ท่องเที่ยวประเมินม็อบเดือดสูญแสนล้าน

ท่องเที่ยวประเมินม็อบเดือดสูญแสนล้าน

นายกสมาคมโรงแรมไทยเผยผลกระทบชุมนุมต่อธุรกิจท่องเที่ยว-โรงแรม แจงททท.ประเมินความเสียหาย 3 กรณี ชี้กระทบ"แสนล้าน"หากปะทะรุนแรง

การชุมนุมทางการเมืองที่ลากยาว ส่งผลให้ภาคธุรกิจต้องประเมินสถานการณ์ "วันต่อวัน" ล่าสุด ธุรกิจโรงแรมออกมาคาดการณ์ว่าการชุมนุมกระทบยอดจองห้องพักเดือนก.พ.-มี.ค. ขณะที่ธุรกิจอสังหาฯ ระบุยอดโอนชะลอในกลุ่มซื้อเพื่อลงทุน

นายสุรพงษ์ เตชะหรูวิจิตร นายกสมาคมโรงแรมไทย (ทีเอชเอ) กล่าวถึงผลกระทบการชุมนุมยืดเยื้อต่อธุรกิจโรงแรม ว่า อัตราเข้าพักเฉลี่ยโรงแรมในกรุงเทพฯ ตกต่ำพอสมควร โดยเฉพาะโรงแรมย่านใจกลางเมืองใกล้เคียงกับพื้นที่ชุมนุม มีลูกค้าลดลงอีก 30-40% ทำให้ปัจจุบันอัตราเข้าพักเฉลี่ยลดลงต่อเนื่อง เหลือเพียง 20-30% เท่านั้น ทั้งนี้สถานการณ์ทางการเมืองที่ไม่มีทีท่าว่าจะสิ้นสุดลงในระยะสั้น ทำให้คาดว่าจะมีผลต่อเนื่องต่อการจองห้องพักล่วงหน้าในช่วงเดือนก.พ.-มี.ค. นี้ อย่างแน่นอน

เนื่องจากพฤติกรรมลูกค้าในปัจจุบัน จะจองห้องพักผ่านช่องทางออนไลน์เป็นหลัก โดยจะใช้เวลาตัดสินใจเลือกจุดหมายและจองก่อนถึงเวลาเดินทางราว 2-3 สัปดาห์ ดังนั้นนักท่องเที่ยวที่กำลังพิจารณาการเดินทางมาไทย อาจจะระงับแผนไว้ก่อน เพราะไม่มั่นใจในความปลอดภัยที่ถือว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดของการท่องเที่ยวในขณะนี้

นายกสมาคมโรงแรมไทย ยังระบุด้วยว่า การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้ประเมินผลกระทบการชุมนุมต่อธุรกิจท่องเที่ยวไว้ 3 กรณี ที่จะส่งผลต่อเป้าหมายการเติบโต ที่ 13% หรือมีจำนวนนักท่องเที่ยวรวม 30.1 ล้านคน ที่เคยตั้งไว้ในปีนี้

โดยกรณีที่รุนแรงที่สุด คือ มีการปราบปรามและปะทะกันจนทำให้เกิดการบาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมาก จะทำให้ภาคท่องเที่ยวสูญเสียรายได้ คิดเป็นมูลค่าราว 1 แสนล้านบาท ซึ่งประเมินว่าตัวเลขดังกล่าวมีความเป็นไปได้ เพราะว่าเมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นนั้น ผลกระทบจากเดิมที่เคยจำกัดอยู่ในกรุงเทพฯ ย่อมจะลุกลามไปสู่ต่างจังหวัดทันที ทั้งๆ ที่ในปัจจุบันอัตราเข้าพักเฉลี่ยโรงแรมในต่างจังหวัดอยู่ในระดับสูง อาทิ ภูเก็ต ซึ่งในเดือนธ.ค. ยังมีอัตราสูงถึง 82.36% และ เชียงใหม่ 85.05%

สำหรับกรณีที่มีการชุมนุมยืดเยื้อ แต่การปะทะบาดเจ็บไม่รุนแรงนั้น ททท. คาดว่านักท่องเที่ยวจะลดลงราว 1 ล้านคน สูญเสียรายได้ราว 6.5 หมื่นล้านบาท และหากมีการชุมนุมต่อเนื่องถึงปลายไตรมาสแรก แต่ไม่มีความรุนแรงหรือความเสียหายใดๆ จะสูญเสียนักท่องเที่ยว 3-4 แสนคน หรือคิดเป็นรายได้ราว 1.68 หมื่นล้านบาท

