เปิดกรุ10รมต.รัฐบาลยิ่งลักษณ์ 'อดีตนายกฯ'รวย33ล.

เปิดกรุ10รมต.รัฐบาลยิ่งลักษณ์ 'อดีตนายกฯ'รวย33ล.

ป.ป.ช.เปิดทรัพย์สิน10อดีตรมต. พบ"ยิ่งลักษณ์"ตำแหน่งนายกฯรวยขึ้น33ล้าน ขณะนั่งนายกฯควบรมว.กห.ทรัพย์สินลด27ล้าน

ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้มีการเปิดเผยบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน ของ 10 รัฐมนตรี ใน 13 ตำแหน่งสมัยรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ กรณีพ้นจากตำแหน่งเมื่อวันที่ 7 พ.ค. 2557 เนื่องจากถูกศาลรัฐธรรมนูญตัดสินให้พ้นจากการดำรงตำแหน่ง เพราะได้ใช้อำนาจหน้าที่มิชอบในการโยกย้ายข้าราชการ โดยมีรายละเอียดได้แก่ 1.น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินฯ กรณีพ้นจาก 2 ตำแหน่ง เป็นรายละเอียดเดียวกัน คือ มีทรัพย์สินรวม จำนวน 601 ล้านบาท และมีหนี้สิน จำนวน 28 ล้านบาท ในส่วนของด.ช.ศุภเสกข์ อมรฉัตร บุตรชาย มีทรัพย์สินจำนวน 1.3 ล้านบาทไม่มีหนี้สิน ถือว่ามีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน จำนวน 574 ล้านบาท โดยไม่รวมจำนวนทรัพย์สินและหนี้สินของคู่สมรสที่ไม่ได้จดทะเบียนคือ นายอนุสรณ์ อมรฉัตร ที่แจ้งรายการทรัพย์สิน จำนวน 36 ล้านบาท และเมื่อเทียบกับการแสดงบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินเมื่อเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เมื่อวันที่ 30 มิ.ย. 2556 ที่แจ้งยอดทรัพย์สินรวม 607.660 ล้านบาท ถือว่ามีทรัพย์สินลดลง เป็นจำนวน 27.314 ล้านบาท โดยพบส่วนที่ลดลงนั้นอยู่ในรายการเงินฝาก และเมื่อเทียบกับช่วงเข้ารับตำแหน่งนายกฯ เมื่อวันที่ 10 ส.ค.2554 ที่แจ้งยอดทรัพย์สินรวม 541.132 ล้านบาท ถือว่ามีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นรวม 33.214 ล้านบาท

ทั้งนี้เมื่อแจกแจงรายการทรัพย์สินเฉพาะรายการที่น.ส.ยิ่งลักษณ์ ยื่นแสดงกรณีเข้ารับตำแหน่งและพ้นจากตำแหน่งนายกฯ ที่มียอดเพิ่มขึ้นนั้นมีส่วนที่น่าสนใจ คือ มีมูลค่าส่วนของเงินลงทุนที่เพิ่มขึ้นเป็นมูลค่าถึง 32.754 ล้านบาท โดยในรายการแสดงบัญชี ได้แจ้งว่ามีหุ้นสามัญจดทะเบียน ในบริษัทเเอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) จำนวน 31,308,750 หน่วย รวมมูลค่าตามราคาตลาด 102 ล้านบาท, กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ไทคอน จำนวน 137,150 หน่วย รวมมูลค่า 1.49 ล้านบาท, มีหน่วยลงทุนกองทุนเปิดแอสเซทพลัสตราสารหนี้ จำนวน 2.02แสนหน่วย คิดเป็นมูลค่า 3.1 ล้านบาท, กองทุนเปิดแอสเซทพลัสตตราสารลงทุนเพื่อการเลี้ยงชีพ (ASP-ERF) จำนวน 24,036 หน่วย รวมเป็นเงิน 5.8 แสนบาท, กองทุนเปิดแอสเซทพลัส หุ้นระยะยาว (ASP-LTE)จำนวน 53,457 หน่วย รวมเป็นเงิน 9.07 แสนบาท, กองทุนเปิดเค หุ้นทุนบริพัตรเพื่อการเลี้ยงชีพ จำนวน6,798 หน่วย คิดเป็นมูลค่า 4.65 ล้านบาท, กองทุนเปิดเค 70:30 หุ้นระยะยาวปันผล จำนวน 37,148 หน่วย คิดเป็นมูลค่า 6.02 แสนบาท เป็นต้น และเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงที่เข้ารับตำแหน่งในส่วนดังกล่าวที่รวมเป็นมูลค่า 81 ล้านบาทนั้นพบว่าจำนวนหน่วยและมูลค่าได้เพิ่มขึ้นเป็นยอดรวม 123ล้านบาท ถือว่าเพิ่มขึ้นเป็นมูลค่ากว่า32 ล้านบาท ทั้งนี้การยื่นแสดงบัญชีรายการทรัพย์สินดังกล่าว ไม่พบการแจ้งส่วนของนาฬิกาหรูแต่อย่างใด

