จ่อคลอดรธน.ชั่วคราว

จ่อคลอดรธน.ชั่วคราว

จ่อคลอดรธน.ชั่วคราว คาดทหารนั่งสนช.50%-คัดตัวแทนจังหวัดร่วมสภาปฏิรูป คสช.คงอำนาจเหนือรัฐบาล

พ.อ.วินธัย สุวารี รองโฆษกกองทัพบก ในฐานะทีมโฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) เปิดเผยเมื่อวานนี้ (26 มิ.ย.) ถึงความคืบหน้าการยกร่างธรรมนูญฉบับชั่วคราว ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ในฐานะหัวหน้า คสช. จะเป็นผู้ชี้แจงรายละเอียดเรื่องนี้ด้วยตัวเอง ซึ่งอาจมีรายละเอียดออกมาในสัปดาห์นี้

ส่วนที่คสช.เน้นปฏิรูป เศรษฐกิจ การเมืองและสังคม แต่ไม่นำเสนอข่าวเรื่องการร่างรัฐธรรมนูญและสภานิติบัญญัติแห่งชาติเท่าใดนั้น พ.อ.วินธัย กล่าวว่า ในช่วง 3 เดือนเป็นการปฏิรูประยะแรก จึงยังไม่มีการดำเนินการนำเสนอข่าวเรื่องร่างรัฐธรรมนูญและสภานิติบัญญัติแห่งชาติ โดยในระยะที่ 2 ข้อมูลทั้งหมดจะถูกจัดระเบียบเข้าสู่การปฏิรูปที่เต็มรูปแบบ แต่ในขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลในส่วนดังกล่าวจึงไม่ได้ออกมาชี้แจง

ขณะที่ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวอิศรา www.isranews.org รายงานความคืบหน้าการจัดทำร่างรัฐธรรมฉบับชั่วคราวขึ้นมาบังคับใช้ว่า ขณะนี้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวได้ร่างเสร็จสิ้นแล้ว โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้ 1.กำหนดให้มีสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ซึ่งมาจากการแต่งตั้งของ คสช.ทั้งหมด 200 คน คาดว่าจะเป็นนายทหารประจำการประมาณ 50% อาทิ แม่ทัพภาค ผู้บัญชาการหน่วย เป็นต้น ที่เหลือจะเป็นการแต่งตั้งจากสาขาอาชีพต่างๆ

2.สภาปฏิรูปแห่งชาติ จำนวน 250 คน ในจำนวนนี้จะมีตัวแทนจากจังหวัดละ 1 คน จำนวน 77 จังหวัด ที่เหลือจะสรรหาตามสาขาวิชาชีพต่างๆ สำหรับคณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จะมีทั้งหมด 35 คน แบ่งเป็น สภาปฏิรูปฯ 20 คน คณะรัฐมนตรี (ครม.) 5 คน สภานิติบัญญัติแห่งชาติ 5 คน และ คสช. 5 คน

"คสช.พยายามติดต่อทาบทามนายมีชัย ฤชุพันธ์ ประธานคณะกรรมการกฤษฎีกา คณะที่ 1 อดีตประธาน สนช. นายวิษณุ เครืองาม ที่ปรึกษาคสช. ฝ่ายกฎหมาย นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า นายสมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้มาดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่เบื้องต้นบุคคลทั้ง 4 ได้ปฏิเสธไม่รับตำแหน่งดังกล่าว ทำให้ คสช.ต้องหันไปทาบทามบุคคลอื่นต่อไป เช่น นายสุรพล นิติไกรพจน์ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นต้น"แหล่งข่าวกล่าว

แหล่งข่าวกล่าวต่อว่า นอกจากนี้สาระสำคัญของรัฐธรรมนูญชั่วคราว จะมีมาตรา 17 ที่ให้ คสช.ยังมีอำนาจเหนือรัฐบาลชุดใหม่ที่จะจัดตั้งขึ้น โดย คสช.สามารถออกคำสั่งหรือประกาศต่างๆ และมีอำนาจกระทำการใดๆ เพื่อรักษาความมั่นคงของประเทศได้

คสช.จัดงานปลูกจิตสำนึกรู้คุณแผ่นดิน

วันเดียวกัน ที่ห้องรอยัล พารากอน ฮอลล์ ศูนย์การค้าสยามพารากอน กองทัพบกร่วมกับภาครัฐและภาคเอกชนจัดงาน "ปลูกจิตสำนึกรู้คุณแผ่นดิน ขอบคุณประเทศไทย" เพื่อให้คนไทยพร้อมที่จะเสียสละเพื่อประเทศ และช่วยลดปัญหาความขัดแย้งที่เกิดจากการแตกแยกทางความคิดในสังคม โดยมี พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รองผบ.ทบ. ในฐานะเลขาธิการคสช.เป็นประธานในพิธี มีตัวแทนนักเรียน ชาวนา ภาคธุรกิจ ผู้บริหารสื่อสารมวลชน เหล่าศิลปินดารา ข้าราชการ และประชาชน เข้าร่วมงานจำนวนมาก