"ตัดราคา" ไม่ช่วยฟื้นท่องเที่ยว

"อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไม่สามารถตั้งรับหรือปรับตัวรับกับปัญหาการเมืองในปัจจุบันได้เลย หากประเทศยังขาดปัจจัยเรื่องความปลอดภัย ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่สุด และถือเป็นปัจจัยภายนอกที่ธุรกิจโรงแรมไม่สามารถเข้าไปกำหนดได้ ดังนั้น ต้องรอให้เหตุการณ์สงบลงก่อน จึงจะกลับมาทำตลาดเชิงรุกอีกครั้งหนึ่ง การใช้กลยุทธ์ตัดราคาหรือทำโปรโมชั่นช่วงนี้ ถึงแม้จะดำเนินการได้แต่ก็ไม่น่าจะได้ผลในการดึงนักท่องเที่ยวกลับมา"นายสุรพงษ์ ระบุ

อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าขณะนี้เหตุการณ์ยังไม่รุนแรงถึงขั้นทำให้เกิดการเลิกจ้างพนักงาน เพราะโรงแรมทุกแห่งยังมีความหวังในการเตรียมความพร้อมบุคลากรรองรับช่วงตลาดฟื้นตัว ซึ่งตามปกติภาคโรงแรมจะได้รับอานิสงส์จากการเดินทางกลับเข้ามาของนักท่องเที่ยวได้เร็วที่สุด เมื่อเทียบกับธุรกิจท่องเที่ยวประเภทอื่นๆ

การเมืองทำตรุษจีนสูญรายได้ 4-5 พันล้าน

ด้าน นายศิษฎิวัชร ชีวรัตนพร นายกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) กล่าวว่า สรุปจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่จะเดินทางเข้ามาในช่วงตรุษจีนสุดสัปดาห์นี้ จะมีเข้ามาราว 2 แสนคน โดยผลกระทบจากการเมืองทำให้สูญเสียโอกาสในการทำรายได้ไปราว 4-5 พันล้านบาท ซึ่งบริษัททัวร์ส่วนใหญ่เลือกที่จะรอให้เหตุการณ์สงบ จึงพร้อมกลับเข้ามาทำตลาดอีกครั้ง แต่ทั้งนี้ได้ประเมินเช่นกันว่า หากเหตุการณ์ยืดเยื้อไปกว่า 5-6 เดือน จะส่งผลกระทบทำให้นักท่องเที่ยวตลอดปี 2557 ลดลงไปจากปีที่ผ่านมาราว 5-7% แน่นอน

สำหรับตลาดนักท่องเที่ยวที่เดินทางในรูปแบบกรุ๊ปทัวร์ที่ลดลงในช่วงนี้ ได้แก่ ฮ่องกง ลดมากที่สุดเกือบ 100%, จีน ลดลงราว 50-60%, ญี่ปุ่น 40-50%, เกาหลีใต้ 40%, เวียดนาม 80-90%, ไต้หวัน 80%, อินโดนีเซีย 80%, สิงคโปร์ 40-50%

ชุมนุมยืดเยื้ออสังหาฯเอสเอ็มอีทรุด

นายธำรง ปัญญาสกุลวงศ์ นายกสมาคมอาคารชุดไทย เปิดเผยถึงผลกระทบการชุมนุมกับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ว่า ได้ส่งผลให้ผู้ประกอบการส่งสัญญาณชะลอการลงทุน สถาบันการเงินต่างๆ เข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น ขณะที่ผู้บริโภคบางส่วนชะลอตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัย เนื่องจากกังวลต่อรายได้ในอนาคต

ตั้งแต่ต้นปี 2557 จนถึงปัจจุบัน ประเมินว่าจำนวนลูกค้าที่เข้าชมโครงการ และยอดขายอสังหาฯ ลดลงราว 20-30% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันกับปีที่ผ่านมา ถือว่าตลาดอยู่ในภาวะไม่ดีนัก เมื่อเทียบกับภาวะปกติ ซึ่งในไตรมาส 4 ต่อเนื่องถึงไตรมาส 1 ของปีถัดไป จะเป็นฤดูกาลขาย (ไฮซีซัน) ของธุรกิจอสังหาฯ

