สั่งทบทวนจัดซื้อ 4 โครงการ

สำหรับโครงการที่ คตร.ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทบทวนมี 4 โครงการใหม่ เนื่องจากมีงบประมาณสูงเกินไป หรืออาจใช้งบประมาณไม่ตรงตามวัตถุประสงค์ ขาดเหตุผลที่ชัดเจนในการดำเนินการ โดยให้มีการทบทวนราคากลางและการจัดทำระเบียบจัดซื้อจัดจ้าง (ทีโออาร์) ใหม่ให้สอดคล้องกับระเบียบราชการ ได้แก่ 1.โครงการจัดซื้อหัวรถจักรใหม่ของ รฟท. วงเงิน 5,000 ล้านบาท 2.โครงการจัดซื้อโบกี้รถไฟของ รฟท.วงเงิน 6,000 ล้านบาท 3.โครงการระบบตรวจสอบและคัดกรองผู้โดยสารล่วงหน้า (APPS) ของบริษัท การท่าอากาศยาน แห่งประเทศไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท.วงเงิน 8,300 ล้านบาท 4.กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ของ สำนักนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) วงเงิน 10,335 ล้านบาท

โดย คตร.ตรวจสอบพบว่ามี 23 โครงการย่อยที่มีการใช้เงินไม่ตรงตามวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน ใช้เงินอย่างไม่ประหยัด ไม่ก่อให้เกิดผลในการประหยัดพลังงานที่ชัดเจน ทั้งนี้ จากการพูดคุยกับผู้บริหารกองทุนฯ เบื้องต้นกองทุนพร้อมที่จะยกเลิกโครงการย่อย 10 โครงการ และขอดำเนินการต่ออีก 9 โครงการ ขณะที่อีก 5 โครงการจะมีการทบทวนและอาจมีการเสนอโครงการใหม่เข้ามาแทน

ลดวงเงินลงทุนสุวรรณภูมิเฟส2

ส่วนโครงการที่ คตร.จะตรวจสอบเพิ่มเติม โดยมองว่าโครงการในกลุ่มนี้มีความจำเป็นที่จะต้องดำเนินการ แต่ยังมีปัญหาในเรื่องของการตั้งวงเงินงบประมาณที่สูงเกินไป และยังมีปัญหาเรื่องความโปร่งใส 3 โครงการ ได้แก่ 1.โครงการก่อสร้างพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเฟส 2 ปี 2554-2560 ของบริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) วงเงิน 6.2 หมื่นล้านบาท โดย คตร.ได้มีการพูดคุยกับผู้บริหารของ ทอท.แล้วคาดว่าจะสามารถ ปรับลดวงเงินลงทุนได้เป็นหลักพันถึงหลักหมื่นล้านบาท 2.โครงการสร้างโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ยุคที่ 3 ของบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) วงเงิน 19,980 ล้านบาท ซึ่ง คตร.ต้องการให้มีการปรับปรุงเรื่องความโปร่งใสและการแบ่งปันผลประโยชน์ระหว่างภาครัฐกับเอกชน รวมทั้งต้องการตรวจสอบด้วยว่าภาครัฐเป็นผู้เสียประโยชน์หรือได้ประโยชน์ในโครงการเหล่านี้

และ 3.โครงการสนับสนุนประชาชนในการเปลี่ยนผ่านไปสู่การรับชมโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิทัล หรือโครงการแจกคูปองทีวีดิจิทัล ของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) วงเงิน 2.5 หมื่นล้านบาท โดยเรื่องนี้ให้ กสทช.ไปทำประชาพิจารณ์ภายใน 15 วัน เพื่อนำข้อมูลที่ได้กลับมาเสนอ คตร.อีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม กสทช.จะต้องอธิบายให้ได้ว่าที่มาของราคาคูปองเพื่อนำไปซื้อกล่องดิจิทัล 1,000 บาท และจำนวนครัวเรือนที่จะแจกทั่วประเทศ 25 ล้านครัวเรือน ที่กสทช.เสนอมานั้น มีที่มาอย่างไรเนื่องจากเดิมเสนอตัวเลขจำนวนครัวเรือนไว้ที่ 22 ล้านครัวเรือน โครงการดังกล่าวคาดจะดำเนินการแจกคูปองให้กับประชาชนได้กลางเดือน ก.ย.นี้

ตรวจสอบก่อสร้างรัฐสภาใหม่

ส่วนโครงการกลุ่มสุดท้ายที่ คตร.เข้าไปตรวจสอบเพิ่มเติมจำนวน 3 โครงการได้แก่ 1.โครงการก่อสร้างรัฐสภาแห่งใหม่ วงเงิน 12,280 ล้านบาท โดยเป็นโครงการที่ล่าช้าและมีการวางแผนในการดำเนินโครงการไม่ดีเท่าที่ควร 2.โครงการก่อสร้างอาคารที่พักสวัสดิการข้าราชการ และ ส.ส.ของ รัฐสภา จำนวน 2,600 ห้อง งบประมาณ 5,600 ล้านบาท พบว่าวัตถุประสงค์ในการก่อสร้างไม่ชัดเจน และไม่สามารถตอบคำถามเรื่องความเหมาะสมในการก่อสร้างได้ และ 3.คตร.กำลังตรวจสอบกองทุนเลี้ยงชีพของสมาชิกรัฐสภาที่มีการพบว่าการจ่ายสวัสดิการมีเงื่อนไขที่ง่ายเกินไป เพราะมีการจ่ายให้กับผู้ที่เข้าไปเป็นสมาชิกภายใน 1 เดือนเท่านั้น ขณะที่มาตรฐานของข้าราชการที่จะได้รับการจ่ายบำเหน็จบำนาญจากกองทุนจะต้องเป็นข้าราชการไม่ต่ำกว่า 10 ปี ซึ่งเรื่องนี้หากมีการจ่ายสิทธิประโยชน์ง่ายเกินไปก็จะเป็นภาระกับงบประมาณของประเทศได้ในอนาคต

