4แนวโน้มสถานการณ์วันหย่อนบัตร2ก.พ.

4แนวโน้มสถานการณ์วันหย่อนบัตร2ก.พ.

4 แนวโน้มสถานการณ์ วันหย่อนบัตร 2 ก.พ. เพราะความขัดแย้งและเห็นต่างเรื่อง"เลือกตั้งก่อนปฏิรูป"กับ"ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง"ยังคงร้อนแรง

แม้หลายฝ่ายจะมองข้ามวันเลือกตั้งทั่วไป วันที่ 2 ก.พ.ไปแล้ว เพราะเชื่อว่าการเลือกตั้งจะเป็นโมฆะ แต่ก็ยังมีความห่วงกังวลของสังคมว่าวันที่ 2 ก.พ.จะมีความรุนแรงเกิดขึ้นซ้ำรอยวันเลือกตั้งล่วงหน้า 24 ม.ค.หรือไม่ เพราะความขัดแย้งและเห็นต่างเรื่อง "เลือกตั้งก่อนปฏิรูป" กับ "ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง" ยังคงร้อนแรงอยู่ไม่น้อย

จากการตรวจสอบข้อมูลการประเมินของหน่วยงานความมั่นคง โดยเฉพาะในที่ประชุมศูนย์รักษาความสงบ (ศรส.) พบว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคาดการณ์แนวโน้มสถานการณ์ในวันเลือกตั้ง รวมทั้งวันก่อนและหลังเลือกตั้ง คือระหว่างวันที่ 1-3 ก.พ. เอาไว้เป็น 4 รูปแบบ คือ

1.กปปส. (คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข) เลือกแนวทางประท้วงเชิงสัญลักษณ์ รวมตัวบนท้องถนน เพื่อแสดงให้ประชาคมโลกเห็นว่ามีประชาชนคนไทยไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งจำนวนมาก มุ่งให้ผลการเลือกตั้งเป็นโมฆะ หากเป็นในรูปแบบนี้โอกาสที่จะเกิดความรุนแรงมีค่อนข้างน้อย

2.กปปส.มุ่งขัดขวางการเลือกตั้ง มีการไปปิดล้อมสำนักงานเขต 50 เขตของกรุงเทพมหานคร (กทม.) ตั้งแต่วันที่ 1 ก.พ. หรือพื้นที่อื่นๆ หากเป็นลักษณะนี้ก็อาจมีความวุ่นวายเกิดขึ้นบ้าง แต่รัฐบาลได้เตรียมการรองรับเอาไว้แล้ว และทีมกฎหมายของรัฐบาลเชื่อมั่นว่า คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) สามารถจัดเลือกตั้งซ่อมได้ เป็นการเลือกตั้งที่ไม่สมบูรณ์

3.มีการสร้างสถานการณ์จากบางฝ่ายเพื่อให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ อาจมีการปะทะกันเป็นจุดๆ เพื่อให้บางเขตหรือบางหน่วยเลือกตั้งต้องสั่งยุติการลงคะแนน

4.มีการปะทะกันรุนแรงจนสถานการณ์ยกระดับเป็นจลาจล เกิดเหตุพร้อมกันหลายจุด จนกองทัพต้องทำอะไรบางอย่าง แต่ไม่ใช่การรัฐประหาร เช่น เคลื่อนกำลังออกมาระงับยับยั้่งสถานการณ์ เป็นต้น

อย่างไรก็ดี จากการตรวจสอบข่าวล่าสุด โดยเฉพาะจากความเคลื่อนไหวของฝั่ง กปปส. ไม่พบว่ามีการระดมมวลชนจากภาคใต้ขึ้นมาจำนวนมากเหมือนกับการนัดชุมนุมใหญ่ปิดกรุงเทพฯ หรือ "ชัตดาวน์ แบงค็อก" เมื่อ 13 ม.ค.2557 หรือครั้งก่อนหน้า จึงเป็นไปได้ว่าแนวโน้มสถานการณ์วันเลือกตั้งจะออกมาตามแนวทางที่ 1 หรือ 2 โดยเป้าหมายของ กปปส.เปลี่ยนไปจากการขัดขวางการเลือกตั้ง เป็นการหวังผลให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะมากกว่า ซึ่งเชื่อว่าจะมีกลุ่มการเมืองยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการเลือกตั้งเป็นโมฆะอย่างแน่นอน

นอกจากนั้น กปปส.ยังต้องเตรียมกำลังไว้ผลัดเปลี่ยนชุมนุมระยะยาวต่อไป เพื่อรอคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญหรือองค์กรอิสระอื่น เช่น ป.ป.ช. (สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ) ในคดีที่อยู่ระหว่างการพิจารณา เช่น คดีทุจริตโครงการรับจำนำข้าว หรือการถอดถอนสมาชิกรัฐสภา 308 คนจากกรณีร่วมกันเสนอและลงมติสนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ประเด็นที่มาของสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) เป็นต้น การชุมนุมประท้วงจะถูกวางเป็นเกมยาว ไม่รวบรัดให้จบเร็วเหมือนที่ผ่านมา

