เอสซีจีปรับแผนเพิ่มส่งออกซีเมนต์

เอสซีจีปรับแผนเพิ่มส่งออกซีเมนต์

"เอสซีจี"ปรับแผนเพิ่มส่งออกซีเมนต์ หลังการเมืองยืดเยื้อกระทบความต้องการในประเทศ โตไม่ถึง 5% แต่ยังเดินหน้าลงทุนตามแผน 5 ปี 2.5 แสนล้านบาท

นายกานต์ ตระกูลฮุน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย หรือ เอสซีจี (SCG) เปิดเผยว่า บริษัทได้ปรับแผนการดำเนินงานใหม่ เพื่อรับกับสถานการณ์ความต้องการซีเมนต์ในประเทศในปี 2557 ที่คาดว่าจะเติบโตลดลง จากเศรษฐกิจที่ชะลอ และปัญหาการเมืองในประเทศ โดยคาดว่าความต้องการซีเมนต์จะเติบโตไม่ถึง 5% จากคาดการณ์เดิมมองว่าจะโตได้ในระดับ 9%

โดยจะมีการเพิ่มการส่งออกซีเมนต์เป็น 4 ล้านตัน เท่ากับปีที่ผ่านมา จากแผนเดิมจะลดการส่งออกปีนี้เหลือ 3 ล้านตัน เพื่อรองรับความต้องการในประเทศ ทั้งนี้จากการพูดคุยกับบริษัทรับเหมารายใหญ่หลายราย ส่วนใหญ่ยังมีงานก่อสร้างในมืออยู่แล้ว แต่ในส่วนของโครงการก่อสร้างของภาครัฐในปีนี้ไม่น่าจะมีการเติบโต หรืออาจจะติดลบ จากปัญหาทางการเมือง

"เอสซีจีขอประเมินสถานการณ์ในประเทศทั้งภาวะเศรษฐกิจ และสถานการณ์ทางการเมือง 1 เดือน ก่อนพิจารณาปรับแผนงาน และเป้าหมายของบริษัทในปีนี้ อีกรอบ หลังจากที่ได้ปรับไปแล้วเมื่อช่วงเดือนธ.ค.ที่ผ่านมา เพราะมีแนวโน้มว่าตัวเลขที่คาดการณ์ไว้ในช่วงดังกล่าวอาจจะปรับลดลงได้อีก หากการเมืองยืดเยื้อและกระทบกับความเชื่อมั่นของภาคต่างๆ"

แม้ว่าจะมีปัญหาทางการเมือง แต่บริษัทจะพยายามรักษารายได้รวมให้มีการเติบโตไม่ต่ำกว่า 10% มีรายได้ในระดับ 5 แสนล้านบาท เพราะมีดีมานด์ในประเทศจะชะลอ แต่บริษัทก็ปรับไปส่งออกแทน นอกจากนี้แนวโน้มธุรกิจเคมีภัณฑ์ยังมีการเติบโตต่อเนื่อง จากราคาผลิตภัณฑ์ในตลาดโลกที่เพิ่มขึ้น

เขากล่าวต่อว่า ในส่วนของแผนการลงทุน บริษัทยังคงเดินหน้าลงทุนตามแผน 5 ปี 2.5 แสนล้านบาท เป็นการลงทุนในปีนี้ ประมาณ 5 หมื่นล้านบาท โดยไม่ว่าสถานการณ์ในประเทศไทยจะเป็นอย่างไร บริษัทก็ยังเดินหน้าลงทุนตามแผนที่วางไว้ เพราะเชื่อมั่นศักยภาพระยะยาวของประเทศ ยอมรับมีความกังวลในส่วนของโครงการที่ร่วมลงทุนกับพันธมิตรต่างประเทศ 2-3 โครงการ มูลค่าโครงการละประมาณ 100 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณโครงการละกว่า 3 พันล้านบาท ที่ยื่นขอส่งเสริมการลงทุนกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) รอการอนุมัติ พอไม่มีรัฐบาลก็อนุมัติไม่ได้

"เอสซีจียังเดินหน้ากลยุทธ์ ขยายการลงทุนในภูมิภาคอาเซียน ทั้งโรงงานปูนซีเมนต์แห่งแรกของเอสซีจีในอินโดนีเซียและเมียนมาร์ รวมทั้งโครงการขยายกำลังผลิตปูนซีเมนต์ที่กัมพูชา ทุกโครงการดำเนินการได้ตามแผนงาน ส่วนการลงทุนโครงการปิโตรคอมเพล็กซ์ที่เวียดนาม มีความคืบหน้าด้วยดี โดยได้แต่งตั้งที่ปรึกษาทางการเงินแล้ว และคาดว่าจะได้ข้อสรุปทางการเงินประมาณปลายปีนี้ รวมทั้งยังมีโครงการอื่น ๆ ที่อยู่ระหว่างการศึกษาและเจรจา เพื่อเดินหน้ากลยุทธ์ขยายการลงทุนในภูมิภาคอาเซียนต่อเนื่อง"

