กสิกรชี้ความเสี่ยงประเทศ ดันต้นทุนพุ่ง

กสิกรชี้ความเสี่ยงประเทศ ดันต้นทุนพุ่ง

กสิกรไทยชี้ต้นทุนธุรกิจเพิ่มตามความเสี่ยงประเทศ-ความผันผวนศก.โลก ส่งผลผู้ประกอบการเริ่มชะลอแผนระดมทุน ตั้งเป้าสินเชื่อรายใหญ่โต 6-8%

นายวศิน วณิชย์วรนันต์ รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ความผันผวนในเศรษฐกิจโลก และการเมืองในประเทศ ทำให้ความเสี่ยงของผู้ประกอบการธุรกิจขนาดใหญ่ปรับเพิ่มขึ้น โดยการปรับลดมาตรการคิวอีของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะกดดันให้เงินบาทอ่อนค่า ขณะที่ดอกเบี้ยนโยบายมีโอกาสที่จะปรับเพิ่มขึ้นช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ ตามแนวโน้มดอกเบี้ยของเฟด แต่ไม่ได้เป็นการปรับขึ้นดอกเบี้ย เพื่อดึงเม็ดเงินลงทุน ซึ่งเหมือนกับที่เกิดขึ้นในประเทศแถบละตินอเมริกาขณะนี้

ทั้งนี้ดอกเบี้ยที่ปรับเพิ่มขึ้น เป็นประเด็นที่ผู้ประกอบการต้องดูแลต้นทุนที่อาจเพิ่มขึ้น ขณะที่ค่าความเสี่ยง (CDS) ของประเทศที่เพิ่มขึ้นในมุมของต่างชาติที่เข้ามาทำให้การระดมทุนของผู้ประกอบการ มีต้นทุนที่สูงขึ้น โดยเฉพาะการระดมทุนผ่านกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน ที่ต้องดูจังหวะการออก หากไม่มีความเร่งรีบในการระดมทุนสามารถชะลอแผนไปก่อนได้ ขณะที่ภาวะตลาดหลักทรัพย์ไม่เอื้อ ทำให้การระดมทุนในตลาดหุ้นอาจกระทบกับผู้ถือหุ้นเดิมได้

"ปีนี้ธนาคารมองว่า จีดีพีจะอยู่ที่ 3% จากภาคส่งออกที่เติบโตได้ 5% ส่วนการลงทุนของไทยในปีนี้คาดว่าจะขยายตัว 2.2% แม้จะเพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่ติดลบ 0.9% แต่เศรษฐกิจยังมีความไม่แน่นอนสูง ทั้งการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ที่เป็นไปอย่างเปราะบางและสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศ ผู้ประกอบการจึงจำเป็นที่จะต้องระมัดระวัง จะเห็นได้ว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นขณะนี้ เริ่มเห็นลูกค้าบางรายที่ชะลอแผนการระดมทุนไปแล้ว เพื่อรอดูสถานการณ์ ซึ่งปกติไตรมาส 4 สินเชื่อจะโตสูง แต่ปีที่ผ่านมายังทรงตัว ส่วนไตรมาสแรก จะชะลอตามความต้องการภาคเกษตร แต่ปีนี้ก็ไม่เติบโต แต่ธนาคารยังมีสินเชื่อระยะยาวที่รอเบิกจ่ายอยู่"

นายวศิน กล่าวว่า เม็ดเงินลงทุนปีนี้คาดจะอยู่ที่ 7 แสนล้านบาททั้งระบบ ธนาคารคาดจะเข้าไปมีส่วนร่วมในการระดมทุน และจัดการทางการเงินประมาณ 50% โดยปีนี้ธนาคารได้วางเป้าหมายการเติบโตของสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ไว้ 6-8% และตั้งเป้าการเติบโตของรายได้ไว้ 12% ใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา โดยเป็นการเติบโตของรายได้ค่าธรรมเนียมอยู่ที่ 15% ซึ่งจะทำให้สัดส่วนรายได้ค่าธรรมเนียมและรายได้ ที่ไม่ได้มาจากการให้สินเชื่อ เมื่อเทียบกับปริมาณสินเชื่ออยู่ที่ 2.6% ปรับตัวดีขึ้นจากปี 2556 ที่ระดับ 2.4%

