สหพัฒน์ทุ่ม2พันล้านลุยอาเซียน

สหพัฒน์ทุ่ม2พันล้านลุยอาเซียน

"บุณยสิทธิ์"ประธานเครือสหพัฒน์ ทุ่ม2พันล้าน เร่งการค้า-ลงทุนในไทยและอาเซียน เน้นลงทุนด้านกลุ่มธุรกิจเซอร์วิส

นายบุณยสิทธิ์ โชควัฒนา ประธานเครือสหพัฒน์ เปิดเผยว่า หลังจากที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ามามีบทบาทในการขับเคลื่อนและสร้างความปรองดองภายในประเทศ ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยในขณะนี้เริ่มมีสัญญาณที่ดีขึ้น บรรยากาศการค้าการลงทุนและการส่งออกเริ่มคึกคัก ประกอบกับดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเพิ่มสูงสุดในรอบ 14 เดือน

อย่างไรก็ตาม อยากให้เร่งแก้ไขปัญหาด้านต่างๆ ในประเทศให้เร็วขึ้น ความเชื่อมั่นต่างๆของผู้บริโภคและนักลงทุนจะกลับมาเร็วขึ้น โดยเฉพาะภาคการส่งออกสินค้าภาคเกษตรของไทย เพราะจะทำให้มีเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบ และมีเงินไหลไปสู่รากหญ้า

ส่วนกรณีสหรัฐฯ ประกาศลดอันดับไทยกรณีการค้ามนุษย์จากเทียร์ 2 เป็นเทียร์ 3 หรือกลุ่มประเทศที่มีระดับการค้ามนุษย์ที่เลวร้ายที่สุด และกรณีคณะรัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศ ของประเทศสมาชิกแห่งสหภาพยุโรป (อียู) ปรับลดระดับความสัมพันธ์ระหว่างอียู-ไทย เชื่อว่าจะกระทบต่อการส่งออกเพียงเล็กน้อย แต่ยังมองว่าทุกประเทศอยากทำธุรกิจกับประเทศไทยอยู่แล้วไม่เฉพาะสองประเทศนี้

"หากสหรัฐฯ และอียู ประกาศไม่ทำการค้ากับไทย เชื่อว่าเป็นแค่การขู่เท่านั้น แต่หากไม่ทำการค้าจริงๆ ก็ต้องหาตลาด อย่างจีน ญี่ปุ่น อาฟริกา และออสเตรเลีย ประเทศที่ไม่บีบเรา" นายบุณยสิทธิ์ กล่าว

ส่วนของการลงทุนปีนี้และปีหน้าของเครือสหพัฒน์ฯ จะใช้เงินลงทุนกว่า 2,000 ล้านบาท โดยเน้นการลงทุนในประเทศ และกลุ่มประเทศอาเซียน รวมทั้ง บังคลาเทศ และอังการี โดยให้สัดส่วนการลงทุนในประเทศ 70% และต่างประเทศ 30% ภายใต้การลงทุน 3 ส่วน คือ สหพัฒน์ ญี่ปุน และนักธุรกิจท้องถิ่น จากปัจจุบันที่มีการลงทุนในส่วนของโรงงานไปแล้วในพม่า กัมพูชา สปป.ลาว และเวียดนาม

ในส่วนของการลงทุนในประเทศเทศเวียดนาม ขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษา โดยจะนำสินค้าเข้าไปจำหน่าย เพื่อสร้างแบรนด์สินค้าให้เป็นที่รู้จักและติดตลาดเสียก่อน โดยยังไม่มีแนวคิดที่จะตั้งโรงงานเพราะไม่มีความจำเป็น ส่วนใน สปป.ลาว ขณะนี้ขายผ่านตัวแทนจำหน่ายเพราะมองว่ายังไม่มีความต้องการมากนัก ขณะที่ประเทศอินโดนีเซียอยู่ระหว่างศึกษาตลาด

ทั้งนี้ มีแผนที่จะเปิดโรงงานผลิตผงซักฟอกในเมืองย่างกุ้ง ประเทศพม่า ภายใต้การร่วมทุน 3 ส่วน คือ สหพัฒน์ ,ไลออน ญี่ปุ่น และนักธุรกิจในประเทศ มูลค่าราว 500-600 ล้านบาท รวมถึงบังคลาเทศ ซึ่งอยู่ระหว่างการศึกษาตลาด ทั้งนี้ การทำตลาดในบังคลาเทศจะสามารถนำสินค้าส่งขายยังอินเดียได้ตามข้อตกลงการค้าระหว่างบังคลาเทศและอินเดีย

ส่วนแนวโน้มการลงทุนหลังจากนี้ จะให้ความสำคัญกับกลุ่มธุรกิจบริการต่างๆ มากขึ้น โดยการร่วมทุนกับญี่ปุ่นและจีน ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจด้านอาหารและขนส่ง เป็นต้น ขณะที่ผ่านมาได้เจรจากับร่วมทุนกับธุรกิจอี คอมเมิร์ช ของไทย ซึ่งมีมูลค่าการลงทุนสูง คาดว่าจะจบในช่วง 2-3 เดือนจากนี้ เพราะต้องการขยายช่องทางขายให้ครอบคลุมทุกระบบ