เขายังคาดว่า หากเหตุการณ์ยืดเยื้อออกไปถึงครึ่งปีนี้ ผู้ประกอบการรายกลางและรายเล็ก (เอสเอ็มอี) จะไม่สามารถพยุงธุรกิจให้อยู่รอดได้ เนื่องจากยังเผชิญภาวะต้นทุนและรายจ่ายที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จากการสั่งวัสดุก่อสร้างต่างๆ ในแต่ละวัน ซึ่งแม้จะมีเครดิตในการซื้อสินค้า แต่รายการที่ต้องครบกำหนดชำระเงินทุกวันเช่นกัน สวนทางกับรายรับ ยอดขายใหม่ ยอดโอนที่มีปริมาณลดลง ส่วนผู้ประกอบการรายใหญ่ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ยังประคองตัวได้ ด้วยการออกหุ้นกู้มาช่วยแก้ปัญหาสภาพคล่องทางการเงิน

นายกสมาคมอาคารชุดไทย ยังกล่าวอีกว่า จากปัจจัยลบดังกล่าวทำให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ปีนี้จะเปิดตัวโครงการใหม่ลดลง โดยประเมินว่าตลาดที่อยู่อาศัยจะขยายตัวเต็มที่ที่ 7 หมื่นยูนิต ลดลงจากปี 2556 ที่มีโครงการเปิดใหม่ทั้งสิ้นกว่า 9 หมื่นยูนิต และหากการชุมนุมยืดเยื้อยาว ตลาดคอนโดในปีนี้มีโอกาสหดตัวเหลือเพียง 5 หมื่นยูนิตเท่านั้น

ยอดโอนชะลอในกลุ่มซื้อเพื่อลงทุน

นางสาวเกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ กรรมการ บริษัท เสนา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่เห็นสัญญาณของลูกค้าที่ไม่มารับโอนคอนโดเพิ่มขึ้นอย่างเป็นนัยสำคัญ ซึ่งก็มีบ้างในกลุ่มลูกค้าที่ซื้อเพื่อการลงทุนปล่อยเช่าในระยะยาว ที่ยังไม่พร้อมมารับโอน ขอยืดระยะเวลาออกไป ขณะที่กลุ่มเก็งกำไร แม้ว่าสัดส่วนจะมีไม่มาก แต่ก็มีความเสี่ยงที่จะไม่โอนสูงภายใต้บรรยากาศทางการเมืองแบบนี้

ด้าน นายนพร สุนทรจิตต์เจริญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) ยอมรับว่าจากปัญหาการเมือง ทำให้มีลูกค้าจำนวนหนึ่งยืดระยะเวลาการโอนจากปลายปีที่ผ่านมาจนถึงปีนี้ แต่เชื่อว่าบริษัทจะยังเติบโตได้ 8-9% ในปีนี้ เนื่องจากเป็นยอดขายที่เกิดขึ้น ก่อนจะเกิดปัญหาทางการเมือง และเป็นสิ่งที่ผู้บริโภคจองไว้แล้ว ขณะที่ภาพรวมตลาดอสังหาฯ ปีนี้ น่าจะเติบโตได้ที่ 5% แต่ถ้าการเมืองยืดเยื้อนาน ตลาดก็อาจจะไม่เติบโต

หากย้อนกลับไปดูตลาดปีที่ผ่านมา พบว่า ตัวเลขโดยรวมของบ้านจดทะเบียนเดือนม.ค.-พ.ย. 2556 ยอดจดทะเบียนที่อยู่อาศัยในโครงการจัดสรร (ไม่รวมสร้างเอง) มีทั้งหมด 96,660 หน่วย เพิ่มขึ้น 8.0% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ทั้งนี้ในจำนวนดังกล่าว บ้านเดี่ยวจดทะเบียนใหม่ 11,707 หน่วย เพิ่ม 21.2% บ้านแฝด 1,972 หน่วย เพิ่ม 101.6% ทาวน์เฮ้าส์ 18,501 หน่วย เพิ่ม 75.9% คอนโดมิเนียม 64,480 หน่วย ลดลง 5.7%