2.นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีตรองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ยื่นแสดงบัญชี เมื่อพ้นตำแหน่งทั้ง 2 เป็นรายละเอียดเดียวกัน โดยพบว่ามีทรัพย์สิน รวม 40.445 ล้านบาท และมีหนี้สิน 3.06 ล้านบาท ถือว่ามีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน จำนวน 37 ล้านบาท และเมื่อเทียบกับการแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินช่วงรับตำแหน่งรองนายกฯ เมื่อวันที่ 1 พ.ย. 2555 ที่มียอดรวมทรัพย์สินจำนวน 48.741 ล้านบาท ถือว่ามีทรัพย์สินลดลง 11.360 ล้านบาท โดยส่วนที่ลดลงดังกล่าวพบว่าอยู่ในส่วนของเงินลงทุนและยานพาหนะ และไม่มีรายการบัญชีของบุตร เนื่องจากบรรลุนิติภาวะแล้ว และเมื่อเทียบกับรายการแสดงบัญชีฯ เมื่อเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เมื่อวันที่ 10 ส.ค. 2554 ที่มียอดทรัพย์สินรวม 45.682 ล้านบาท ถือว่ามีทรัพย์สินลดลง 8.3 ล้านบาท

3.นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง อดีตรองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ยื่นแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินเมื่อพ้นจากตำแหน่งดังกล่าวมีรายละเอียดเหมือนกัน โดยมีทรัพย์สิน จำนวน 58.988 ล้านบาท มีหนี้สิน จำนวน 1.3 ล้านบาท รวมมีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน จำนวน 57.674 ล้านบาท ทั้งนี้เมื่อเทียบกับบัญชีฯ ช่วงเข้ารับตำแหน่งรองนายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เมื่อวันที่ 23 ม.ค. 2555 ที่มียอดทรัพย์สิน จำนนวน 60.485 ล้านบาท พบว่ามียอดลดลง 2.81 ล้านบาท

4.พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก อดีตรองนายกฯ ได้ยื่นแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน เมื่อพ้นจากตำแหน่งมีรายการทรัพย์สินรวม 396 ล้านบาท มีหนี้สิน รวม 73,699 บาท เมื่อเทียบกับการแจ้งบัญชีทรัพย์สินเมื่อเข้ารับตำแหน่งเมื่อ 30 มิ.ย. 56 ที่มียอดทรัพย์สินรวม 394 ล้านบาท พบว่ามีทรัพย์สินเพิ่มขึ้น 5ล้านบาท โดยอยู่ในส่วนของค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของบัญชีคู่สมรส

5.นายปลอดประสพ สุรัสวดี อดีตรองนายกฯ มีรายการทรัพย์สินเมื่อพ้นจากตำแหน่ง จำนวน 970 ล้านบาท มียอดหนี้สิน จำนวน 2.7ล้านบาท รวมมีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน จำนวน 967 ล้านบาท เมื่อเปรียบเทียบกับบัญชีทรัพย์สินเมื่อเข้าดำรงตำแหน่ง เมื่อวันที่1พ.ย.2555 ที่มียอดทรัพย์สินจำนวน963 ล้านบาท พบว่ามียอดทรัพย์สินเพิ่มขึ้น 4 ล้านบาท โดยเป็นเงินในส่วนของเงินลงทุน

