ธุรกิจหนุน'ปฏิรูปประเทศ'

ธุรกิจหนุน'ปฏิรูปประเทศ'

เอกชนหนุนปฏิรูปประเทศ 'สมคิด'ชี้เป็นโอกาสยกเครื่องใหม่ 'บัณฑูร'หวังคสช.จะทำประเทศต่างจากเดิม

"สมคิด" หนุนเดินหน้าปฏิรูปประเทศ ชี้เป็น'โอกาส'ยกเครื่องใหม่ เรียกร้องภาคเอกชนมีส่วนร่วม สร้างธรรมาภิบาลให้เกิดขึ้นในสังคม ด้าน 'บัณฑูร' เสนอ คสช.เร่งปรับโครงสร้างการเมือง ทำให้ประเทศแข็งแกร่งระยะยาว ขณะที่ภาคเอกชนรับยังมีปัญหา เร่งปรับบริหารองค์กร ชี้ความโปร่งใส-ดูแลสังคมเป็นกระแสโลก

สมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย จัดเสวนาวานนี้ (24 มิ.ย.) ภายใต้หัวข้อ "ปรับปรุงการกำกับดูแลกิจการภาคเอกชน : กุญแจความก้าวหน้าประเทศไทย" หรือ "Improving Corporate Governance : Key To Advancing Thailand" โดยผู้บริหารภาคเอกชนเห็นพ้องกันว่าถึงเวลาต้องปฏิรูปสังคมการเมืองไทยครั้งใหญ่เพื่อเดินหน้าต่อไป และสร้างธรรมาภิบาลให้เกิดขึ้นในสังคม

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรีและที่ปรึกษาคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวว่า ในช่วงนี้ถือว่าเป็นโอกาสที่จะมีการปฏิรูปประเทศ สิ่งสำคัญคือปฏิรูปการเมือง เพื่อให้สังคมไทยเข้มแข็งในระยะยาว

"ทำอย่างไรให้เกิดการปฏิรูปจริงจังเสียที ที่ผ่านมาประวัติศาสตร์ของไทย ดีแต่พูดกัน พอบ้านเมืองสงบก็ลืม บางคนมีหน้าที่ของตัวเอง ฟ้าดินกำหนดมาให้มีบทบาทนั้น ไม่ใช่ใครที่ไหน คือ ภาคเอกชนต้องเป็นตัวหลักผลักดันการปฏิรูปประเทศ จากประสบการณ์ที่ผ่านระบบการเมืองและข้าราชการ เห็นแล้วว่า องค์กรเหล่านี้เริ่มผุกร่อน ดังนั้นเอกชนสำคัญที่สุด ที่จะทำให้เป็นเรื่องจริงจังได้ เข้ามามีบทบาทร่วมกันคิดมากขึ้น ผลักดัน กำกับ เสนอแนะและขับเคลื่อนให้ประเทศปฏิรูปไปในทิศทางที่ถูกต้อง สร้างจิตสำนึกทางสังคมกระจายไปในบริษัท องค์กรส่วนใหญ่ในวงกว้าง ไม่เฉพาะให้เกิดอยู่ในบริษัทขนาดใหญ่เท่านั้น"

นายสมคิดมั่นใจว่าจากนี้ไป สถานการณ์จะดีขึ้น ตั้งแต่ไตรมาส 2 ปีนี้ไปจนถึงช่วงครึ่งปีหลัง เศรษฐกิจไทยจะค่อยๆ ฟื้นตัว เนื่องจากบ้านเมืองกลับเข้าสู่ความสงบ มีการแก้ปัญหา ไม่เกิดเหตุการณ์รุนแรง ความมั่นใจจากทั้งในและต่างประเทศก็กลับคืนมา

ขับเคลื่อนธรรมาภิบาลเริ่มจากตัวเอง

นายอาชว์ เตาลานนท์ รองประธานกรรมการเครือโภคภัณฑ์ และ ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า การขับเคลื่อนธรรมาภิบาล ต้องเริ่มจากตัวเอง แล้วชวนคนอื่นเป็นวงกว้างไปในภาคส่วนต่างๆ ของธุรกิจ

