คลังล้มประมูลกู้2หมื่นล้าน โปะจำนำข้าว

คลังล้มประมูลกู้2หมื่นล้าน โปะจำนำข้าว

คลังล้มประมูลสินเชื่อจำนำข้าว 2 หมื่นล้าน แบงก์เรียกดอกเบี้ยสูง เตรียมเปิดประมูลอีกครั้งอังคารหน้า 4 หมื่นล้าน แบงก์รัฐ-เอกชน เลี่ยงให้กู้

สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ได้เปิดประมูลเงินกู้ในโครงการรับจำนำข้าวปีการผลิต 2556/2557 วงเงิน 2 หมื่นล้านบาท วานนี้ (30 ม.ค.) โดยออกหนังสือเชิญชวนสถาบันการเงินทั้งในและต่างประเทศ 34 แห่งเข้าร่วม เพื่อประมูลเงินกู้ดังกล่าวซึ่งมีอายุ 15 เดือนนั้น

รายงานข่าวจากกระทรวงการคลังเปิดเผยผลการประมูลสินเชื่อจำนวน 2 หมื่นล้านบาท ปรากฏว่าการประมูลสินเชื่อดังกล่าวต้องล้มเลิกไป แม้จะมีสถาบันการเงินบางส่วนเข้าร่วมประมูลก็ตาม เนื่องจากสถาบันการเงินได้ยื่นเสนอดอกเบี้ยเงินกู้ในอัตราสูง ซึ่งบวกความเสี่ยงที่อาจจะเกิดกับการปล่อยเงินกู้ในครั้งนี้ ทำให้ สบน.พิจารณายกเลิกการประมูลครั้งนี้

ทั้งนี้ การประมูลสินเชื่อโครงการรับจำนำข้าวรัฐบาลเกิดขึ้นเป็นครั้งแรก หลังจากที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านกฎหมายและสำนักงานกฤษฎีกาตีความว่า สามารถกู้เงินจำนวน 1.3 แสนล้านบาท เพื่อใช้ในโครงการจำนำข้าวโดยไม่ขัดต่อกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา 181

อย่างไรก็ดี ทาง สบน.จะทำการเปิดประมูลสินเชื่อโครงการดังกล่าวใหม่อีกครั้ง โดยตามกำหนดจะประมูลในทุกวันอังคารของสัปดาห์ ซึ่ง สบน.คงจะรวบยอดวงเงินกู้ของครั้งนี้เข้าไปด้วยเป็นวงเงินรวม 4 หมื่นล้านบาท

รายงานข่าวกล่าวด้วยว่า ต้องยอมรับว่า มีความยากลำบากต่อการประมูลสินเชื่อโครงการดังกล่าว เพราะเกิดกระแสคัดค้านทั้งจากสหภาพแรงงานของธนาคาร และกลุ่มผู้ชุมนุมต่อต้านรัฐบาล ทั้งที่การปล่อยเงินกู้ในส่วนของสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐถือเป็นแหล่งเงินกู้สำคัญของรัฐบาล ขณะเดียวกัน ธนาคารพาณิชย์เอง ก็มีความกังวลเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวเช่นกัน แต่เมื่อเสนออัตราดอกเบี้ยเข้ามาประมูลเงินกู้ ก็จะต้องเสนอในอัตราที่สูง ซึ่งบวกความเสี่ยงด้านการเมืองเข้ามาด้วย

ทั้งนี้ รายงานข่าวแจ้งว่า ในการประมูลสินเชื่อครั้งนี้ ไม่มีแบงก์รัฐรายใดที่เสนอรายชื่อเข้ามาประมูลสินเชื่อดังกล่าว

"การเสนออัตราดอกเบี้ยในอัตราสูงของแบงก์ที่เข้าประมูล น่าจะมี 2 เหตุผล คือ เสนอมาเพื่อไม่ต้องการให้ได้รับสินเชื่อโครงการนี้ หรือ เสนอมาเพื่อป้องกันความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้น โดยปัจจัยการเมืองมีผลสำคัญต่อการเสนออัตราดอกเบี้ยเพื่อประมูลครั้งนี้" รายงานข่าวกล่าว