6.ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน มีรายการทรัพย์สิน จำนวน 171.146 ล้านบาท ไม่พบรายการหนี้สิน เมื่อเทียบกับบัญชีแสดงทรัพย์สินฯ เมื่อเข้ารับตำแหน่ง เมื่อวันที่ 30 มิ.ย.56 ที่มียอดทรัพย์สิน 171.283 ล้านบาท พบว่ายอดทรัพย์สินลดลง 1.3 แสนบาท ทั้งนี้เมื่อพิจารณาในบัญชีของ ร.ต.อ.เฉลิม และคู่สมรส เปรียบเทียบช่วงเข้ารับตำแหน่งและกรณีพ้นจากตำแหน่ง พบรายการเคลื่อนไหวของรายการเงินสด ที่พบว่า ลดลงกว่า 7 แสนบาท แบ่งเป็นของร.ต.อ.เฉลิม 1แสนบาทและคู่สมรส6แสนบาท ขณะที่เงินฝากในรูปแบบบัญชีพบว่ามีรายการเพิ่มขึ้นรวมกันประมาณเกือบ5ล้านบาท

7.นายสันติ พร้อมพัฒน์ อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ได้ยื่นแสดงบัญชีฯ เมื่อพ้นจากตำแหน่งมียอดทรัพย์สินรวมคู่สมรส เป็นจำนวน 14.966 ล้านบาท และมีหนี้สินที่พบว่าอยู่ในส่วนของคู่สมรส จำนวน 5.34 แสนบาท ถือว่ามีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน รวมเป็นเงิน 14.432 ล้านบาท เมื่อเทียบกับบัญชีฯ เมื่อเข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 30 มิ.ย. 56 ที่มี 18.356 ล้านบาท พบว่ามีทรัพย์สินลดลงเป็นเงินจำนวน 3.924 ล้านบาท

8.น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) มีรายการทรัพย์สินเมื่อพ้นจากตำแหน่ง จำนวน 20.421 ล้านบาท มีหนี้สิน จำนวน 4.1 ล้านบาท รวมมีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 16.277 ล้านบาท เมื่อเทียบกับบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน ที่แจ้งกรณีเข้ารับตำแหน่งดังกล่าว เมื่อวันที่ 10 ส.ค.2554 ที่มียอดรวม 11.641 ล้านบาท พบว่ามีทรัพย์สินเมื่อพ้นจากตำแหน่งเพิ่มขึ้น 4.6 ล้านบาท โดยพบอยู่ในส่วนสิทธิและสัมปทานที่คิดเป็นมูลค่า 2.4 ล้านบาท และส่วนของเงินฝาก

9.นายศิริวัฒน์ ขจรประศาสน์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีรายการทรัพย์สินเมื่อพ้นจากตำแหน่ง จำนวน 47.061 ล้านาท ไม่มียอดหนี้สิน เมื่อเทียบกับรายการแสดงบัญชีฯ เมื่อเข้ารับตำแหน่ง เมื่อวันที่ 1 พ.ย. 2555 ที่มียอดทรัพย์สินจำนวน 46.822 ล้านบาท พบว่ามียอดทรัพย์สินเพิ่มขึ้น 2.3แสนบาท โดยอยู่ส่วนของเงินฝาก

และ10. พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม มีรายการทรัพย์สินเมื่อพ้นจากตำแหน่ง จำนวน 306 ล้านบาท ไม่มีหนี้สิน เมื่อเทียบกับรายการแสดงบัญชีฯ เมื่อเข้ารับตำแหน่ง เมื่อวันที่ 30 มิ.ย. 2556 ที่มีจำนวน312 ล้านบาท พบว่ามีทรัพย์สินลดลง จำนวน 6 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่อยู่ในส่วนเงินฝากของผู้ยื่น ประมาณ 4.9 ล้านบาท