"โดยเฉพาะพนักงาน ที่จะต้องสร้างความเข้าใจ ต้องมีระบบมาตรฐาน เพื่อให้แน่ใจได้ว่า เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงไป หลักการเหล่านี้ยังคงอยู่ หรือต้องทำให้การต่อต้านคอร์รัปชันเกิดเป็นค่านิยมขององค์กรในระยะยาว"

นายอาชว์ กล่าวว่ากฎระเบียบภาครัฐที่เยิ่นเย้อ เป็นการเปิดโอกาสให้เกิดการคอร์รัปชัน เช่น การขอใบอนุญาตบางอย่างต้องผ่านขั้นตอนราชการกว่า 30-40 โต๊ะ บางครั้ง ต้องไปถึงรัฐมนตรี การคอร์รัปชัน คือการจ่ายใต้โต๊ะ หากยิ่งมีโต๊ะมาก ก็เปิดให้มีคอร์รัปชันมาก หากแก้กฎระเบียบที่ยืดยาว ลดขั้นตอนต่างๆ ลงได้ เช่นในอดีตที่การขอพาสปอร์ตต้องใช้เวลา 6 เดือน เป็นสาเหตุให้เกิดการจ่ายใต้โต๊ะ แต่ปัจจุบันลดขั้นตอนเหลือ 3 วันได้

"การแก้ปัญหา โดยให้มองในบริบทที่กว้าง เริ่มจากตัวเอง และร่วมมือกับขบวนการต่อต้านคอร์รัปชันที่เอกชนร่วมกันขับเคลื่อน ส่วนภาครัฐก็มีส่วนร่วมสำคัญ คือทำให้กฎระเบียบต่างๆ ง่ายขึ้น ลดขั้นตอนต่างๆ ลง ซึ่งช่วงนี้ ถือเป็นโอกาสที่ดีในช่วงคืนความสุขให้คนไทย หากจะทำให้การต่อต้านคอร์รัปชันเป็นวาระแห่งชาติ ทำไมไม่ทำให้เรื่องของธรรมาภิบาลเป็นวาระแห่งชาติไปเลย จะครอบคลุมเรื่องคอร์รัปชันด้วย ทำให้คณะกรรมการธรรมาภิบาลเกิดขึ้นจริงจัง และดึงเอกชนมาร่วมขับเคลื่อน จึงอยากเสนอให้ไอโอดีช่วยไปขับเคลื่อนผู้นำการขับเคลื่อนประเทศอีกที"

ภาครัฐสอบตกธรรมาภิบาล

นายบัณฑูร ล่ำซำ ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ไม่ห่วงเรื่องการคอร์รัปชันของเอกชนไทย เพราะมีการแข่งขัน และมีกติกาที่ต้องปฏิบัติตาม

ขณะเดียวกันธรรมาภิบาลที่พูดกันถึงตอนนี้ เกิดขึ้นมาจากวิกฤติปี 2540 จึงไม่ต้องห่วงภาคเอกชนที่ผ่านความเจ็บปวดมาแล้ว และคงไม่ฆ่าตัวตายในรูปแบบเดิมๆ กับเมื่อ 17 ปีที่แล้ว แต่ที่ยังค้างคาใจ คือ ความล่มสลายรอบที่แล้ว ยังมีคนล้มบนฟูก เอาเงินไปฝากแบงก์ หรือผู้ถือหุ้นไปซ่อนไว้ที่อื่น รายย่อยก็บรรลัยกันไป สถาบันการเงินล้มก็เอาภาษีมาอุด

"แต่ปัญหาที่น่าเป็นห่วงในวันนี้ คือการปล่อยให้มีการขายตราสารให้กับนักลงทุนแบบไม่กำกับให้ชัดเจน เพราะตราสารหนี้มีความเสี่ยงแม้จะเป็นการขายผ่านธนาคารก็ตาม ดังนั้นควรควบคุมให้ดี"

