ชี้กองทุนประหยัดภาษีเอื้อมนุษย์เงินเดือน

ชี้กองทุนประหยัดภาษีเอื้อมนุษย์เงินเดือน

สมาคมบลจ.เผยกองทุนประหยัดภาษี มนุษย์เงินเดือนได้ประโยชน์ หวั่นเลิก"แอลทีเอฟ-อาร์เอ็มเอฟ"ออมเงินสะดุด

นางวรวรรณ ธาราภูมิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน(บลจ.) บัวหลวง จำกัด ในฐานะนายกสมาคมบริษัทจัดการลงทุน (เอไอเอ็มซี) เปิดเผยว่า จากข้อมูลภาษีกรมสรรพากรในปี 2553 พบว่ามีการยื่นแบบเสียภาษีกับกรมสรรพากรเพียง 9.37 ล้านคน จากประชากรในประเทศทั้งหมดประมาณ 66 ล้านคน แต่พบว่าผู้มีรายได้เข้าเกณฑ์ต้องเสียภาษีมีเพียง 2,574,561 คน โดยคนส่วนใหญ่ 97% เป็นผู้ที่มีเงินได้สุทธิต่อปีอยู่ระหว่าง 150,000-1,000,000 บาท และจากยอดเงินภาษีทั้งหมด 166,459 ล้านบาท พบว่าเม็ดเงินภาษีส่วนใหญ่ถึง 67.6% มาจากกลุ่มผู้ที่มีเงินได้สุทธิต่อปีสูงกว่า 1,000,000 บาท ทั้งที่มีจำนวนคนเสียภาษีในกลุ่มนี้เพียง 3.0% ของจำนวนผู้เสียภาษีทั้งหมด 2,574,561 คน

ข้อมูลดังกล่าวสรุปได้ว่า หากนับรายหัวกลุ่มคนที่เสียภาษีส่วนใหญ่เป็นคนกลุ่มที่มีรายได้ปานกลางหรือมนุษย์เงินเดือนนั่นเอง ซึ่งมนุษย์เงินเดือนเป็นกลุ่มคนที่ไม่สามารถเลี่ยงการเสียภาษีได้ แต่หากมองเฉพาะขนาดของเม็ดเงิน จะกลายเป็นว่ากลุ่มคนที่จ่ายภาษีสูงๆ จะมาจากกลุ่มที่มีรายได้สูง ซึ่งรวมถึงกลุ่มอาชีพอิสระ เช่น แพทย์ วิศวกร สถาปนิก เป็นต้น

“ดังนั้น เกณฑ์ลดหย่อนของกองทุนประหยัดภาษีทั้งกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (แอลทีเอฟ) และกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (อาร์เอ็มเอฟ) ที่ภาครัฐได้กำหนดไว้ตอนตั้งโครงการจึงมีความเหมาะสม เพราะมุ่งเน้นสนับสนุนกลุ่มคนที่มีเงินได้ 1,000,000 บาทลงมา หรือกลุ่มมนุษย์เงินเดือนซึ่งถือว่าเป็นกลุ่มคนส่วนใหญ่ในระบบภาษี ให้ได้รับประโยชน์สูงสุดจริงๆ”

นางวรวรรณ ยังกล่าวอีกว่า หากยกเลิกประโยชน์ทางภาษีกองทุนแอลทีเอฟและอาร์เอ็มเอฟนั้น จะส่งผลให้แผนการส่งเสริมให้ประชาชนเรียนรู้เรื่องการออมผ่านทางการลงทุนในระยะยาวจะขาดความต่อเนื่องเพราะขาดสิ่งจูงใจ (สิทธิประโยชน์ทางภาษี) ผู้ที่ไม่มีความรู้หรือมีทัศนคติที่ไม่ดีเกี่ยวกับการลงทุนจะถูกลดโอกาสในการเข้ามารับข้อมูลจริงเกี่ยวกับการลงทุนพื้นฐานที่เหมาะสม ประชาชนขาดโอกาสเพิ่มในการหาความรู้เรื่องทางการเงิน

สำหรับกองทุนอาร์เอ็มเอฟเปรียบเสมือนโครงข่ายรองรับทางสังคม (Social Safety Nets) ประเภทหนึ่งที่จะมีบทบาทที่สำคัญมากขึ้นในอนาคต เนื่องจากแนวโน้มของสังคมไทยเริ่มเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุการเตรียมพร้อมของประชาชนที่เพียงพอ โดยการสนับสนุนให้เก็บออมเงินด้วยตนเองเพิ่มเติมจึงเป็นสิ่งจำเป็นมาก เพราะจะช่วยบรรเทาภาระงบประมาณการดูแลผู้สูงอายุของภาครัฐได้อย่างมากในอนาคต

“ส่วนกองทุนแอลทีเอฟเป็นกองทุนที่มีส่วนสำคัญในการสร้างเสถียรภาพของตลาดหลักทรัพย์โดยการเพิ่มผู้ลงทุนสถาบันมีคุณภาพผ่านกองทุนรวมที่มีการกำกับดูแลอย่างดีจากภาครัฐ และแม้ว่าแอลทีเอฟจะมีจำนวนผู้ลงทุนมากขึ้นต่อเนื่อง แต่การเพิ่มขึ้นของผู้ลงทุนรายย่อยก็อยู่ในระดับสูงเช่นเดียวกัน ดังนั้น การมีไว้ของแอลทีเอฟ จึงยังมีความจำเป็นเพื่อช่วยเพิ่มสัดส่วนผู้ลงทุนสถาบันเพื่อรักษาเสถียรภาพของตลาดหลักทรัพย์ต่อไปในระยะยาว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอนาคตอันใกล้ที่จะมีการเปิดเสรีเขตเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ซึ่งจะเกิดการเคลื่อนย้ายเงินทุนในกลุ่มอาเซียนอย่างเสรี และมีผลทำให้สัดส่วนของนักลงทุนต่างประเทศเพิ่มขึ้น ความพยายามขยายสัดส่วนของนักลงทุนสถาบันอย่างต่อเนื่องจึงมีความจำเป็นมากสำหรับการรักษาเสถียรภาพและความเข้มแข็งของตลาดทุนไทยในอนาคต”