หนุนปฏิรูปกองทัพ-ยุติธรรม-กระจายอำนาจ

หนุนปฏิรูปกองทัพ-ยุติธรรม-กระจายอำนาจ

เสียงจาก "เหยื่อรุนแรง-โครงการพัฒนา" หนุนปฏิรูปกองทัพ-ยุติธรรม-กระจายอำนาจ

การแถลงข่าวเปิดตัวและรวมพลัง "เครือข่ายเดินหน้าปฏิรูป" เมื่อวานนี้ ที่โรงแรมเดอะ สุโกศล กรุงเทพฯ นอกจากจะมีการประกาศจุดยืนขององค์กรต่างๆ ทุกภาคส่วน ทั้งภาคราชการ วิชาการ การศึกษา ภาคธุรกิจเอกชน และองค์กรพัฒนาเอกชน ตลอดจนองค์กรภาคประชาสังคมต่างๆ เพื่อ หยุดความรุนแรง เริ่มเจรจา และเดินหน้าปฏิรูปทันทีโดยไม่ต้องรอคู่ขัดแย้งแล้ว

ภายในงานยังมีการถ่ายทอดประสบการณ์จากผู้ได้รับผลกระทบจากความรุนแรงและโครงการพัฒนาของรัฐด้วย

พันธ์ศักดิ์ ศรีเทพ หรือพ่อน้องเฌอ ที่ต้องเสียลูกชายไปจากเหตุการณ์กระชับพื้นที่ชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงเมื่อปี 2553 กล่าวว่า อยากฝากถึงคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) ที่กำลังจัดชุมนุมอยู่ในขณะนี้ว่า วิธีคัดค้านการเลือกตั้งที่ดีที่สุด คือ ไปเลือกตั้ง แล้วไปโหวตโน (กาช่องไม่ประสงค์ลงคะแนนให้ใคร) เพื่อให้คะแนนปรากฏออกมาเป็นพลังของ กปปส. ส่วนคนทั่วไปที่ไม่ได้ร่วมกับ กปปส. ก็ควรออกไปเลือกตั้ง ไปเลือกพรรคที่ชอบ จากนั้นก็ปฏิรูปประเทศร่วมกัน ถ้าทำในมิตินี้ก็น่าจะหยุดความรุนแรงได้

"ผมสนับสนุนทฤษฎีเครื่องกรองน้ำ คือแม้เครื่องกรองน้ำไม่ดี เราก็ต้องค่อยๆ ซ่อม ค่อยๆ แก้ไขไป ไม่ใช่ทุบเครื่องกรองน้ำ เพราะถึงอย่างไรการมีเครื่องกรองน้ำก็ยังดีกว่าไม่มีเครื่องกรองอะไรเลย"

พันธ์ศักดิ์ บอกด้วยว่า การจะแก้ความขัดแย้งได้ ต้องเริ่มจากการให้ความเป็นธรรม ผู้ที่ทำให้ประชาชนเสียชีวิตไม่ว่าจะเป็นทหาร ผู้สั่งการ หรือแกนนำผู้ชุมนุมที่ปลุกเร้าประชาชน ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ส่วนการเลือกตั้งต้องเดินหน้าต่อไป และเดินหน้าปฏิรูปไปด้วย โดยส่วนตัวสนใจปฏิรูปกองทัพ เพราะต้องยอมรับว่าสาเหตุของวิกฤติการเมืองในขณะนี้ ไม่ใช่แค่ร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมฉบับเหมาเข่งเท่านั้น แต่ต้องย้อนไปถึงการรัฐประหารเมื่อปี 2549

รัชพล ไกรจิรโชติ ผู้บริหารห้างเซ็นเตอร์วัน ซึ่งถูกเผาในช่วงวิกฤติการเมืองปี 2553 กล่าวว่า หลายคนเชื่อว่าถ้าไม่มีความสูญเสีย จะไม่มีการเปลี่ยนแปลง ทำให้รู้สึกกังวล และไม่อยากให้เชื่อเช่นนั้น แต่การชุมนุมของ กปปส.ที่ผ่านมาประมาณ 3 เดือน ก็ยังดีใจที่ไม่มีความรุนแรงมากนัก แต่ถึงกระนั้นก็ยังมีความสูญเสียเกิดขึ้น ด้วยเหตุนี้จึงอยากเรียกร้องให้ข้าราชการที่มีหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อย ทำหน้าที่ของตนอย่างเต็มที่ ให้สมศักดิ์ศรีกับเครื่องหมายบนบ่า หรือตราบนหมวก