ภาคเอกชนต้องขึ้นเวทีเผชิญหน้า และตอบคำถามผู้ถือหุ้น สื่อมวลชนและนักวิเคราะห์ โดยเฉพาะแบงก์ หรือบริษัทที่เอาเงินของประชาชนเข้ามา แต่ที่ทำให้หายนะ คือ ภาครัฐที่สอบไม่ผ่านเรื่องธรรมาภิบาล เพราะรัฐบาลไม่ต้องตอบคำถาม อ้างว่าเข้ามาโดยประชาธิปไตย แต่ถ้าอำนาจมาจากประชาชน ก็ต้องตอบคำถาม ไม่ใช่เอาเงินประชาชนไปสร้างความเสียหายเป็นแสนล้าน จะไม่ตอบได้อย่างไร ซึ่งที่ผ่านมาไม่มีระบบคานอำนาจรัฐบาล แม้จะมีฝ่ายค้านก็ตาม

"ส่วนตัวหวังว่าภายหลังที่ คสช. ออกไป จะทิ้งอะไรไว้ให้ต่างไปจากเดิม ที่จะทำให้ประเทศไทยมีผู้บริหารที่ดี หรือ จะเหมือนเดิม คือพูดปดยังไงก็ได้"

คสช.เข้ามาทำให้ประเทศเดินได้

นายบัณฑูร กล่าวว่า ผู้นำเอกชน ก็ไม่จำเป็นต้องไปสุภาพกับรัฐบาลมากนัก เวลาเจอรัฐมนตรี ถามแล้วเจอคำตอบเฮงซวยกลับมา เอกชนมีการคัดเลือกคณะกรรมการอย่างเข้มข้น แต่ที่เห็นรัฐบาลเลือกปลัดกระทรวง ผู้ว่าราชการจังหวัด เหมือนเอาเท้ามาลูบหน้าประชาชนคนไทย เอาอำนาจของรัฐไปเป็นของตัววัด คนดีที่ไหนจะมารับใช้ประเทศ ถ้าเราได้คนที่มีอำนาจที่มีธรรมาภิบาลด้วยก็จะแก้ปัญหาได้

นอกจากนี้ นายบัณฑูร ยังกล่าวอีกว่า การเข้ามาของ คสช. อย่างน้อยทำให้การทะเลาะกันบนถนนไม่เกิดขึ้น ยอมรับว่า ภาคเอกชนก็ดีใจเป็นธรรมดา เพราะทำให้ภาพใหญ่ของประเทศเดินหน้าต่อไปได้ ซึ่งทุกฝ่ายต่างอยากเห็นการปฏิรูปทางการเมืองให้มีการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตย แต่ในระยะสั้นคือการปรับโครงสร้างการเมือง เพื่อให้มีคนที่มีอำนาจและคนดีเข้ามาบริหารประเทศ ซึ่งเชื่อว่าต้องใช้เวลา แต่คงไม่นาน

ในส่วนของปฏิกิริยาจากต่างชาติ ที่มีต่อการยึดอำนาจของประเทศไทยนั้น เป็นเรื่องชั่วคราว และถือเป็นสูตรที่ต่างชาติต้องแสดงออกมา โดยหวังว่าจะไม่ลุกลามมาภาคการเงินที่จะส่งผลกระทบมากขึ้น แต่ก็ถือเป็นเรื่องดีที่ คสช. ต้องรับฟังว่ามีบางประเด็นที่ละเลยไป และบางเรื่องที่ต้องระวัง เช่น การค้ามนุษย์ ซึ่งปัญหาเหล่านี้ต้องอาศัยนักการทูตฝีมือดี

ทั้งนี้ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในขณะนี้ ควรทำเท่าที่จำเป็นเพราะโจทย์หลักของ คสช. คือการปฏิรูปทางการเมืองเพื่อสร้างความแข็งแกร่งระยะยาว โดยเชื่อว่าการขยายตัวทางเศรษฐกิจปีนี้คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 2% ส่วนการขยายสินเชื่อในปีนี้ยังเชื่อว่าจะเป็นไปตามเป้าหมายที่ 6-8%