พล.ท.อนันตพร กล่าวว่าการตรวจสอบโครงการมีขนาดการลงทุนเกินกว่า 1,000 ล้านบาทของปีงบประมาณ 2557 วงเงินรวมกว่า 4 หมื่นล้านบาทที่กรอบงบประมาณอยู่แล้วและอยู่ระหว่างการขออนุมัติจาก คสช.ขณะนี้มีการอนุมัติในหลายโครงการที่ไม่มีปัญหาไปแล้ว ส่วนการตรวจสอบโครงการบริหารจัดการน้ำขณะนี้ยังอยู่ระหว่างตรวจสอบ โดย คตร.ได้ให้อยู่ในการดูแลของฝ่ายเศรษฐกิจ

สำหรับการตรวจสอบการใช้จ่ายในกองทัพนั้น พล.ท.อนันตพร กล่าวว่าเรื่องนี้ได้ดำเนินการเช่นกัน โดยมีการปรับลดลงเป็นหลักพันล้านบาทแล้วเช่นกัน และพร้อมให้มีการตรวจสอบการใช้จ่ายของ คสช. ส่วนกรณีที่มีกระแสข่าวว่ามีการเบิกงบประมาณในการยึดอำนาจกว่า 5 พันล้านบาทนั้น ปลัดบัญชีทหารบกกล่าวปฏิเสธโดยบอกว่าไม่เป็นความจริง

เพิ่มพื้นที่ขายล็อตเตอรี่ 80 บาท

พล.ท.อนันตพร กล่าวว่าความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาขายสลากกินแบ่งรัฐบาลเกินราคา 80 บาทนั้น หัวหน้า คสช.มีความตั้งใจแก้ไขปัญหานี้ เพื่อประชาชนได้ซื้อสลากฯในราคาถูกที่สุด จากการพูดคุยกับผู้บริหารสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ให้ขอความร่วมมือกับผู้ค้า ทั้งรายใหญ่และรายย่อย ที่ได้โควตาจากกองสลากฯ ขอให้ขายสลากในราคา 80 บาท และขอความร่วมมือให้เริ่มขายในราคาดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 2 ก.ค.นี้เป็นต้นไปหลังจากมีการออกรางวัลในวันที่ 1 ก.ค.แล้ว

กองสลากยืนยันว่าจะมีการขายสลากที่หน้าสำนักงานกองสลากฯสนามบินน้ำ ที่มีอยู่ประมาณ 50 ซุ้ม โดยมีการจำหน่ายขายทุกวัน เพื่อให้ประชาชนมีทางเลือกในการซื้อสลากราคาถูก สำหรับนอกพื้นที่ดังกล่าว คสช.ได้ขอความร่วมมือกับผู้ค้ารายย่อยให้ขายในราคาไม่แพง และดูเรื่องราคาต้นทุนให้เหมาะสม ส่วนราคาแนะนำนอกพื้นที่น่าจะขายราคาไม่เกิน 90 บาท หากยังพบว่ามีการขายในราคาที่แพงจนเกินไป จะมีการออกมาตรการออกมาควบคุม ส่วนต่างจังหวัดขณะนี้มีผู้ว่าราชการจังหวัดบางจังหวัด ให้ความร่วมมือจัดขายในราคา 80 บาทที่หน้าศาลากลางจังหวัด และอีกหลายจังหวัดกำลังทยอยแจ้งเข้ามาจะให้ความร่วมมือ

ในระยะยาวมาตรการแรกจะพิจารณาผู้ที่รับโควตา จากการจัดสรรกองสลากฯ ต้องมีพื้นที่ขายเป็นของตัวเอง เนื่องจากปัจจุบันกว่าจะถึงผู้ขายรายย่อย จะต้องผ่านผู้ค้าคนกลางหลายคน และหากไม่มีแผงเป็นของตัวเอง ก็จะใช้มาตรการที่ 2 ขอดูแผงค้าหากไม่มีก็จะยกเลิกเพราะไม่มีแผงขายเป็นของตนเอง ก็จะไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ ก็จะยกเลิกโควตา และนำมาให้ผู้ที่หาพื้นที่ขายได้ เพื่อไม่ให้มีการหากำไรจากการขายสลากหลายทอด และยังจะมีมาตรการอื่นๆ อีก แต่ขอประเมินการขายสลากฯงวดประจำวันที่ 16 ก.ค.ก่อน หากยังพบว่ามีการขายราคาแพง ก็มีมาตรการเพิ่มเติมมาควบคุม รวมถึงจะไปดูว่านอกจากสามารถซื้อสลากกินแบ่งฯในราคา 80 บาท ได้ที่หน้ากองสลากฯสนามบินน้ำแล้ว ยังจะจัดให้ขายได้ในราคาดังกล่าวในสถานที่ใดเพิ่มเติม ส่วนการแก้ปัญหาด้วยการออกสลากรางวัล 2-3 ตัว จะเป็นการแก้ปัญหาในระยะที่ 2 ต่อไปซึ่งเรื่องนี้กำลังมีการพิจารณาหลังจากได้ข้อมูลจากผู้ที่เกี่ยวข้อง

ขณะนี้โควตาเป็นปีต่อปี และโควตาเดิมก็ทยอยเลิก เมื่อเลิกโควตาก็จะกระจายโควตาให้มากขึ้น ก็จะลดการผูกขาด และคุมราคาได้