ขณะที่อีกหนึ่งกระแสข่าวบอกว่าเป็นไปได้ที่จะมีการประมูลเงินกู้ได้แล้ว แต่กระทรวงการคลังไม่กล้าเปิดเผยว่า ธนาคารรายได้เป็นผู้ประมูล เนื่องจากเกรงว่าจะมีปัญหากลุ่มผู้ชุมนุมต่อต้านรัฐบาล

ก่อนหน้านี้ สบน.ได้ค้ำประกันพันธบัตรให้กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ในวงเงิน 32,589.20 ล้านบาท อายุ 3 ปี เพื่อนำไปจ่ายคืนหนี้ที่ครบกำหนดของพันธบัตร ธ.ก.ส. รวมถึงจ่ายคืนหนี้ล่วงหน้า (Prepay) การกู้ครั้งนี้เป็นการ re-open พันธบัตรชุดเดิมที่มีอัตราดอกเบี้ย 3.53% ซึ่งถือว่าเป็นพันธบัตรที่มีอัตราดอกเบี้ยค่อนข้างสูง เมื่อเทียบพันธบัตรของรัฐบาล อายุเดียวกันที่มีอัตราผลตอบแทน 2.77% ดังนั้น การ re-open ครั้งนี้ ทำให้สบน.ได้รับส่วนลดจากการประมูล ทำให้ต้นทุนภาระดอกเบี้ยของพันธบัตรชุดนี้อยู่ที่ 3.14%

แบงก์อ้างพิจารณาไม่ทันหวังเลี่ยงปล่อยกู้

ด้าน นายปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหารลูกค้าธุรกิจ ธนาคารทหารไทย กล่าวยืนยันว่า ธนาคารไม่ได้เข้าร่วมการประมูลสินเชื่อให้กับธ.ก.ส.วานนี้ เนื่องจากยังมีประเด็นทางกฎหมายที่ต้องศึกษาและนำเสนอให้คณะกรรมการสินเชื่อพิจารณา ซึ่งกระบวนการเหล่านี้ไม่สามารถดำเนินการได้ทัน

ทางด้าน นายธีรนันท์ ศรีหงส์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ธนาคารไม่ได้เข้าประมูลสินเชื่อในโครงการรับจำนำข้าว เนื่องจากไม่สามารถดำเนินการตรวจสอบเงื่อนไขทางกฎหมายได้ทันเช่นกัน

แหล่งข่าวจากธนาคารพาณิชย์ กล่าวว่า ผู้บริหารธนาคารพาณิชย์ได้มีการยกสายหารือกันถึงการปล่อยสินเชื่อให้กับ ธ.ก.ส. เนื่องจากเห็นว่าไม่ใช่แนวทางการให้สินเชื่อที่เหมาะสมและยังมีความอ่อนไหวในหลายประเด็นทั้งเรื่องกฎหมายและความรับผิดชอบต่อผู้ฝากเงิน แต่ทางกระทรวงการคลังมีการคาดโทษไว้ว่าสถาบันใดที่ไม่เข้าร่วมจะถูกตัดสิทธิในการเป็นผู้ค้าหลักตราสารหนี้ (Primary Dealer) ของกระทรวงการคลัง ดังนั้นธนาคารพาณิชย์ส่วนใหญ่จะต้องหาเทคนิคในการปฏิเสธเพื่อไม่ให้บัวช้ำน้ำขุ่น

ทั้งนี้ จากการสำรวจธนาคารพาณิชย์วานนี้ พบว่า นอกจากธนาคารกสิกรไทยและธนาคารทหารไทย แล้วยังมีธนาคารที่ไม่เข้าร่วมการประมูลในครั้งนี้ธนาคารกรุงไทย ธนาคารกรุงเทพ ส่วนธนาคารธนชาต และธนาคารทิสโก้ระบุว่ายังไม่ได้รับจดหมายเชิญร่วมประมูลแต่อย่างใด