ในช่วงที่ผ่านมาผู้ประกอบการไทยได้มีการปรับตัว เพื่อรับมือกับภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวมาอย่างต่อเนื่อง จึงมีความทนทานต่อสภาพเศรษฐกิจได้มาก โดยที่ผ่านมามีการปรับโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น เช่น สัดส่วนหนี้สินต่อทุนที่ปรับตัวลดลงจาก 1.67 เท่าเป็น 1.57 เท่า ที่จะทำให้พอมีศักยภาพในการกู้ยืมเพิ่มเติมเพื่อลงทุนหรือปรับองค์กรให้ทันกับสถานการณ์การแข่งขันมากขึ้น

ขณะเดียวกันค่าเฉลี่ยอัตราตอบแทนจากสินทรัพย์ทั้งหมดเพิ่มขึ้นจาก 6.89% เป็น 7.21% แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพการจัดการต้นทุนและการใช้สินทรัพย์ที่ปรับตัวดีขึ้น ซึ่งยังมีโอกาสและช่องทางที่ผู้ประกอบการสามารถศึกษา และพิจารณาเพื่อรับมือกับภาวะเศรษฐกิจได้ โดยประเทศไทยยังคงมีภูมิศาสตร์ที่เชื่อมโยงห่วงโซ่ทางธุรกิจให้กับหลายอุตสาหกรรมในภูมิภาคอาเซียน พร้อมกับปัจจัยความเป็นคลัสเตอร์ทางธุรกิจในบางอุตสาหกรรมอย่างยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์

ประกอบกับแรงหนุนจากค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มอ่อนตัวลง ที่จะทำให้ภาคการส่งออกและการค้าในภูมิภาคยังคงเป็นตลาดที่เต็มไปด้วยโอกาสที่ควรพิจารณา ควบคู่กับการใส่ใจในการบริหารจัดการความเสี่ยงของธุรกิจ

ทั้งนี้หากแยกเป็นรายอุตสาหกรรมมองว่าภาคเกษตรและการส่งออกจะได้รับประโยชน์จากการอ่อนค่าของเงินบาท โดยมองในไตรมาสแรกอาจเห็นเงินบาทอยู่ที่ 34.50 บาทต่อดอลลาร์ ขณะที่ภาคอสังหาริมทรัพย์ยังไม่มีสัญญาณฟองสบู่ เนื่องจากผู้ประกอบการมีการระมัดระวัง และปรับกลยุทธ์ โดยเฉพาะตลาดคอนโดมิเนียมที่จะมุ่งเน้นลูกค้าเฉพาะกลุ่มมากขึ้น ส่วนธุรกิจคมนาคมขนส่ง ยังมีการลงทุน และศักยภาพในการเติบโต แม้ระยะสั้นอาจได้รับผลกระทบบ้าง

นายวศิน ยังกล่าวถึง โอกาสในธุรกิจสื่อสารที่สืบเนื่องจากโครงการทีวีดิจิทัลที่จะก่อให้เกิดการลงทุนในการวางโครงข่าย เพื่อกระจายสัญญาณให้ครอบคลุมทั่วประเทศ โดยคาดว่าจะมีความต้องการสินเชื่อรวมกว่า 1.3 แสนล้านบาท ทั้งในรูปของเงินทุนและวงเงินหมุนเวียน โดยเป็นการประมูลใบอนุญาต 5 หมื่นล้านบาทและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องเช่นผู้ผลิตเนื้อหาที่มีโอกาสอีกมาก

"ยอมรับว่าราคาประมูลทีวีดิจิทัลสูงกว่าที่คาดไว้ค่อนข้างมากทำให้ธนาคารต้องเลือกปล่อยกู้ให้กับผู้ประกอบการเดิมมากกว่าหน้าใหม่ โดยในขณะนี้มีลูกค้าที่เข้ามาขอสินเชื่อประมาณ 5-6 กลุ่ม"