คสช.ยันไมล่า'จารุพงศ์'ตั้งองค์กรเสรีไทย

คสช.ยันไมล่า'จารุพงศ์'ตั้งองค์กรเสรีไทย

"พ.อ.หญิง ศิริจันทร์"ยันไม่มีนโยบายไล่ล่า"เสรีไทย" ชี้เคลื่อนไหวไร้เอกสาร สั่งประเมินสถานการณ์เลวร้ายที่สุด

พ.อ.หญิง ศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษกองทัพบก ในฐานะทีมโฆษกคสช. กล่าวถึงกรณีที่นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ อดีตหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ประกาศตั้งองค์กรเสรีไทย เพื่อสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตยผ่านทางสื่อโซเชียลและยูทูปว่า เป็นแนวคิดและแนวทางการเคลื่อนไหวของเขา บางครั้งหากมีการพูดคุยจะดีขึ้น ซึ่งคสช.ต้องดูว่าการเคลื่อนไหวมีผลกระทบกับไทยหรือไม่ เนื่องจากการเคลื่อนไหวยังไม่มีเป็นเอกสารใดๆ ทั้งนี้คสช.พยายามแก้ปัญหาด้วยเหตุผลเพื่อให้เกิดประชาธิปไตยอันสมบูรณ์ตามหลักสากลกลับคืนมา โดยมีโรดแม็ปการทำงานที่ชัดเจนและขณะนี้บ้านเมืองสามารถปลดล็อกเรื่องต่างๆ ไปได้หลายเรื่อง

ส่วนกรณีที่เสรีไทยเปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้ามาร่วมได้ พ.อ.หญิงศิริจันทร์ กล่าวว่า ต้องดูองค์ประกอบขององค์กรดังกล่าวก่อน อย่ามองเพียงผิวเผินหรือตัดสินไปก่อน ส่วนที่แนวร่วมขององค์กรนี้เป็นแนวร่วมที่คสช.เรียกให้มารายงานตัวแล้วยังไม่มานั้น ทางคสช.เปิดช่องทางให้ทุกคนเข้ามาแสดงความเห็น อีกทั้งยังมีกระบวนการรวมรวบข้อมูลเพื่อให้เกิดความปรองดองก็ยังมีช่องทางอยู่ จึงอยากให้มาใช้ช่องทางที่หลายคนเลือกเดินเข้ามาพูดคุยกับคสช. ซึ่งจะทำให้ทุกอย่างขับเคลื่อนไปด้วยกันได้

เมื่อถามว่าคสช.จะเปิดช่องทางพิเศษให้คนเหล่านี้ที่ยังเคลื่อนไหวอยู่เข้ามาหรือไม่ พ.อ.หญิงศิริจันทร์ กล่าวว่า ช่องทางที่คสช.เปิดไว้ก็เป็นคนส่วนใหญ่เดินเข้ามามีส่วนร่วมเพื่อร่วมกันปฏิรูปประเทศ ซึ่งถือว่าเหมาะสมที่สุดแล้วในขณะนี้ หากเราจะใช้ช่องทางอื่นก็อาจหนักใจ จึงต้องย้อนถามคนที่เคลื่อนไหวว่าจะใช้ช่องทางใด เพราะทุกอย่างมีกฎเกณฑ์

เมื่อถามว่าจะใช้ช่องทางตามกฎหมายดำเนินการหรือไม่ เพราะบุคคลเหล่านี้อาจไปเคลื่อนไหวในประเทศที่ไม่มีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนกับไทย พ.อ.หญิง ศิริจันทร์ กล่าวว่า เรื่องนี้ต้องให้เวลาและโอกาสกับเขา เพราะคสช.เองไม่มีเจตนาจะไปบังคับ และต้องการให้ทุกคนมีส่วนร่วมด้วยความสมัครใจเพราะถือเป็นคนไทยด้วยกัน ซึ่งคสช.ไม่มีนโยบายในการไล่ล่าและเราจะไม่ทำอย่างนั้น หากไปทำอะไรที่ทุกคนกังวลใจอาจไม่เหมาะกับสถานการณ์ปัจจุบัน ซึ่งคสช.จะดำเนินการตามข้อเท็จจริงให้ประชาชนเห็นผลงานที่ออกมา เพื่อแสดงให้เห็นความเปลี่ยนแปลงของประเทศตามขั้นตอนกระบวนการ