ธีระชัยเตือนแบงก์ดูความเห็นกฤษฎีกาประกอบ

ด้าน นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงกรณีที่ สบน.เปิดประมูลเงินกู้ว่า ผู้บริหารสถาบันการเงินที่จะเข้าร่วมประมูลดอกเบี้ยกับกระทรวงการคลัง ควรขอเรียกดูหนังสือคณะกรรมการกฤษฎีกาก่อนเข้าร่วมการประมูลดอกเบี้ย หรือปล่อยกู้ให้กับรัฐบาลรักษาการ เนื่องจากมีความเสี่ยงสูง หากกระทรวงการคลังนำคำวินิจฉัยคณะกรรมการกฤษฎีกาที่เป็นความเห็นของเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาคนเดียวมาอ้างอิงในการประมูล เพราะหากเป็นการลงนามความเห็นของเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาเพียงคนเดียว จะไม่มีผลผูกพันคณะรัฐมนตรี ซึ่งหมายความว่าจะไม่มีผลต่อรัฐบาลชุดใหม่ที่จะเข้าปฏิบัติหน้าที่แทน และอาจไม่รับจ่ายคืนหนี้ หรือจ่ายคืนหนี้ช้ากว่าเดิม ทำให้ผู้บริหารแบงก์เอกชนมีความเสี่ยงสูงที่จะต้องรับผิดชอบหนี้ดังกล่าวในนามส่วนตัว

"มติคณะกรรมการกฤษฎีกาที่จะมีผลผูกพันถึง ครม.ชุดหน้า จะต้องเป็นมติที่เป็นคณะบุคคล หมายถึงมติของคณะกรรมการกฤษฎีกา ไม่ใช่มติของเลขาธิการเพียงคนเดียว ซึ่งจะไม่มีผลผูกพันต่อ ครม.ใหม่ โดยส่วนตัวคิดว่าเลขาธิการอาจยังไม่คำนึงถึงประเด็นต่างๆ ที่เป็นส่วนประกอบอย่างรอบคอบ ดังนั้น แบงก์พาณิชย์ที่เข้าร่วมประมูลถือว่ามีความเสี่ยงมาก ทางออกที่ดีที่สุดในการหาเงินจ่ายค่าจำนำข้าวให้ชาวนาคือกระทรวงพาณิชย์ต้องเร่งระบายข้าวให้ได้โดยเร็วที่สุด"นายธีระชัย กล่าว

ขณะที่แหล่งข่าว ธ.ก.ส. กล่าวว่า ได้มีการหารือระหว่างผู้บริหารแล้วว่า เป็นหน้าที่ของกระทรวงการคลังและรัฐบาลที่ต้องหาแหล่งเงินและให้คำตอบกับชาวนาในวันพรุ่งนี้ตามที่รับปากไว้ เพราะ ธ.ก.ส.ยืนยันมาตลอดหากรัฐบาลสามารถจัดหาเงินมาให้ได้ ก็พร้อมจะดำเนินการจัดสรรให้ชาวนาที่เข้าโครงการรับจำนำทันที โดยจะจัดสรรตามใบประทวนของแต่ละจังหวัดให้เท่าเทียมและผู้จัดการสาขาจะไปกำหนดลำดับก่อนหลังให้แก่ชาวนาตามความเป็นจริง

ส่วนเงินระบายข้าวถึงวันที่ 30 ม.ค. ได้รับเงินจากการระบายข้าวของกระทรวงพาณิชย์ที่ชำระเข้ามาอีก 4 พันล้านบาท ซึ่ง ธ.ก.ส.ก็พยามยามจัดสรรไปให้ชาวนาที่ยังไม่ได้รับเงินตามใบประทวน

