สอท.ชง6แนวทางปฎิรูป เลื่อนเลือกตั้ง90วัน

สอท.ชง6แนวทางปฎิรูป เลื่อนเลือกตั้ง90วัน

ส.อ.ท.ชง 6 แนวทางการปฏิรูป แนะรัฐบาลออก พ.ร.ฎ.เลื่อนการเลือกตั้งออกไป 90 วัน ผ่าทางตันวิกฤติการเมือง

นายธนิต โสรัตน์ รองประธานอุตสาหกรรมแห่งประเทศทไทย (ส.อ.ท.)ได้นำเสนอแนวทางปฏิรูปแก้ปัญหาความขัดแย้งก่อนการเลือกตั้ง เพื่อผ่าทางตันวิกฤติการเมือง ส่วนหนึ่งได้มาจากการพูดคุยจากภาคเอกชน ในช่วงการประชุมสายงานสภาอุตสาหกรรมจังหวัด ส.อ.ท. เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2557 ที่ผ่านมา

"ผมเป็นผู้หนึ่งที่หลีกเลี่ยงการวิพากษ์การเมืองมาโดยตลอด เนื่องจากไม่ว่าจะเสนอความเห็นด้านใด หากไม่ถูกใจฝ่ายหนึ่งก็ถือเป็นการเลือกข้าง แต่เหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองซึ่งยืดเยื้อมากว่า 3 เดือน กลายเป็นวิกฤติของประเทศ กระทบทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และอาจเกิดความรุนแรงมากกว่าที่เป็นอยู่ ในช่วงนี้ หลายฝ่ายโดยเฉพาะองค์กรวิชาชีพต่างๆ ได้ออกมาเคลื่อนไหวเพื่อให้มีการปฏิรูปประเทศไทยก่อนการเลือกตั้ง ซึ่งน่าจะเป็นผลดีต่อการแก้ปัญหาของประเทศ ซึ่งผมเป็นผู้หนึ่งซึ่งเห็นด้วย โดยจากการพูดคุยหารือกับพรรคพวกภาคเอกชน จึงได้จัดทำร่างแนวทางการปฏิรูปประเทศไทย อย่างน้อยเพื่อเป็นทางเลือกอีกทางหนึ่ง"ดร.ธนิต กล่าว

โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

1. รัฐบาลต้องออก พ.ร.ฎ.เลื่อนการเลือกตั้งออกไป 90 วัน และรับสมัครเลือกตั้งใหม่ เพื่อให้มีการปฏิรูป ซึ่งเน้นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเท่านั้น ที่เห็นว่าไม่ควรใช้เวลาไปมากกว่านี้ เพราะประเทศไทยไม่ควรมีสุญญากาศการบริหารประเทศนานเกินไป

2. หน่วยงานผู้ที่ทำหน้าที่จัดเวทีกลาง ซึ่งจะทำหน้าที่เฉพาะเป็น Organizer จัดเตรียมสถานที่ อำนวยความสะดวกอุปกรณ์เครื่องใช้ต่างๆ และทำหน้าที่เลขานุการ จะต้องเป็นหน่วยงานที่มีความเป็นอิสระ เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย โดยเสนอความคิดเห็นเบื้องต้น เช่น

ก. สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ : เหตุผล เป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ มีหน้าที่เสนอแนะปัญหาเศรษฐกิจและสังคมให้กับ ครม. มีสถานที่ ห้องประชุม และบุคลากรพร้อมที่จะใช้ในการทำงานด้านเลขานุการ มีงบประมาณที่จะใช้จ่ายรองรับการทำหน้าที่ได้อย่างเพียงพอ

ข.สมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทย หรือสมาคมที่เกี่ยวข้องด้านสื่อมวลชน : เหตุผล เป็นหน่วยงานที่ทุกฝ่ายมีความเกรงใจ และมีพื้นที่สื่อทั้งหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ ฯลฯ สำหรับสื่อสารให้ประชาชนได้ทราบ แต่อาจไม่สะดวกด้านสถานที่ ส่วนงบประมาณอาจขอสนับสนุนได้จากภาคเอกชน

