ตลาดหุ้นไทยปันผลสูงสุด

ตลาดหุ้นไทยปันผลสูงสุด

โบรกฯมั่นใจดัชนีพุ่งต่อแม้เงินนอกไม่เข้า ชี้ต้นปีถึงปัจจุบันจ่ายผลตอบแทน16.8% เทียบตลาดหลักยุโรป-สหรัฐ

ตลาดหลักทรัพย์ เผยจากต้นปีจนถึงปัจจุบัน ตลาดหุ้นไทยให้ผลตอบแทนรวมเงินปันผลแล้ว 16.8% ชนะตลาดใหญ่ในโลก ด้านโบรกเกอร์มองแนวโน้มหุ้นไทยยังเป็นขาขึ้น แต่มาจากนักลงทุนในประเทศเป็นหลัก ส่วนกระแสเงินทุนต่างชาติ ยังไม่กลับเข้ามา เพราะมีตลาดอื่นในภูมิภาคที่น่าสนใจมากกว่า ทั้งอินโดนีเซีย และจีน จับตาการลงทุนภาครัฐทำได้จริงตามแผนหรือไม่

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จัดสัมมนา แคปิตอล มาร์เก็ต รีเสิร์ซ ฟอรั่ม (Capital Market Research Forum) ครั้งที่ 1/2557 วานนี้ (25 มิ.ย.) ในหัวข้อ "มุมมองการลงทุนภายใต้จุดเปลี่ยนเศรษฐกิจไทย" โดยนายภากร ปีตธวัชชัย รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานวางแผนกลยุทธ์องค์กร และการเงิน ตลาดหลักทรัพย์ เปิดเผยว่า ภาพรวมการลงทุนในตลาดหุ้นไทยถือว่าให้ผลตอบแทนดี เมื่อเปรียบเทียบกับสินทรัพย์อื่นๆ และเปรียบเทียบกับตลาดอื่น โดยจากต้นปีจนถึงปัจจุบัน ตลาดหุ้นไทยให้ผลตอบแทน รวมอัตราเงินปันผลอยู่ที่ระดับ 16.8% สูงสุด เมื่อเทียบกับตลาดหลัก ทั้งยุโรป สหรัฐ ญี่ปุ่น รวมถึงดัชนีเอ็มเอสซีไอเอเชีย ยกเว้นญี่ปุ่น

นายสุกิจ อุดมศิริกุล กรรมการผู้จัดการสายงานวิจัยหลักทรัพย์ บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นไทยหลังจากนี้ยังอยู่ในช่วงขาขึ้น ดัชนีหุ้นมีโอกาสปรับขึ้นไปแตะ 1,500 จุดได้ แต่ต้องขึ้นอยู่กับการดำเนินนโยบายของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) โดยเฉพาะการลงทุนในระบบโครงสร้างพื้นฐานของประเทศว่า จะคืบหน้าและสร้างความเชื่อมั่น ให้กับนักลงทุนได้มากน้อยเพียงใด

นอกจากนี้ดัชนีที่ปรับขึ้นสอดคล้องกับการเติบโตของเศรษฐกิจในปีนี้ ที่คาดว่าจะโตในระดับ 2.5% กำไรบริษัทจดทะเบียน (บจ.) เติบโตจากปีก่อนหน้า 12%

การปรับขึ้นของตลาดหุ้นไทยจะมาจากนักลงทุนในประเทศเป็นหลัก เพราะเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ ยังไม่ไหลกลับเข้ามา เพราะเมื่อเทียบกับตลาดอื่นในภูมิภาค ตลาดหุ้นไทยมีความน่าสนใจน้อยกว่า ทั้งจากปัญหาทางการเมือง ที่บางส่วนอาจจะยังไม่เข้าใจ ติดเงื่อนไขกฎอัยการศึก ประกอบกับตลาดหุ้นไทยในปัจจุบัน ก็ถือว่าแพงแล้ว นักลงทุนต่างชาติ จึงไปลงทุนที่อื่นที่มีโอกาสสร้างผลตอบแทนได้สูงกว่า ทั้งอินโดนีเซีย และจีน