"ผมเชื่อว่าถ้าเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบทำหน้าที่อย่างเต็มที่และตรงไปตรงมา ความสูญเสียจะไม่เกิดขึ้น ผมไม่อยากให้มีคำว่าวีรชนสำหรับเรียกขานประชาชนที่ต้องสูญเสียชีวิต แต่อยากให้คำว่าวีรชนเป็นของเจ้าหน้าที่ผู้ปกป้องไม่ให้เกิดความรุนแรงและความสูญเสียมากกว่า"

พจนา จตุรพรพิทักษ์ จากกลุ่มมวลมหาประชาคุย กล่าวว่า ได้ทำวิจัยเรื่องความเห็นที่แตกต่าง จึงมีโอกาสได้คุยกับทุกฝ่าย ทุกสี ตั้งแต่ชาวบ้านจนถึงนักวิชาการ พบว่าทุกคนมี "ธง" ของตัวเอง แต่เมื่อลดธงลงมาแล้ว ได้เอาใจเขามาใส่ใจเราแล้ว ปรากฏว่าความแตกต่างมีน้อยมาก และความต้องการหลักๆ เหมือนกัน เรียกว่ามีเป้าหมายเดียวกัน คือไม่ต้องการความรุนแรง และอยากเห็นการปฏิรูป

ฉะนั้นจากประสบการณ์ตรงที่ได้สัมผัสมา ยืนยันว่าการเจรจาเกิดขึ้นได้จริง การเจรจาไม่ใช่การถอยหรือยอมแพ้ ไม่ใช่การเพิกเฉย แต่เป็นการเดินหน้าร่วมกัน ไม่ต้องใช้ความรุนแรง สามารถหยุดยั้งความสูญเสียของทุกฝ่าย และเริ่มต้นปฏิรูปได้ในระยะยาว ขอยืนยันว่าหากต้องการปฏิรูป ต้องเริ่มจากการเจรจา

ธนัญชิดา ฉากกลาง ตัวแทนผู้ได้รับผลกระทบจากการทำเหมืองทองคำที่ จ.พิจิตร กล่าวว่า ตลอดกว่า 10 ปีที่ผ่านมา พวกเธอต้องเจอทั้งสารพิษ สารหนู ฝุ่นละออง และมลพิษทางเสียง กระทั่งทนไม่ไหวต้องออกมาขอความช่วยเหลือจากสังคมภายนอก แต่แล้วก็ถูกบริษัทผู้รับสัมปทานข่มขู่คุกคาม ถูกแจ้งจับ อ้างว่าทำให้บริษัทเสื่อมเสียชื่อเสียง

"เป็นเรื่องแปลกมาก เราถูกกระทำ แต่กลับตกเป็นผู้ถูกข่มขู่คุกคาม เราจึงอยากเดินหน้าร่วมกระบวนการปฏิรูปประเทศเพื่อแก้ไขทุกปัญหาของชาวบ้าน ทั้งเรื่องที่ดินทำกิน เรื่องคนไร้สัญชาติ เรื่องกลุ่มชาติพันธุ์ เพราะปัญหาที่เป็นของคนรากหญ้า ปัญหาจากด้านล่างไม่ค่อยมีโอกาสได้รับการแก้ไข จึงต้องทำผ่านกระบวนการปฏิรูป"

ธนัญชิดา บอกว่า สิ่งสำคัญที่สุดที่เธออยากเห็นคือ การกระจายอำนาจการปกครอง เพื่อให้ชุมชนท้องถิ่นได้ดูแลทรัพยากรของตนเอง มีส่วนร่วมในการจัดสรรทรัพยากรในบ้านของตัวเอง นอกจากนั้นก็อยากปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม เพราะกระบวนการยุติธรรมบ้านเรามีข้อจำกัดมาก คนจนเข้าถึงยาก การช่วยเหลือก็ล่าช้า ไม่ทันท่วงที

"ขอบอกว่าครั้งนี้ไม่ใช่แค่เดินร่วมกัน แต่เป็นโอกาสของการปฏิรูปอย่างแท้จริง เพื่อให้ความทุกข์ของประชาชนหายไป"

เป็นคำกล่าวทิ้งท้ายจากตัวแทนผู้ได้รับผลกระทบจากการทำเหมืองทองคำที่น่าจะตรงกับความต้องการของคนส่วนใหญ่ที่ไม่ได้มีอำนาจรัฐในประเทศนี้...