กิจกรรมภายในงานประกอบไปด้วย ส่วนที่เป็นนิทรรศการภาพถ่าย "ความสุขบนแผ่นดินไทย" ส่งเสริมให้ความรู้เกี่ยวกับ สถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ กิจกรรมการกุศล "Share to Chairs" ร่วมบริจาคโต๊ะเก้าอี้แก่โรงเรียนทุรกันดาร พร้อมทั้งระบายสีและเขียนข้อความลงบนเก้าอี้ นอกจากนี้ในส่วนของห้องประชุมก็มีการฉายภาพยนตร์สารคดี "รู้คุณแผ่นดิน" ทั้งยังมีการร้องประสานเสียงเพลง "ธงชาติ" จากนักเรียนโรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย และโรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย บรรเลงโดยวงดุริยางค์กองทัพบก

ขณะเดียวกันมีการแจก "แบบเรียนสังคมศึกษา วิชาหน้าที่พลเมือง" ฉบับจำลองจากการพิมพ์ครั้งที่ 14 เมื่อ พ.ศ.2519 ให้แก่ผู้ร่วมงานทุกคนอีกด้วย ซึ่งกิจกรรมในส่วนต่างๆ ก็ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี มีประชาชนทั่วไปและตัวแทนจากสาขาอาชีพต่างๆ อาทิ นักเรียน ชาวนา ข้าราชการ ภาคธุรกิจ ดารานักร้องชื่อดัง เข้าร่วมงานจำนวนมาก

พล.อ.อุดมเดช ขึ้นกล่าว "ขอบคุณประเทศไทย" ตอนหนึ่งว่า ในฐานะที่เป็นทหารก็ต้องการให้ประเทศมีความสงบสุข ซึ่งไม่มีแผ่นดินใดที่จะทีความสุขเท่าแผ่นดินของเราแล้ว โดยขอให้คำมั่นสัญญาว่าจะดูแลแผ่นดินให้มีความสงบร่มเย็น การจะตอบแทนคุณแผ่นดินไทยคงไม่สามารถทำได้ในชีวิตนี้ ตนต้องขอขอบคุณประชาชนไทยทุกคนที่ร่วมแรงใจกันรักษาแผ่นดินไทยไว้ให้ลูกหลาน ซึ่งกิจกรรมครั้งนี้จัดเป็นครั้งที่สาม และจะพยายามอย่างยิ่งที่จะปกป้องแผ่นดินไทยให้มีความสงบสุข และจะทำให้ประเทศมีความสงบตลอดไป

"ในปีนี้และปีที่ผ่านๆ มาเรามีปัญหาว่า คนในชาติไม่เข้าใจกันซึ่งสะสมกันมา แต่ตอนนี้คงถึงเวลาหยุดสิ่งต่างๆ ที่ไม่ดีงามอันทำให้คนในชาติไม่เข้าใจและไม่สามัคคีกันได้แล้ว ซึ่งตนมีความรู้สึกมั่นใจว่า ประชาชนจะมีความสุขเหมือนอย่างเช่นในปัจจุบัน และจะร่วมใจกันแสดงออกว่าต้องปกป้องแผ่นดิน ขอบคุณประเทศไทยที่ทำให้เรามีความสุข" พล.อ.อุดมเดช กล่าว

คสช.เปิด4ช่องทางร้องทุกข์-แนะปฏิรูป

นายสมพาศ นิลพันธ์ ผู้ตรวจราชการสำนักงานปลัดสำนักนายกฯ แถลงเปิดศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของคสช. โดยใช้ช่องทาง 4 ช่องทาง คือ สายด่วน1111กด 2 โทรฟรีตลอด 24 ชั่วโมง เว็บไซต์ www.1111.go.th , ตู้ปณ.1111 ปณ.ทำเนียบรัฐบาล กรุงเทพมหานคร 10302 (ส่งฟรีไม่ต้องติดแสตมป์) และจุดบริการประชาชน1111 ประตู 4 ทำเนียบรัฐบาล เพื่อให้ประชาชนแจ้งเบาะแส สิ่งผิดกฎหมาย ซึ่งศูนย์1111 จะประสานหน่วยงานที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องลงไปดูแลและแจ้งให้ท่านทราบว่าเรื่องที่ร้องเรียนดำเนินการไปถึงไหน เรื่องใดจัดการได้อย่างเร่งด่วนก็จะจัดการเลย ส่วนเรื่องใดที่มีกฎหมาย ระเบียบ ก็จะเข้ากระบวนการตามกลไกที่มี

นายสมพาศ กล่าวว่า นอกจากนี้หม่อมหลวงปนัดดา ดิศกุล ปฏิบัติหน้าที่ปลัดสำนักนายกฯ สั่งการให้เปิดช่องทางทั้ง 4 ช่องทาง ในการส่งความคิดเห็น ข้อเสนอในการปฏิรูประบบราชการ ปฏิรูปประเทศ ปฏิรูประบบการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ การสร้างความปรองดอง เพื่อส่งไปยังศูนย์ปรองดองฯของคสช.และศูนย์ปฏิรูปของคสช.