"กิมเอ็งยังไม่ได้ปรับประมาณการต่างๆ ขึ้น ดัชนีสิ้นปียังอยู่ในระดับ 1,500 จุดเหมือนเดิม เพราะขณะนี้ยังไม่มีปัจจัยใหม่ๆ เข้ามา การลงทุนโครงการต่างๆ ยังไม่ได้ขึ้น เช่นเดียวกับตัวเลขการเติบโตของเศรษฐกิจ จะขอรอดูสถานการณ์ในช่วงไตรมาส 3 ก่อน เชื่อว่าเศรษฐกิจในปีหน้าจะโตมากกว่าปีนี้ หรือเฉลี่ยโตไตรมาสละ 3-4% ดัชนีก็ปรับขึ้นเกินระดับ 1,500 จุด"

แม้ว่าตลาดหุ้นไทยจะยังไม่ได้ปรับขึ้นไปใกล้เคียงระดับสูงสุดของปีที่ผ่านมา ซึ่งอยู่ที่ระดับ 1,650 จุด แต่ก็มีหุ้นในบางกลุ่มที่ปรับขึ้นไปใกล้เคียงระดับนั้นแล้ว เช่นในกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง จึงแนะนำให้นักลงทุนระมัดระวังในการลงทุน เพราะเป็นการปรับขึ้น โดยที่ยังไม่มีปัจจัยอะไรที่เปลี่ยนแปลง การลงทุนต่างๆ ยังไม่เกิดขึ้นจริง มีแต่ความคาดหวัง ซึ่งหากการลงทุนภาครัฐไม่ได้เป็นไปตาม ก็มีความเสี่ยงที่ตลาดหุ้นไทยจะปรับลดลงได้

ส่วนข้อกังวลเกี่ยวกับปัญหาของสหรัฐ ที่ลดอันดับการไม่แก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ของไทยอยู่ในระดับต่ำสุด และอียูชะลอความสัมพันธ์กับรัฐบาลไทยนั้น ต้องติดตามสถานการณ์ว่า จะรุนแรงขึ้นถึงขั้นต้องบอยคอตสินค้าไทยหรือไม่ หากบอยคอตจะกระทบกับภาคการส่งออก ซึ่งทั้งตลาดสหรัฐและยุโรปเป็นตลาดหลักการส่งออกของไทย แต่ในเบื้องต้นเชื่อว่าไม่น่าจะรุนแรง โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมอาหารและประมง เพราะไทยมีคุณภาพสินค้าดี หากมีการชะลอคำสั่งซื้อสินค้า จะเป็นระยะเพียงชั่วคราวเท่านั้น

นายเบญจรงค์ สุวรรณคีรี ผู้อำนวยการศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ธนาคารทหารไทย ระบุว่า การขยายตัวของเศรษฐกิจในปีนี้คาดว่าจะเติบโต 2 % มาจากความคาดหวังนโยบายของ คสช.ที่โดนใจประชาชน ทำให้ผู้บริโภคเกิดความเชื่อมั่น แต่นโยบายของ คสช.ยังไม่สามารถดำเนินการแล้วเสร็จในปีนี้ ยกเว้นการจ่ายเงินชาวนาในโครงการรับจำนำข้าว 9 หมื่น ล้านบาท ที่ช่วยทำให้มีเม็ดเงินเข้ามาหมุนเวียนในระบบฐานรากและเอสเอ็มอี และการจัดทำงบประมาณปี 2558 ที่สามารถเบิกจ่ายได้ตามปกติ อย่างไรก็ตามต้องรอติดตามการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่คาดว่าจะเริ่มในปี 2558 ซึ่งจะเป็นปัจจัยหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจปี 2558