ค. คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน (กกร.) : เหตุผล เป็นหน่วยงานภาคเอกชน มีความเป็นอิสระ เป็นที่ยอมรับทั้งภาครัฐและเอกชน รวมทั้งภาคการเมือง มีสถานที่และห้องประชุม รวมทั้งบุคลากรพร้อมที่จะใช้เป็นสถานที่ในการหารือ และสามารถทำหน้าที่เลขานุการ รวมถึงมีงบประมาณในการสนับสนุนพอเพียง

3. คณะกรรมการปฏิรูปแก้ปัญหาวิกฤติความขัดแย้งทางการเมืองของประเทศ เป็นคณะทำงานซึ่งต้องมาจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งคู่กรณีความขัดแย้ง โดยเสนอคณะกรรมการดังนี้

ก. หัวหน้าพรรคการเมือง ซึ่งมี ส.ส.อยู่ในสภาฯ ก่อนการยุบสภา

ข. กลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองต่างๆ เช่น กปปส. นปช. ซึ่งจะต้องระบุตำแหน่งและจำนวนที่ชัดเจน

ค. ผู้แทนจากภาคราชการ เช่น สมาคมข้าราชการพลเรือน ผู้แทนจาก 3 เหล่าทัพ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ง. ผู้แทนจากภาคเอกชน ซึ่งจัดตั้งตามพระราชบัญญัติ หรือมีกฎหมายอื่นๆ รับรอง เช่น สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้า สมาคมธนาคารไทย สภาท่องเที่ยว สภาตลาดทุนไทย ฯลฯ

จ. ผู้แทนด้านวิชาการ เช่น อธิการบดีมหาวิทยาลัย ไม่เกิน 10 ท่าน โดยให้แต่ละมหาวิทยาลัยไปคัดเลือกกันเอง

ฉ. ผู้แทนจากสื่อมวลชน ทั้งสื่อหนังสือพิมพ์ วิทยุ และโทรทัศน์ โดยให้แต่ละองค์กรไปคัดเลือกกันเอง โดยกำหนดจำนวนที่เหมาะสม เช่น ไม่เกิน 6 ท่าน เป็นต้น       ช. ผู้แทนจากภาคประชาชน โดยกำหนดโควตาแต่ละภาค เช่น ไม่เกินภาคละ 5 คน รวมทั้งองค์กรที่เกี่ยวข้องด้านศาสนาต่างๆ

ซ. สำหรับประธานที่ประชุม ควรมีประธาน 1 ท่าน และรองประธานไม่เกิน 3 ท่าน โดยอาจเลือกจากอดีตนายกรัฐมนตรีของไทย ซึ่งยังมีชีวิตอยู่และไม่ถูกศาลตัดสินดำเนินคดีใดๆ หรืออาจเลือกจากประธานศาลฎีกา ส่วนรองประธานก็อาจให้ประธานศาลอุทธรณ์ ศาลแพ่ง หรือศาลปกครอง เป็นต้น

4. กรอบการปฏิรูปเน้นเฉพาะปัญหาเฉพาะหน้าที่ไม่ต้องแก้กฎหมาย เช่น

ก. ประเด็นของปัญหาความขัดแย้งและแนวทางการหาทางออกร่วมกัน และบทบาทหน้าที่ของรัฐบาลเฉพาะกิจที่จะมาจากการเลือกตั้งครั้งต่อไป

ข. ประเด็นนิรโทษกรรมสำหรับผู้ที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งในอดีตไม่ว่าฝ่ายใด ควรจะให้มีการนิรโทษกรรม ยกเว้นคดีซึ่งศาลได้มีคำพิพากษา และหรือคดีซึ่งเกี่ยวข้องกับการประทุษร้าย รวมทั้งคดีคอร์รัปชั่นต่างๆ

ค. การเลือกตั้งหลังปฏิรูปจะต้องรับสมัครผู้ที่จะเป็น ส.ส.ใหม่ทั้งหมด โดยจะต้องสำแดงทรัพย์สิน หนี้สิน ให้ประชาชนสามารถตรวจสอบได้ อีกทั้ง ให้มีการตั้งคณะกรรมการร่วมกับ กกต. ในการดูแลการเลือกตั้งให้ยุติธรรม ไม่มีการซื้อสิทธิ์ขายเสียง รวมทั้งการแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นของนักการเมือง