ผู้ประกอบการ80%ไม่มีธรรมาภิบาล

ด้าน นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ยอมรับว่า 80% ของผู้ประกอบการไทยยังไม่มีธรรมาภิบาล เพราะคนพยายามเลี่ยง เช่นเอสเอ็มอีที่จะต้องมีบัญชี 2-3 เล่มเพื่อหลบเลี่ยงสรรพากร ทั้งที่ภาครัฐเองให้สิทธิประโยชน์หลายอย่างที่เอื้อให้ทำได้ถูกต้อง ขณะเดียวกันเอสเอ็มอียังมองว่าการทำซีเอสอาร์ต้องใช้เงิน เพราะเอสเอ็มอีจะคิดเรื่องต้นทุนตลอดเวลา

"เราต้องดูว่าการคอร์รัปชันเกิดจากอะไร ส่วนหนึ่งเป็นเรื่องของรายได้ของราชการไทยที่ยังน้อยเกินไป และมีปริมาณมากไป ทำอย่างไรให้มีเงินเดือนสูงขึ้น เช่นอาจลดจำนวนข้าราชการลง เพิ่มประสิทธิภาพและซึ่งที่ผ่านมาสภาอุตสาหกรรมมีมิชชั่นในเรื่องของธรรมาภิบาล และมีสมาชิกอยู่ทั่วประเทศ หากเอกชน ไอโอดีและตลาดหลักทรัพย์จับมือกัน ร่วมให้ความรู้กับเอสเอ็มอีเห็นถึงประโยชน์ของธรรมาภิบาลในจังหวัดต่างๆ ก็จะเป็นเรื่องที่ดี"

ส่วนนายอิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานกรรมการกลุ่มน้ำตาลมิตรผล ประธานสภาหอการค้าไทย กล่าวว่า การสร้างธรรมาภิบาลในธุรกิจของมิตรผล จะดูแลผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งชาวไร่อ้อยและคู่ค้า เพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน

ผลที่เกิดขึ้นคือ ทำให้มีคนต้องการมาสมัครงานมากขึ้น ทำให้ธุรกิจสามารถเลือกคนดีเข้ามาทำงาน โดยการสื่อหลักธรรมาภิบาล จะสื่อจากระดับบนขององค์กรลงมา เห็นว่าทุกบริษัท ควรมีคู่มือธรรมาภิบาลที่จะใช้ในองค์กร และสื่อไปยังคู่ค้าเพื่อให้เกิดความมั่นใจในการทำธุรกิจร่วมกัน

แปลงธรรมาภิบาลเป็นคู่มือทำงาน

นางสาวดวงกมล โชตะนา กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า จริยธรรมและความน่าเชื่อถือของสื่อมวลชน เป็นสิ่งสำคัญสำหรับธุรกิจสื่อ ที่ผ่านมาเนชั่นมีการผลิตคู่มือจริยธรรม มาเป็นเวลาเกือบสิบปีแล้ว เพราะการมีจริยธรรม ต้องพูดให้ชัดๆ เนื่องจากแต่ละคนมีจริยธรรมไม่เท่ากัน จึงต้องแปลออกมาเป็นมาตรฐาน และเป็นแนวทางเพื่อให้คนทำงานรู้ว่า สิ่งใดทำได้ หรือสิ่งใดทำไม่ได้เพราะอะไร ส่วนหนึ่งเป็นการเรียนรู้จากสื่อต่างประเทศ เช่น การรับของขวัญไม่เกินสามพัน

แนวทางดังกล่าว เมื่อนำไปใช้แล้ว ต้องมีการทบทวนตลอดว่า สิ่งที่เขียนไว้สามารถทำได้หรือเปล่า โดยเฉพาะยุคที่มีโซเชียลมีเดียเกิดขึ้น ต้องปรับปรุงแนวทางการนำเสนอข่าวใหม่ โดยต้องมีการตรวจสอบข่าวก่อนส่งต่อ เพื่อให้เกิดความระมัดระวังมากขึ้น เนื่องจากมีความรวดเร็วในการส่งต่อ บางครั้งอาจแยกไม่ออกระหว่างข่าวจริงและข่าวลือ