สำหรับพื้นที่เสี่ยงเกิดเหตุรุนแรง โดยมากเป็นพื้นที่ที่กำลังของทั้งฝ่ายผู้ชุมนุม หรือกลุ่มไม่เอาเลือกตั้ง ก้ำกึ่งกับฝ่ายสนับสนุนการเลือกตั้งและรัฐบาล เช่น พื้นที่ฝั่งธนบุรี โดยเฉพาะบางบอน พื้นที่ชายขอบของกรุงเทพฯ ได้แก่ มีนบุรี หนองจอก รวมทั้งลาดพร้าว ซึ่งพื้นที่ชายขอบของกรุงเทพฯมีความเสี่ยงสูงมาก เพราะมีอาณาเขตติดต่อกับจังหวัดปริมณฑลที่ส่วนใหญ่เป็นฐานเสียงสำคัญของรัฐบาลและเป็นพื้นที่ของคนเสื้อแดง

กล่าวเฉพาะกรุงเทพฯ มีเขตเฝ้าระวังพิเศษจำนวน 13 เขต ได้แก่ เขตพระนคร เขตดุสิต เขตปทุมวัน เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย เขตดินแดง เขตบางซื่อ เขตจตุจักร เขตคลองเตย เขตดอนเมือง เขตหลักสี่ เขตราชเทวี เขตลาดพร้าว และเขตวัฒนา

อย่างไรก็ดี ยังมีพื้นที่เสี่ยงเพิ่มเติมจากปัญหาการปิดล้อมที่ทำการไปรษณีย์จังหวัดชุมพร ไปรษณีย์ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช และที่ทำการไปรษณีย์หาดใหญ่ จ.สงขลา ของมวลชน กปปส. เพื่อขัดขวางไม่ให้ส่งบัตรลงคะแนนแบบบัญชีรายชื่อไปยังหน่วยเลือกตั้ง

ข้อมูลจากพื้นที่พบว่าพื้นที่ล่อแหลมมากที่สุดคือที่ทำการไปรษณีย์หาดใหญ่ เนื่องจากมีการปลุกกระแสความไม่พอใจในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ จนมีการชุมนุมต่อเนื่องมาแล้ว 2 วัน โดยพื้นที่นี้การรับสมัคร ส.ส.แบบแบ่งเขตสามารถทำได้ตามปกติ รวมทั้งการเลือกตั้งล่วงหน้าด้วย ทำให้พรรคการเมืองในพื้นที่ซึ่งหลายพรรคเป็นพรรคท้องถิ่น คาดหวังว่าการเลือกตั้งจะมีขึ้นอย่างเรียบร้อย เพราะได้ส่งผู้สมัครในแบบบัญชีรายชื่อเอาไว้ เช่น พรรคประชาธรรม พรรคภราดรภาพ เป็นต้น

เมื่อพรรคประชาธิปัตย์ในฐานะเจ้าของพื้นที่เดิมไม่ลงสมัครในครั้งนี้ ทำให้พรรคเล็กๆ เหล่านี้มีความหวังว่าจะได้รับเลือกตั้ง โดยเฉพาะในแบบบัญชีรายชื่อ ขณะที่ในแบบแบ่งเขต พรรคเพื่อไทยก็ต้องการทวงเก้าอี้คืนเพื่อสร้างความมั่นใจ จึงมีโอกาสสูงที่จะมีการปลุกระดมมวลชนเพื่อเรียกร้องให้ส่งบัตรเลือกตั้ง ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อเข้าไปในพื้นที่ จนอาจมีการปะทะกันได้

ทั้งนี้ การเตรียมการรับมือล่าสุด นอกจากฝ่ายตำรวจที่ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ประกาศทุ่มกำลังกว่า 1.3 แสนนายแล้ว ยังมีการเพิ่มกำลังทหารเข้าไปประจำตามจุดต่างๆ ทั้งสิ้น 47 กองร้อย และเพิ่มทหารชุดเคลื่อนที่เร็ว ไม่ต้องเฝ้าประจำหน่วยเลือกตั้ง แต่คอยเฝ้าระวังอยู่ด้านนอกหน่วยเพื่อป้องปรามเหตุรุนแรงอีกหลายชุด โดยแต่ละชุดจะมอนิเตอร์หน่วยเลือกตั้งใกล้ๆ กันในพื้นที่เสี่ยงหลายๆ หน่วย พร้อมทั้งดูแลตามเส้นทางคมนาคม เฝ้าระวังการรวมตัวกันของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง รวมทั้งตรวจตราอาวุธ เพื่อให้วันเลือกตั้งมีเหตุรุนแรงและความสูญเสียน้อยที่สุด