ง. มติห้ามพรรคการเมืองที่เข้าเป็น ส.ส.ในการเลือกตั้งครั้งต่อไป ห้ามมีการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ และกฎหมายซึ่งจะเป็นประเด็นให้เกิดความขัดแย้ง

จ. ข้อกำหนดและหรือหลักประกันใดๆ ซึ่งจะให้รัฐบาลรักษาการดำเนินการตามแนวทางข้อตกลง รวมถึงพรรคการเมืองหลังจากเลือกตั้งเข้าเป็น ส.ส. จะต้องปฏิบัติตามแนวทางข้อตกลงของคณะกรรมการข้างต้น

5. รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งหลังการปฏิรูปเป็นรัฐบาลเฉพาะกิจ โดยคณะกรรมการปฏิรูปจะต้องกำหนดไว้ในหัวข้อแนวทางการปฏิรูป ถึงระยะเวลาประมาณ 1 ปี – 1 ปีครึ่ง ซึ่งจะมีเวลาทำงานและไม่อยู่นานจนเกินไป โดยมีแนวทางดังนี้

ก. เป็นรัฐบาลแห่งชาติ ไม่มีฝ่ายค้าน ทำหน้าทีช่วงระยะเวลา 1 ปี – 1 ปีครึ่ง เพื่อออกกฎหมายรับรองแนวทางการปฏิรูปประเทศไทย โดยมีเป้าหมายลดความขัดแย้งทางด้านการเมือง และการตั้งรัฐมนตรีต้องให้คณะกรรมการปฏิรูปเห็นชอบ โดยใช้มติเสียงส่วนใหญ่โดยตลอดระยะเวลาของรัฐบาล ห้ามเปลี่ยนแปลง หรือปรับ ครม. ยกเว้นตาย เจ็บ เจ้าตัวลาออก หรือปฏิบัติหน้าที่มิชอบ

ข. การออกกฎหมายที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งในครั้งต่อไป ซึ่งมีความเป็นธรรม ลงโทษผู้ซื้อสิทธิและนักการเมือง รวมทั้งข้าราชการที่มีการคอร์รัปชั่น

ค. ผลักดันประเด็นที่ได้จากการปฏิรูปให้มีผลทางปฏิบัติ โดยเฉพาะไม่แก้กฎหมาย หรือออกกฎหมายใดๆ ซึ่งจะทำให้ความขัดแย้งกลับคืนมา

6. รัฐบาลหลังจากการเลือกตั้งภายใต้การปฏิรูปจะต้องดำเนินการแก้ปัญหาเศรษฐกิจเร่งด่วน เพื่อรักษาการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจแก้ปัญหาด้านเศรษฐกิจด้านต่างๆ ประกอบด้วย ภาครัฐ ภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง เช่น

ก. คณะอนุกรรมการกู้ภาพลักษณ์และการท่องเที่ยวของประเทศ

ข. คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ทั้งด้านส่งออก การบริโภคภายในประเทศ แก้ปัญหาสภาพคล่องภาคธุรกิจ โดยเฉพาะเอสเอ็มอี รวมถึงช่วยเหลือผู้ประกอบการทั้งภาคท่องเที่ยว ภาคอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติการเมืองในประเทศที่ผ่านมา

ค. คณะอนุกรรมการกระตุ้นการลงทุน ทั้งการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) การลงทุนในประเทศ และการลงทุนของนักลงทุนไทยในต่างประเทศ

ง. คณะอนุกรรมการแก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ โดยเฉพาะการค้างจ่ายเงินโครงการรับจำนำข้าวของเกษตรกรชาวนา

จ. คณะอนุกรรมการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนและหนี้สาธารณะ รวมทั้งทบทวนโครงการลงทุนเมกะโปรเจคต์ต่างๆ ซึ่งบางโครงการเป็นโครงการที่ดี แต่บางโครงการไม่คุ้มค่าเชิงพาณิชย์ ควรมีการทบทวนใหม่