'ประสาร'เชื่อต่างชาติยังมั่นใจศก.ไทย

'ประสาร'เชื่อต่างชาติยังมั่นใจศก.ไทย

"ประสาร"เผยนักลงทุนต่างชาติยังมั่นใจพื้นฐานเศรษฐกิจไทย คาดช่วงที่ผ่านมาไม่ได้ถอนทุนออก ชี้"มูดี้ส์-เอสแอนด์"พียังคงความน่าเชื่อถือ

นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศขณะนี้ยังไม่ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติมากนัก โดยจะเห็นได้จากในช่วง 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมาที่เริ่มมีการถอนทุนออกจากตลาดเกิดใหม่ของนักลงทุนต่างชาติ แต่ประเทศไทยยังไม่ได้รับผลกระทบดังกล่าว ซึ่งจากการสำรวจพบว่านักลงทุนต่างชาติไม่ได้ตื่นตระหนกจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยยังเชื่อมั่นในพื้นฐานทางเศรษฐกิจของประเทศไทยที่มีความแข็งแกร่ง โดยเฉพาะภาคเอกชน ขณะที่สถาบันการจันอันดับเรทติ้ง ทั้งมูดี้ส์และ S&P ก็ยังคงอันดับเรทติ้งของประเทศไทยไว้ ไม่ได้มีการปรับลดลง

ผู้ว่า ธปท. กล่าวว่า ประเทศไทยถือว่ายังมีภูมิคุ้มกันทางด้านเศรษฐกิจที่ดี อาทิ 1. ไม่มีปัญหาในด้านความไม่สมดุลทางเศรษฐกิจมหาภาค เช่น อัตราเงินเฟ้อก็ไม่สูงมากนัก ดุลการค้าก็อยู่ในระดับที่ดี 2. การรักษาอัตราการแลกเปลี่ยนมีความยืดหยุ่นสามารถควบคุมเสถียรภาพของเงินทุนที่จะไหลเข้าออกได้ 3. สถานะเงินสำรองของประเทศอยู่ในระดับที่มั่นคงมีถึง 50% ของจีดีพี ซึ่งในระดับสากลนั้นอยู่ที่เฉลี่ย 20% และ 4. ภาคเอกชน โดยเฉพาะธนาคารพาณิชย์มีความแข็งแกร่ง

อย่างไรก็ตามหากสถานการณ์ทางการเมืองเกิดเป็นปัญหาเรื้อรังและยังหาข้อยุติไม่ได้ โดยเฉพาะหากในครึ่งปีแรกยังไม่มีการจัดตั้งรัฐบาล ก็จะกระทบต่อด้านนโยบายงบประมาณ รวมไปถึงโครงการของภาครัฐ ซึ่งจะทำให้ภาคเอกชนได้รับผลกระทบไปด้วย ซึ่งเหล่านี้จะทำให้ภูมิคุ้มกันข้างต้นอ่อนแอลงได้ เนื่องจากจะกระทบต้นทุน จะทำให้เสียโอกาสการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ทำให้ความสามารถในการแข่งขันลดลง

ด้านนายบัณฑิต นิจถาวร สมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย (IOD) ประเมินว่าการที่สหรัฐฯลดวงเงิน QE เพิ่มอีกนั้น จะทำให้ประเทศไทยต้องเผชิญความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง เนื่องจากเงินทุนของนักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาลงทุนเป็นจำนวนมาก่อนหน้านี้จะมีการไหลออกไป ซึ่งหากเงินทุนไหลออกเป็นจำนวนมาก อาจจะส่งผลให้นโยบายดอกเบี้ยมีการปรับเพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตามยังเชื่อมั่นว่าพื้นฐานของเศรษฐกิจไทยจะช่วยพยุงไม่ให้เกิดปัญหาเหล่านั้นได้ โดยจะต้องพึ่งภาคเอกชนเป็นหลักในสถานการณ์ดังกล่าว ซึ่งภาคเอกชนของไทยมีความสามารถในการแข่งขันที่ค่อนข้างสูง ประกอบกับพื้นฐานของบริษัทฯ ก็ยังมีการเติบโตที่แข็งแกร่ง ส่วนปัญหาเรื่องการเมืองนั้นจะส่งผลกระทบต่อการกำหนดนโยบายภาคการคลัง ซึ่งจะต้องพึ่งพานโยบายทางการเงินมากขึ้นเพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศต่อไป