ย้อนรอย'2549 โมเดล'เลือกตั้งโมฆะ

ย้อนรอย'2549 โมเดล'เลือกตั้งโมฆะ

ย้อนรอย'2549 โมเดล'เลือกตั้งโมฆะ เปิดทางเลือกตั้งใหม่

คงแน่นอนแล้วว่าการเลือกตั้งจะต้องเกิดขึ้นในวันที่ 2 ก.พ. ที่จะถึงนี้ และแน่นอนเช่นกันว่าจะมีหลายเขต หลากจังหวัดที่จะไม่สามารถจัดการเลือกตั้งได้ อีกทั้งไม่รู้ว่าจะจัดสามารถจัดได้เมื่อไหร่ คล้ายกับการเลือกตั้งล่วงหน้า ที่กลายเป็น "การเลือกตั้งล่วงหน้าหลังวันเลือกตั้ง" และก็ยังไม่รู้ว่าจะต้องกำหนดใหม่อีกกี่รอบตราบเท่าที่ผู้ชุมนุมยังคงคัดค้านการเลือกตั้งอยู่เช่นนี้

หลายคนเริ่มมองแล้วว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะจบลงอย่างไร เพราะหนทางข้างหน้าช่างแสนตีบตัน อีกทั้งยังไม่ได้รับการยอมรับจากทุกฝ่าย แม้จะไม่อยากยอมรับแต่ทุกคนคงเห็น "การเลือกตั้งใหม่" อยู่ข้างหน้าขึ้นกับว่าจะเป็นเมื่อไหร่เท่านั้น

หากจับสัญญานทั้งจากนักกฎหมายหลายๆคน และ กปปส. มองทางออกของสถานการณ์นี้ไว้คล้ายๆกันคือ ประกาศให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ ซึ่งเป็นโมเดลเดียวกับการเลือกตั้ง 2 เม.ย. 2549

ที่น่าสนใจคือวิธีการทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะนี้ถูกเสนอขึ้นมาในวันเดียวกันจากสองคน คนหนึ่งยืนในฐานะแกนนำม็อบอย่าง "สุเทพ เทือกสุบรรณ" ส่วนอีกหนึ่งเป็นมือกฎหมายมหาชนชั้น "เซียนเหยียบเมฆ" อย่าง "มีชัย ฤชุพันธ์"

ทั้งสองเห็นตรงกันว่าการเลือกตั้งวันที่ 2 ก.พ. นี้จะเป็นโมฆะด้วยเหตุผลเรื่องวันเลือกตั้งที่จะไม่เป็นวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักร เนื่องจากหลายเขตจะจัดการเลือกตั้งไม่ได้

"มีชัย" ระบุว่า "เป็นโมฆะของการเลือกตั้ง จะไม่ได้เกิดจากจำนวนคนที่ออกไปใช้สิทธิ หากแต่อาจจะเกิดขึ้นจากการที่ไม่อาจจัดการเลือกตั้งได้ในวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักร ซึ่งทั้งรัฐบาลก็รู้และกกต. ก็รู้"

ขณะที่ "สุเทพ" ประกาศลั่นเวทีว่า "ไตัดสินใจพร้อมกันว่าจะไม่ไปเลือกตั้งวันที่ 2 ก.พ.นี้ ไม่ต้องการกลัวว่าหากไม่ไปเลือกตั้งแล้วจะทำให้เราเสียสิทธิ์ เพราะในที่สุดผลการเลือกตั้งก็จะเป็นโมฆะเนื่องการจัดการเลือกตั้งทั่วไปจะต้องจัดพร้อมกันทุกเขต และจะต้องจัดกันในวันเดียว ซึ่งในวันดังกล่าวจะมีอยู่หลายสิบเขต หลายสิบจังหวัดที่จะจัดการเลือกตั้งไม่ได้"

การสอดประสานเช่นนี้ ทำให้เชื่อขนมกินได้เลยว่าหลังการเลือกตั้งจะมีผู้ไปยื่นร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อขอให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ

และหากศาลรัฐธรรมนูญตัดสินเช่นว่าสิ่งที่จะตามมาคือการออกพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้งใหม่ ซึ่งจะส่งผลให้พรรคประชาธิปัตย์หรือพรรคอื่นที่บอยคอตการเลือกตั้งกลับลงรับสมัครเลือกตั้งได้ และกระบวนการทั้งหมดจะเริ่มนับหนึ่งใหม่ ซึ่งหากทุกคนเห็นด้วยในการเดินหน้า การเลือกตั้งครั้งต่อไปก็จะเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย

ส่วนการที่รัฐบาลจะยอมรับได้หรือไม่นั้น หากเดินหน้าต่อไปและต้องเจอทางตัน วิธีการทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะนี้ก็น่าจะเป็นทางออกที่สวยที่สุด ซึ่งวิธีคิดนี้ถูกโยนไปในวงหารือเพื่อเลื่อนการเลือกตั้งระหว่างรัฐบาลและ กกต. เมื่อวันที่ 28 ม.ค. ที่ผ่านมา

รัฐบาลเองนั้น ไม่กังวลกับเรื่องการที่ต้องรักษาการเป็นเวลาเท่าไหร่ เพราะรู้ว่าที่สุดแล้วก็ต้องออกมาในทางการเลือกตั้งที่เป็นโมฆะ แต่หากรัฐบาลตัดสินใจเลื่อนการเลือกตั้งออกไป โดยนายกรัฐมนตรีที่เป็นผู้ต้องทูลเกล้าฯ เสนอพระราชกฤษฎีกา ออกจะต้องตกเป็นจำเลย และรับผิดทางกฎมายแต่เพียงผู้เดียว

แต่หากศาลมีคำสั่งให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ ทำให้หากนายกรัฐมนตรีต้องเสนอพระราชกฤษฎีกาฉบับใหม่ ก็เป็นเพราะคำสั่งศาลมีทำให้มีผลเช่นนั้น มิใช่นายกฯกระทำด้วยตัวเองคนเดียวอันอาจจะเสี่ยงต่อความผิดต่างๆ เพราะคำพิพากษาของศาลจะเป็นหลังพิงที่ดีที่สุด

อย่างไรก็ตามสิ่งที่พึงคิดให้ดีคือ การที่ไม่ได้เลือกตั้งทุกหน่วยในวันเเดียวกันทั้งประเทศนั้น ผิดจริงหรือไม่ เพราะกฎหมายยังเปิดช่องให้สามารถเลื่อนเลือกตั้งในกรณีที่เกิดเหตุภัยพิบัติหรือจลาจล หากศาลจะตัดสินให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะด้วยวิธีนี้ก็อาจจะค้านสายตาได้

เหล่านี้คือการตัดสินใจบนพื้นฐานของกฎหมายล้วนๆ โดยมิได้มองถึงความวุ่นวายหรือการที่ประเทศชาติต้องอาจตกอยู่ในภาวะสูญญากาศอีกเป็นเวลานาน