"เราต้องทอนออกมาให้คนในองค์กรรับรู้ แล้วสื่อออกไป และตรวจสอบตลอดเวลา การแปลงธรรมาภิบาลเป็นคู่มือการทำงานเป็นประเด็นสำคัญ ไม่เฉพาะวิชาชีพเฉพาะอย่างหมอ ที่ต้องมีจริยธรรม ทุกบริษัทต้องมี Ethical Code of Conduct ที่จะทำให้เราตระหนักตลอดว่า เราอยู่ในคุณค่าของอะไร เอกชนต้องรู้ว่าเรายืนอยู่บนคุณค่าของความซื่อสัตย์ สุจริต ต้องทำให้เกิดความศักดิ์สิทธิ์ เพราะเป็นศีลธรรมขั้นสูง เหมือนศีลห้าที่ห้ามการโกหก ลักทรัพย์ หากทำให้เป็นคุณค่าที่ยึดอยู่ และจะไม่ละเมิดหากเอกชนทำสิ่งเหล่านี้จะมีพลังมหาศาล"

ปัญหาของไทย คือ การมีรัฐที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนขาดประสิทธิภาพและเกิดการคอร์รัปชันก็เกิดขึ้นมากตามไปด้วย สิ่งที่ภาคเอกชนสามารถเข้าไปมีส่วนร่วมช่วยกันทำ ผ่านภาคประชาสังคม เช่น การร้องเรียนหรือการทวงสิทธิที่ควรได้จากรัฐ หรือให้รางวัลกับหน่วยงานที่มีประสิทธิภาพ เปลี่ยนวิธีคิดคนไทยให้กล้าทวงสิทธิที่ควรได้ แทนที่จะเป็นลูกไล่ของข้าราชการ

ชี้"ความยั่งยืน"คือแนวโน้มใหญ่

นายวิรไท สันติประภพ ที่ปรึกษาสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) บรรยายในหัวข้อ “Sharing Board Experience : What you want to know but have been afraid to ask “Sustainability” มองว่าแนวโน้มที่ภาคธุรกิจ รัฐบาล ในอนาคต คือ การให้ความสำคัญกับการพัฒนาอย่างยั่งยืน เพราะจะเริ่มถูกตั้งคำถามถึงจิตสำนึกถึงความรับผิดชอบต่อการพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน ควบคู่กับการพัฒนาประเทศมากขึ้นเรื่อยๆ เช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกา เมื่อเกิดวิกฤติซับไพร์มในปี 2551 ที่สถาบันการเงินที่เติบโตถูกตั้งคำถามถึงหลักธรรมาภิบาลในการให้สินเชื่อ จนเป็นต้นเหตุให้ภาคการเงินล้ม

ในอีก 5 ปีจากนี้ สิ่งเหล่านี้จะกลายเป็นแนวโน้มใหญ่ โดยเห็นว่าที่ผ่านมาธุรกิจไทยเข้าใจและมีจิตสำนึกต่อเรื่องดังกล่าวค่อนข้างน้อย โดยบริษัทส่วนใหญ่จะมุ่งดำเนินธุรกิจเพื่อตอบโจทย์การแสวงหาผลกำไรเป็นหลัก โดยลืมมองถึงความยั่งยืน โดยเห็นว่ากรณีน้ำท่วมใหญ่ที่เกิดขึ้นในปลายปี 2554 ทำให้ภาคธุรกิจต้องตระหนักมากขึ้น หรือกรณีปัญหาการใช้แรงงานทาสทำให้อุตสาหกรรมจะกลับมาตระหนักในเรื่องเหล่านี้

สำหรับกลไกที่จะผลักดันให้เกิดการตื่นตัวในด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืน จะต้องมี 3 องค์ประกอบ คือ การสร้างสภาพแวดล้อม (Environment ) สังคม (Social) และ ธรรมาภิบาล (Governance) ที่องค์กรจะต้องทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง โดยผู้ที่มีส่วนสำคัญในการผลักดัน คือ บอร์ด หรือ กรรมการอิสระ ในการตั้งคำถามแทนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในองค์กร