"เรื่องร้องทุกข์ทุกเรื่องที่ส่งเข้ามาทุกช่องทาง ยืนยันว่าหัวหน้าคสช.จะได้รับทราบทุกเรื่อง"นายสมพาศ กล่าว

"เกาหลีใต้"ยันเข้าใจสถานการณ์ไทย

ที่กองทัพอากาศ พล.อ.ท.มณฑล สัชฌุกร โฆษกกองทัพอากาศ ในฐานะที่ปรึกษาหัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ เปิดเผยว่า เมื่อเวลา 10.30 น.ที่ห้องรับรองพิเศษ 1 กองบัญชาการกองทัพอากาศ พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง ผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) ในฐานะรองหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ให้การต้อนรับ นายจอน แจ-มัน เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลีใต้ประจำประเทศไทย และคณะ ในโอกาสเข้าพบหารือเกี่ยวกับแนวทางการขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไทยและสาธารณรัฐเกาหลีใต้ ในฐานะที่ผู้บัญชาการทหารอากาศ เป็นหัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจใน คสช.

ทั้งนี้เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลีใต้ ได้กล่าวถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทยและสาธารณรัฐ เกาหลีใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางด้านเศรษฐกิจที่ประเทศไทยเป็นคู่ค้าอันดับ 10 ของสาธารณรัฐเกาหลีใต้ ซึ่งถือว่าอยู่ในอันดับที่มีความสำคัญมาก จากสถานการณ์ทางการเมืองในห้วงเวลาที่ผ่านมาทำให้เกิดผลกระทบกับการติดต่อทางด้านเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ ทั้งในด้านการลงทุนและการท่องเที่ยว

อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากที่ คสช.ได้เข้ามาบริหารจัดการโดยใช้นโยบายคืนความสุขให้กับประชาชน จึงทำให้บรรยากาศทางการเมืองสามารถคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศไทยได้รายงานให้รัฐบาลสาธารณรัฐเกาหลีใต้ได้ทราบโดยตลอด และรัฐบาลสาธารณรัฐเกาหลีใต้ ก็เข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้นกับประเทศไทยทั้งก่อนและหลังการเข้ามาของ คสช.

พล.อ.ท.มณฑล กล่าวอีกว่า การสนทนาหารือกันครั้งนี้ เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลีใต้ ได้นำข้อเสนอในการที่จะส่งเสริมให้นักลงทุนชาวเกาหลีเข้ามาลงทุนในประเทศไทยมากขึ้น รวมทั้งการชักชวนให้นักท่องเที่ยวชาวเกาหลีใต้กลับมาท่องเที่ยวในประเทศไทยให้มากเหมือนเดิม หลังจากที่จำนวนนักท่องเที่ยวชาวเกาหลีใต้ลดลงไปเมื่อหลายเดือนที่ผ่านมา เนื่องจากความไม่มั่นใจในสถานการณ์ทางการเมือง นอกจากนี้ได้ยืนยันว่าสาธารณรัฐเกาหลีใต้จะเป็นมิตร ที่ดีกับประเทศไทยตลอดไป

"ประจิน"ย้ำอีกไม่นานคืนสู่ประชาธิปไตย

ส่วน พล.อ.อ.ประจิน ได้กล่าวขอบคุณในความเข้าใจต่อสถานการณ์ของประเทศไทยและการเข้ามาของ คสช. ของรัฐบาลสาธารณรัฐเกาหลีใต้ โดยกล่าวว่า นโยบายคืนความสุขให้กับประชาชนมิได้หมายถึงเฉพาะประชาชนคนไทยเท่านั้น แต่รวมถึงประชาชนทุกคนและทุกชาติที่อยู่ในประเทศไทยด้วย

จากการที่เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลีใต้ได้ให้คำแนะนำและข้อคิดเห็นต่างๆ นับว่าเป็นประโยชน์และจะรับไปประสานงานกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อทั้งสองประเทศ ทั้งในเรื่องของการลงทุน การท่องเที่ยว และการประกอบธุรกิจทั่วไป ถึงแม้ว่าในช่วงเวลาปัจจุบันประเทศไทยจะอยู่ในช่วงเวลาพิเศษทางการบริหาร แต่การใช้ชีวิตประจำวันทั้งคนไทยและชาวต่างประเทศยังคงดำเนินไปได้อย่างปกติ มีความปลอดภัย และมีความสะดวกสบายตามที่ควรจะเป็น จึงขอให้มั่นใจในประเทศไทย และเชื่อใจในคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่จะทำให้ประเทศไทยเดินหน้าไปสู่ระบอบประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ในเวลาไม่นานนี้