ซีไอเอ็มบีไทยคาดเงินบาทอ่อนแตะ33.50

ซีไอเอ็มบีไทยคาดเงินบาทอ่อนแตะ33.50

ซีไอเอ็มบีไทย ประเมินค่าเงินบาทปลายไตรมาส 1/2557 อ่อนค่าแตะ 33.50 บาท/ดอลลาร์ ชี้ไม่ช่วยกระตุ้นส่งออก เหตุความต้องการสินค้าไทยยังชะลอตัว

นายอมรเทพ จาวะลา หัวหน้าส่วนวิจัยเศรษฐกิจและตลาดการเงิน สำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า จากการที่คณะกรรมการนโยบายการเงินสหรัฐฯ มีมติลดมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ หรือ QE ลง โดยจะลดการซื้อสินทรัพย์อีก 10,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ/เดือน ลงมาเหลือเดือนละ 65,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยคงอัตราดอกเบี้ยในระดับต่ำที่ 0-0.25% ต่อไป พร้อมกับให้ความเห็นว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ฟื้นตัวดีขึ้นในช่วงไตรมาสที่ผ่านๆ มา แม้อัตราการว่างงานจะลดลงแต่ยังคงอยู่ในระดับที่สูง การใช้จ่ายภาคครัวเรือนและการลงทุนภาคธุรกิจขยายตัวได้เร็วขึ้น ขณะที่ตลาดบ้านฟื้นตัวได้อย่างช้าๆ มาตรการทางการคลังแม้จะไม่เอื้อหนุนต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจมากนัก แต่แรงกดดันดังกล่าวกลับลดลง นอกจากนี้ เงินเฟ้อยังอยู่ในระดับต่ำกว่าเป้าหมายเงินเฟ้อระยะยาวของทางคณะกรรมการฯนั้น

ทั้งนี้ สำนักวิจัยฯมองว่า แม้ว่าสหรัฐฯ จะฟื้นตัวได้ดี และอาจโตได้ราว 3% แต่การส่งออกของไทยไปสหรัฐฯ ในปีนี้ไม่น่าจะเติบโตได้ดี เพราะสหรัฐฯฟื้นตัวจากภาคการผลิตมากกว่าภาคการบริโภค ในขณะที่ไทยเราส่งออกสินค้าเพื่อการบริโภคเป็นหลัก เช่น อุปกรณ์คอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ ฮาร์ดดิสไดร์ฟ และสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งความต้องการของตลาดโลกลดลง เนื่องจากผู้บริโภคหันไปใช้สินค้าที่เทคโนโลยีสูงขึ้น แต่ไทยไม่มีความสามารถในการแข่งขัน หรือพูดง่ายๆ คือผลิตได้ไม่ดี เช่นสมาร์ทโฟน หรือแทปเลต

นอกจากนี้ ประเทศไทยไม่เด่นพอที่จะผลิตสินค้าทุนเพื่อใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมหรือภาคการผลิตของสหรัฐฯ แม้แต่แผงวงจรไฟฟ้าของเราก็ไม่สามารถเติบโตได้ดีเท่าประเทศที่มีเทคโนโลยีสูงกว่า เช่นมาเลเซีย เกาหลีใต้ และไต้หวัน ดังนั้น การส่งออกในปีนี้ แม้จะดีกว่าปีที่แล้ว แต่ก็จะไม่สดใสมากนักหากเรายังไม่สามารถปรับโครงสร้างการผลิตเพื่อการส่งออกได้

ด้านค่าเงินบาทที่อ่อนค่า จะช่วยการส่งออกได้ไม่มากนัก เพราะการอ่อนค่าของเงินบาทเป็นไปในทิศทางเดียวกับภูมิภาค กล่าวคือ เราไม่ได้มีความสามารถในการแข่งขันมากกว่าประเทศคู่แข่งมากนัก ซึ่งการถอนมาตรการ QE น่าจะกระทบประเทศในภูมิภาคนี้พอๆ กัน ที่น่ากังวลคือ ปัจจัยในประเทศที่อาจกดดันให้เกิดเงินไหลออกได้ เช่นความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจ หรืออันดับความน่าเชื่อถือ ซึ่งหากมีการเปลี่ยนแปลงก็อาจส่งผลให้เกิดเงินไหลออก และทำให้บาทอ่อนค่าได้มากกว่าประเทศอื่น ซึ่งแม้จะเป็นผลเสียต่อเศรษฐกิจ แต่ก็จะมีนักลงทุนบางกลุ่มได้ประโยชน์จากค่าเงินที่อ่อน

อย่างไรก็ดี สำนักวิจัยไม่ได้มองว่าบาทจะอ่อนค่ามากนัก เนื่องจากความเชื่อมั่นที่ลดลงไม่ได้เป็นผลดีต่อความต้องการสินค้านำเข้าประเภทสินค้าทุน เพื่อใช้ในภาคการผลิต ดังนั้นความต้องการเงินเหรียญสหรัฐฯ อาจมีไม่มากนัก และน่าจะส่งผลให้บาทไม่อ่อนค่าแรงเกินไป โดยคาดว่าค่าเงินบาทน่าจะอยู่ที่ระดับ 33.50 บาท/เหรียญสหรัฐฯปลายไตรมาสที่ 1 นี้