"ยรรยง"อัดแบงก์รัฐไม่เห็นใจชาวนา

นายยรรยง พวงราช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ขณะนี้ รัฐบาลกำลังหาทางหาเงิน เพื่อนำมาจ่ายให้ชาวนา ที่นำข้าวเปลือกมาเข้าร่วมโครงการรับจำนำข้าวเปลือกปี 2556/57 (รอบแรก) แต่ยังไม่ได้เงิน แต่ติดที่พนักงานของธนาคารรัฐ เช่น ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) หรือ ธนาคารออมสิน คัดค้านไม่ยอมให้ธนาคารปล่อยกู้ ซึ่งตนเห็นว่า บุคคลเหล่านี้เห็นแก่ตัว มองถึงประโยชน์ของตนเองเพียงฝ่ายเดียว และไม่เห็นใจชาวนาเลย ทั้งๆ ที่ ธ.ก.ส.ได้เงินจากโครงการรับจำนำข้าวปีละจำนวนมาก ที่สำคัญ เงินที่รัฐกู้จาก ธ.ก.ส. หรือออมสิน รัฐก็จ่ายดอกเบี้ยให้ในอัตราที่ดีกว่ากู้จากธนาคารพาณิชย์แห่งอื่นๆ ด้วยซ้ำ

"ตอนนี้ ชาวนากำลังเดือดร้อนมาก เพราะรัฐยังไม่สามารถหาเงินมาจ่ายให้ได้ ซึ่งขณะนี้ รัฐกำลังอยู่ในขั้นตอนการหาเงิน ซึ่งทำในหลายๆ ทาง และได้คุยกับธนาคารพาณิชย์หลายแห่งแล้ว ทั้งในประเทศ และต่างประเทศ รัฐไม่จนปัญญาแน่นอน เพราะปัจจุบัน ตลาดการเงินเป็นการค้าเสรีแล้ว เชื่อว่าน่าจะสามารถหาเงินมาให้ชาวนาได้ในเร็วๆ นี้ นอกจากนี้ รัฐบาลอาจไม่ให้ธนาคารรัฐเข้าร่วมโครงการรับจำนำข้าวอีกต่อไป"นายยรรยง กล่าว

วิเชียรขู่ถอนเงินแบงก์รัฐ

นายวิเชียร พวงลำเจียก นายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย กล่าวว่า ต้องการวิงวอนให้พนักงานธนาคารรัฐเห็นใจชาวนา และปล่อยกู้ เพื่อให้รัฐเอาเงินมาจ่ายชาวนา เพราะขณะนี้ชาวนาจำนวนมากเดือดร้อนอย่างหนัก จนแทบจะอดทนรอเงินจากรัฐไม่ได้แล้ว เพราะขณะนี้รอมานาน 3-4 เดือนแล้ว ตั้งแต่เริ่มนำข้าวไปเข้าโครงการเมื่อเดือนต.ค. 2556

"ชาวนาเดือดร้อนหนักมาก เป็นหนี้เป็นสินทั้ง ธ.ก.ส. และเจ้าหนี้ที่เป็นร้านยา ร้านปุ๋ย เพราะเรากู้เงินเขามาก่อน เพื่อใช้จ่ายในการเก็บเกี่ยว ทั้งค่าเช่ารถเกี่ยวข้าว ค่ารถขนส่งข้าวไปโรงสี แล้วยังจะมีค่ายา ค่าปุ๋ย ค่าพันธุ์ข้าว และหนี้สินที่ต้องกู้เพื่อนำมาเพาะปลูกข้าวฤดูกาลใหม่อีก รวมถึงค่าใช้จ่ายประจำวัน ค่าใช้จ่ายในครัวเรือน ค่าลูกไปโรงเรียน หนี้สินรัดตัวขึ้นทุกวัน แต่เราแทบไม่มีเงินจ่ายเขาแล้ว จึงอยากวิงวอนให้เห็นใจชาวนาบ้าง"นายวิเชียร กล่าว

อย่างไรก็ตาม หากพนักงานธนาคารรัฐยังไม่เห็นใจ และยังคัดค้านการปล่อยกู้ให้โครงการรับจำนำข้าว กลุ่มชาวนาทั่วประเทศได้หารือกันแล้วว่า อาจจะถอนเงินฝากออกจากธนาคารรัฐเหล่านั้น แล้วไปฝากที่ธนาคารพาณิชย์แห่งอื่น หรืออาจไม่ใช้บริการธนาคารรัฐอีก