นักวิชาการจี้ปฎิรูปรฟท.รับพัฒนาระบบราง

นักวิชาการจี้ปฎิรูปรฟท.รับพัฒนาระบบราง

"รัฐภูมิ"แนะศึกษารถไฟความเร็วสูง ชูเส้นทางกรุงเทพฯ-ระยองคุ้มทุน เชื่อมโยงพื้นที่เศรษฐกิจตะวันออกกับกรุุงเทพ

สมาคมวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์จัดงานเสวนาเรื่อง "ยกเครื่องเรื่องระบบราง" โดยมีนายรัฐภูมิ ปริชาติปรีชา ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อความเป็นเลิศด้านนวัตกรรมถนนและราง มหาวิทยาลัยนเรศวร ร่วมการเสวนา นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ นายกสมาคมวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์

นายรัฐภูมิ กล่าวว่า แม้ขณะนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะอยู่ระหว่างทบทวนและชะลอการลงทุนโครงการรถไฟความเร็วสูงออกจากแผนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมของประเทศตามแนวทางของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อย่างไรก็ตามมองว่าโครงการรถไฟความเร็วสูงถือว่ามีความสำคัญในการพัฒนาการคมนาคมขนส่งของประเทศในระยะกลางที่จะเริ่มตั้งแต่ปี 2558 - 2563 เป็นต้นไปและเป็นโครงสร้างการคมนาคมที่รองรับการขยายตัวของเมืองหลังการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ดังนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรมีการผลักดันให้มีการศึกษาโครงการรถไฟความเร็วสูงอย่างต่อเนื่องเพราะเรื่องนี้จะต้องทำความเข้าใจกับประชาชนให้เกิดองค์ความรู้เหมือนกับที่สหรัฐฯก็มีการวางแผนในการสร้างรถไฟความเร็วสูงถึง 30 ปี โดยใช้การเข้ามามีส่วนร่วมของทั้งภาครัฐ เอกชน และภาคประชาชน

นายรัฐภูมิ กล่าวว่า ประเทศไทยสามารถเลือกศึกษาและลงทุนโครงการรถไฟความเร็วสูงในเส้นทางที่มีความคุ้มทุนทั้งทางเศรษฐกิจและสังคมที่ชัดเจน โดยอาจเป็นการลงในระยะการเดินทาง 200 - 800 กิโลเมตร ซึ่งในต่างประเทศมีการศึกษาแล้วว่าเป็นระยะทางที่มีความคุ้มทุนสูง โดยเส้นทางที่มีความเหมาะสมในขณะนี้มองว่าคือเส้นทาง กรุงเทพ - จ.ระยอง เนื่องจากผ่านพื้นที่เศรษฐกิจที่สำคัญทั้งเขตนิคมอุตสาหกรรมและแหล่งท่องเที่ยว แต่ในพื้นที่ภาคตะวันออกไม่มีสนามบินพาณิชย์ขนาดใหญ่การลงทุนรถไฟความเร็วสูงจึงเป็นการเชื่อมโยงพื้นที่เศรษฐกิจในฝั่งตะวันออกกับกรุงเทพฯได้

"เราควรเริ่มลงทุนในเส้นทางที่มีการพิสูจน์ได้ว่ามีความคุ้มค่าในการลงทุน ซึ่งในบางประเทศ เช่นใต้หวันนั้นเอกชนเป็นผู้ลงทุนทั้งหมดในระบบสัมปทานและคืนรายได้บางส่วนมาให้รัฐ แต่ในกรณีประเทศไทยก็มีการพูดถึงรูปแบบรัฐลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและเอกชนลงทุนระบบเดินรถซึ่งก็มีความเป็นไปได้ ซึ่งการเริ่มลงทุนคือการเตรียมความพร้อม ศึกษาและต่อยอดไปในอนาคต" นายรัฐภูมิ กล่าว

นายสุชัชวีร์ กล่าวว่า การลงทุนเรื่องโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมของไทยเป็นสิ่งที่มีความสำคัญเพื่อรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจของประเทศในอนาคต แต่ในขณะนี้เมื่อเราพูดถึงเรื่องของการลงทุนในเรื่องต่างๆ เช่นเรื่องการพัฒนาระบบรางสังคมจะให้ความสำคัญกับเรื่องของเงินที่ใช้ในการลงทุนเป็นลำดับแรกโดยไม่ได้พูดถึงเรื่องความพร้อมเรื่องอื่นๆเท่าที่ควร โดยมองว่าในเรื่องของเงินลงทุนไม่ใช่ปัญหาหากเราจะลงทุนระบบราง เช่นโครงการรถไฟรางคู่ ซึ่งเป็นโครงการที่มีความคุ้มทุนทางเศรษฐกิจและสังคมก็สามารถกู้เงินได้ทั้งในและต่างประเทศ ขณะที่เรื่องความพร้อมของหน่วยงานที่จะดูแลรับผิดชอบก็คือ การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ที่จะรองรับการขยายงานที่เกี่ยวกับระบบรางในอนาคตยังต้องมีการปฏิรูปองค์กรใน 2 เรื่องคือ 1.เรื่องความพร้อมของบุคคลากร เนื่องจากในปัจจุบันอายุเฉลี่ยของพนักงาน รฟท.อยู่ที่ 56 ปี ขณะที่พนักงานส่วนใหญ่ไม่ได้มีความรู้เรื่องระบบรางโดยตรงดังนั้นจึงควรมีการแก้ไขในระยะยาวเพื่อแก้ปัญหาในส่วนนี้ 2. รฟท.เป็นองค์กรที่มีหนี้สินสะสมมาก ดังนั้น ถ้าจะปฏิรูปให้ รฟท.มีประสิทธิภาพ ก็ต้องมีการวางแผนอย่างจริงจังว่าจะแก้ปัญหาในเรื่องหนี้สินสะสมของ รฟท.อย่างไร

"การรถไฟไทยมีข้อจำกัดและปัญหาที่ทำให้ย่ำอยู่กับที่ จึงได้เวลายกเครื่ององค์กร เพื่อที่จะทำหน้าที่ปรับการพัฒนาระบบขนส่งทางรางของประเทศไทย และเตรียมความพร้อมในการเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์และการพาณิชย์ของอาเซียน ซึ่วควรจะมีการศึกษาเร่งด่วนว่าควรจะจัดตั้งองค์กรใหม่ขึ้นมา หรือขยาย องค์กรจากเดิมให้ครอบคลุมงานที่จะอยู่ในความรับผิดชอบเพิ่มขึ้นในอนาคต"นายสุชัชวีร์ กล่าว