นอกจากนี้ เอสซีจียังมุ่งมั่นพัฒนาสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2557 ได้จัดเตรียมงบประมาณด้านการวิจัยและพัฒนา (อาร์แอนดี) กว่า 4 พัน ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่ใช้งบด้านนี้ 2 พันล้านบาท ส่งผลให้สินค้าในกลุ่มที่มีมูลค่าเพิ่มสูง หรือเอชวีเอ (HVA) มีสัดส่วนคิดเป็น 35% ของยอดขายรวม ตั้งเป้าเพิ่มเป็น 50% ในปี 2558 ขณะที่สินค้า SCG ECO VALUE มียอดขาย 26% ของยอดขายรวม

ส่วนค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลง ถือว่าเป็นประโยชน์ต่อกำไรของบริษัท เพราะโดยรวมแล้วบริษัทถือเป็นบริษัทส่งออก แต่ละปีมีมูลค่าการส่งออกสุทธิประมาณ 1 พันล้านดอลลาร์ ถ้าเงินบาทอ่อนค่ารายได้ของบริษัทก็เพิ่มขึ้น แม้บาทอ่อนจะส่งผลกระทบทำให้ต้นทุนทางด้านพลังงานเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะต้นทุนของธุรกิจซีเมนต์ แต่ส่วนนี้ก็รวมอยู่ในต้นทุนรวมอยู่แล้ว ในช่วงนี้คงไม่เหมาะที่จะปรับขึ้นราคา

เขากล่าวต่อว่า ผลการดำเนินงานในปี 2556 เอสซีจีมีรายได้จากการขาย 4.34 แสน ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7% จากปีก่อน เนื่องจากการเติบโตของทุกธุรกิจ และมีกำไร 3.67 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 56% จากปีก่อน เนื่องจาก

การฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องของธุรกิจเคมีภัณฑ์ และปริมาณความต้องการปูนซีเมนต์ในประเทศเพิ่มสูงขึ้น เฉพาะไตรมาสที่ 4 ปี 2556 เอสซีจีมีรายได้ 1.04 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากผลการเติบโตของธุรกิจหลัก

สำหรับธุรกิจของเอสซีจีในอาเซียน นอกเหนือจากประเทศไทย ในปี 2556 มีรายได้จาก การขาย 3.8 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 9% ของรายได้รวม เพิ่มขึ้น 25% จากปีก่อน เนื่องจากการเข้าซื้อกิจการในอินโดนีเซียและเวียดนาม โดยการซื้อกิจการกระเบื้องเซรามิกในเวียดนาม หรือ PRIME GROUP ส่งผลให้เอสซีจีมีกำลังการผลิตกระเบื้องเซรามิก สูงสุดเป็นอันดับหนึ่งของโลกโดยปัจจุบัน เอสซีจี มีสินทรัพย์รวมในอาเซียน มูลค่า 7.1 หมื่นล้านบาท หรือประมาณ 16% ของสินทรัพย์รวมของบริษัทที่มีอยู่ 440,633 ล้านบาท สำหรับปีนี้ คาดรายได้จากอาเซียนจะมีสัดส่วนเพิ่มเป็น 10% ของรายได้รวม

ทั้งนี้เมื่อแยกผลการดำเนินงานตามธุรกิจ พบว่า ในปี 2556 เอสซีจี ซิเมนต์ และ ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง มีรายได้จากการขาย 1.7 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 13% จากปีก่อน เนื่องจากปริมาณการขายเพิ่มขึ้น มีกำไร 1.6 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 23% จากปีก่อน ธุรกิจเคมิคอลส์ มีรายได้จากการขาย 2 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 3% จากปีก่อน มีกำไร 1.1 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 320% จากปีก่อน เพราะการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องของธุรกิจเคมีภัณฑ์ ธุรกิจกระดาษ มีรายได้ 5.9 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 3% จากปีก่อน มีกำไร 3.5 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 1% จากปีก่อน

เขากล่าวว่า คณะกรรมการบริษัทฯ มีมติให้ออกและเสนอหุ้นกู้ชุดใหม่ ไม่เกิน 1.5 หมื่นล้านบาท ล้านบาท อายุ 4 ปี เพื่อไถ่ถอนหุ้นกู้เดิม 1 หมื่นล้านบาท และ อีก 5 พันล้านบาท เพื่อรองรับการลงทุนที่จะเกิดขึ้นต่อไป รวมทั้งอนุมัติจ่ายเงินปันผลในอัตราหุ้นละ 7 บาท กำหนดจ่ายเงินปันผลประจำปี 2556 งวดสุดท้าย ในวันที่ 24 เม.ย.นี้