ตลาดทุนผนึกคลังโรดโชว์นอก

ตลาดทุนผนึกคลังโรดโชว์นอก

ตลาดทุนผนึกทีมเศรษฐกิจคสช.โรดโชว์ฟื้นเชื่อมั่นนักลงทุนต่างชาติประเดิม สิงคโปร์-ฮ่องกงกลาง ก.ค.นี้

นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทยเปิดเผยว่า ผู้บริหารของสภาธุรกิจตลาดทุนไทยได้เข้าพบกับผู้บริหารของสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เพื่อแลกเปลี่ยนคิดเห็นใน 3 เรื่องหลัก คือ 1.การจัดโรดโชว์เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นของนักลงทุนในตลาดทุนไทย 2.การพัฒนาตลาดทุนไทย และ 3.การพัฒนาตลาดทุนไทยโดยรวม

ส่วนการโรดโชว์ฟื้นความเชื่อมั่นนักลงทุนต่างชาตินั้น สภาธุรกิจตลาดทุนไทย ได้เสนอแผนที่จะชวนกระทรวงการคลังไปร่วมโรดโชว์ดังกล่าว โดยในแผนจะเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กระทรวงคมนาคม สำนักนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร ร่วมชี้แจงข้อมูลการลงทุนมูลค่า 2.4 ล้านล้านบาท และสำนักงานส่งเสริมการลงทุน หรือบีโอไอร่วมชี้แจงด้วย เพื่อแสดงศักยภาพการลงทุนที่ไม่ได้ลดลง รวมถึงภาคเอกชนขนาดใหญ่ให้ร่วมชี้แจงว่า ภาคธุรกิจยังเดินได้ไม่ติดขัด

"ตามแผนเราจะเดินทางไปโรดโชว์ประมาณกลางเดือนก.ค.นี้ โดยรอให้โรดแมพเศรษฐกิจของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เรียบร้อยก่อน หากหัวหน้าทีมเศรษฐกิจคสช.ไปด้วย จะยิ่งสร้างความเชื่อมั่นมากขึ้น โดยประเทศที่จะไปโรดโชว์ช่วงแรก คือ สิงคโปร์และฮ่องกง ซึ่งเป็นฐานนักลงทุนหลักในไทย ถ้ามีเวลามากกว่าก็ไปยุโรปและสหรัฐ"นายไพบูลย์กล่าว

สำหรับการหารือเรื่องการพัฒนาตลาดทุนไทย นายไพบูลย์ กล่าวว่า สภาธุรกิจตลาดทุนไทย ได้เสนอตั้งคณะกรรมการตลาดทุนใหม่ ซึ่งเดิมแม้จะมีคณะกรรมการชุดนี้อยู่แล้ว แต่การดำเนินงานที่ผ่านมาไม่มีประสิทธิภาพดีนัก จึงเสนอให้ตั้งขึ้นมาใหม่ โดยองค์ประกอบอาจเปลี่ยนไป เพื่อความกะทัดรัดและคล่องตัวมากขึ้น ซึ่งเขาคิดว่า มีความจำเป็น โดยเฉพาะกรณีที่ไทยกำลังเข้าสู่ตลาดเออีซี ฉะนั้นการพัฒนาตลาดทุน จำเป็นต้องทำหลายเรื่อง และต้องการให้ภาครัฐมีส่วนร่วมในการพัฒนาร่วมกัน

ส่วนการพัฒนาตลาดทุนไทยโดยรวม เราได้เสนอข้อมูลต่อสศค. ในประเด็นที่อยู่ในกระแสข่าว คือ การลงทุนในกองทุนรวมประหยัดภาษี หรือแอลทีเอฟ (LTF) และอาร์เอ็มเอฟ (RMF) ซึ่งเห็นว่ายังจำเป็นต้องทำต่อไป เนื่องจากไทยเรายังมีปัญหาหนี้ครัวเรือนที่สูงตลอดเวลา หรือกว่า 80% ของรายได้ ฉะนั้นการเพิ่มการออมเป็นสิ่งที่ดีต่อการแก้ไขปัญหาและดีสำหรับเศรษฐกิจไทย ซึ่งการลงทุนผ่านกองทุนเหล่านี้ จะเป็นตราสารที่จะช่วยด้านการออมได้ดี

กรณีที่มีการมองว่า ผู้ที่มีรายได้สูงจะได้ประโยชน์มากกว่า แท้จริงแล้ว ผู้ที่รายได้สูงจะได้รับประโยชน์จากการลดหย่อนภาษีจากการลงทุนเพียง 0.01% ของภาระภาษีที่ลดลงเท่านั้น หรือ แทบจะไม่ได้ประโยชน์เลย ขณะที่ ผู้ที่มีรายได้ต่ำกว่า จะได้ประโยชน์จากการลดหย่อนภาษีการลงทุนดังกล่าวถึง 50% ของภาระภาษีที่ลดลง

ด้านนางวรวรรณ ธาราภูมิ กรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนกล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันนักลงทุนสถาบันมีสัดส่วนการลงทุนในตลาดทุนเพียง 8% ของมาร์เก็ตแคปโดยรวม ขณะที่ สัดส่วนที่เหมาะสมควรอยู่ที่ 25% ดังนั้น การลงทุนผ่านกองทุนรวมแอลทีเอฟและอาร์เอ็มเอฟ จึงควรส่งเสริมต่อไป

ทั้งนี้ ในจำนวนมาร์เก็ตแคปของตลาด มีจำนวนการลงทุนของกองทุนทุกประเภท 1,465 กองทุน และมีมูลค่าประมาณ 3.6 ล้านล้านบาท ในจำนวนนี้ เป็นกองทุนหุ้น 382 กองทุน มูลค่า 8.14 แสนล้านบาท กองทุนอาร์เอ็มเอฟจำนวน 125 กองทุน มูลค่า 1.5 แสนล้านบาท และกองทุนแอลทีเอฟจำนวน 52 กองทุน มูลค่า 2.3 แสนล้านบาท