เมื่อถามว่าการตั้งองค์กรเสรีไทยฯจะส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศไทยหรือไม่ พ.อ.หญิง ศิริจันทร์ กล่าวว่า ต้องถามว่ากระทบตรงไหน เพราะขณะนี้เศรษฐกิจเรายังเดินหน้าอยู่ต่อไป ส่วนจะมีการติดตามตัวหรือไม่นั้น เป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบดำเนินการ

ส่วนกรณีที่มีกระแสข่าวว่าพล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช.ได้หารือกับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการกปปส. ถึงการโค่นล้มรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และรัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่ปี 2553 ว่า เรื่องนี้ไม่มีการพูดในที่ประชุมคสช.ชุดใหญ่ เมื่อถามว่ามีกระแสข่าวว่าพล.อ.ประยุทธ์ มีท่าทีไม่พอใจกับข่าวดังกล่าว พ.อ.หญิง ศิริจันทร์ กล่าวย้ำว่า ไม่มี

เมื่อถามกรณีที่มีกระแสข่าวว่านายจารุพงศ์ อาจพำนักในประเทศแถบสแกนดิเนเวียที่ไม่มีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนจะดำเนินการอย่างไร พ.อ.หญิง ศิริจันทร์ กล่าวว่า ผู้เกี่ยวข้องต้องมีวิธีการประสานงาน และเรื่องทุกอย่างต้องใช้เวลาและความเข้าใจหากไปบังคับขู่เข็ญปัญหาจะไม่จบ อย่างไรก็ตามสถานการณ์เริ่มคลี่คลายไปบ้างแล้วและมีการปล่อยตัวผู้ที่เรียกเข้ามารายงานตัวหมดแล้ว

ส่วนกรณีที่สหภาพยุโรป(อียู) ลดความสัมพันธ์กับไทย พ.อ.หญิงศิริจันทร์ กล่าวว่า ให้กระทรวงการต่างประเทศชี้แจงทำความเข้าใจซึ่งเป็นวิธีที่เหมาะสมที่สุด ส่วนจะดำเนินการอย่างไรต้องดูท่าทีของอียูที่จะประกาศออกมาต่อไป ซึ่งการประกาศในลักษณะนี้ก็ขึ้นอยู่กับธรรมเนียมของประเทศนั้นๆซึ่งเราเข้าใจได้

"พล.อ.ประยุทธ์ จันทรโอชา หัวหน้าคสช.ย้ำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องใช้ความอดทนในการชี้แจงสถานการณ์ในประเทศ และให้โจทย์ในการทำงานว่าควรจะประเมินในขั้นที่เลวร้ายที่สุดจะแก้ปัญหาอย่างไร" พ.อ.หญิงศิริจันทร์ กล่าว

เมื่อถามว่ากังวลว่าจะส่งผลต่อความเชื่อมั่นในระยะยาวหรือไม่ พ.อ.หญิงศิริจันทร์ กล่าวว่า หากดูในรายละเอียดจะเห็นว่าบางเรื่องเรายังพูดคุยและเจรจาได้ และไม่มีผลอะไรกับเรื่องเศรษฐกิจและการค้า เพราะต่างประเทศยังเข้ามาลงทุนค้าขาย ส่วนที่บอกว่าอาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของคสช.นั้น ขณะนี้เราก็พยายามที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้คนในประเทศยอมรับ และจะสะท้อนให้ต่างชาติได้รับทราบด้วย ซึ่งบางประเทศก็ผ่อนคลายท่าทีตึงเครียดลงไปบ้างแล้ว

"เรารับฟังทุกเสียง แม้แต่เรื่องร้องเรียนต่างๆ ที่ทางหัวหน้าคสช.ให้ความสำคัญและกำชับเกี่ยวกับการรับเรื่องร้องเรียนได้ทางสองช่องทางหลักผ่านกระทรวง ทบวง กรมต่างๆที่เป็นต้นเรื่อง และผ่านศูนย์รับเรื่องราว ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งมอบหมายให้หัวหน้าฝ่ายกิจการพิเศษ รับผิดชอบดูแลและจัดกลุ่มเรื่องร้องและเร่งรัดให้หน่วยงานต่างๆให้ความสำคัญและนำไปแก้ไข และรายงานผลการทำงานให้ทราบเป็นระยะเพื่อให้ปัญหาจบในพื้นที่นั้นๆโดยไม่ต้องมุ่งหน้ามาเข้าในกทม." รองโฆษกทบ. กล่าว