ความในใจเครือข่าย 'ผู้รับใช้ปฏิรูป'

ความในใจเครือข่าย 'ผู้รับใช้ปฏิรูป'

ความในใจเครือข่าย "ผู้รับใช้ปฏิรูป" ทำไมต้อง "รีสตาร์ทประเทศไทย"

ต้องยอมรับว่ากระแส "ปฏิรูปประเทศ" ในทุกๆ ด้าน โดยเฉพาะกับประเด็นปัญหาหนักหนาสาหัสของประเทศอย่าง "คอร์รัปชัน" ตามที่คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) และองค์กรอื่นๆ จุดกระแสขึ้นมานั้น ได้รับเสียงตอบรับที่ "ดังพอ" จากหลายภาคส่วน

เห็นได้จากการปรากฏตัวออกมาของภาคการเมือง ข้าราชการ ภาคประชาสังคม องค์กรธุรกิจ เครือข่ายนิสิตนักศึกษา ปัญญาชน ศิลปิน แม้กระทั่งชาวบ้านร้านตลาดตามตึกแถว ตรอกซอกซอยก็ยังเปิดบ้านเดินออกมาแสดงจุดยืนบนถนน

แต่การปฏิรูปที่หลายฝ่ายวาดหวังไว้นั้น ไม่ได้จำกัดวงแคบอยู่แค่เรื่อง "คอร์รัปชัน" เพียงอย่างเดียว เนื่องเพราะประเด็นนี้เป็น "ปลายน้ำ" ที่มีผลพวงมาจาก "ต้นน้ำ" และ "กลางน้ำ" ซึ่งเป็นเหตุปัจจัยอีกเป็นกองพะเนินที่ทับถมมาเนิ่นนาน

ความจำเป็นที่ต้องปฏิรูป คือความจริงที่ยากปฏิเสธ โดยเฉพาะเมื่อได้ฟังจาก "เครือข่ายผู้รับใช้การปฏิรูปประเทศโดยสันติของประชาชนไทย" ซึ่งได้เสนอตัวเองเป็นอีกหนึ่ง "ตัวช่วย" เพื่อสานฝันปฏิรูปประเทศให้ประสบความสำเร็จ ภายใต้แนวคิด "รีสตาร์ทประเทศไทย"

นพ.พลเดช ปิ่นประทีป ผู้ประสานงานเครือข่าย กล่าวว่า ปัญหาสำคัญของประเทศที่ต้องเร่งปรับปรุงแก้ไขผ่านประเด็นการปฏิรูปมีทั้งหมด 5 ประเด็น ได้แก่ 1.โครงสร้างระบบและกฎหมายที่จำเป็นเพื่อปราบปรามคอร์รัปชันให้ได้ผล 2.โครงสร้างการเมือง การปกครอง และระบบบริหารราชการแผ่นดินเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางด้านรายได้ระหว่างส่วนกลางกับท้องถิ่น อำนาจการจัดการตนเอง งบประมาณทางการใช้ทรัพยากร ส่งเสริมความเท่าเทียม ความรู้สึกเคารพในเกียรติยศศักดิ์ศรี ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมของทุกท้องถิ่น

3.การปฏิรูปโครงสร้างและกระบวนการยุติธรรม โดยปรับปรุงระบบการตรวจสอบทุกด้านให้ทันสมัย มีประสิทธิภาพ ทันเวลาที่จะแก้ปัญหาความอยุติธรรมและการใช้อำนาจโดยมิชอบทั้งปวง 4.การปฏิรูปโครงสร้างเพื่อป้องกันการผูกขาด สร้างธรรมาภิบาลทางเศรษฐกิจเพื่อกระจายรายได้ให้ประชาชนทั้งประเทศอย่างทั่วถึงเป็นธรรม และ 5.การปฏิรูปสังคมเพื่อสร้างพลังพลเมืองที่เข้มแข็ง ทั้งในด้านการศึกษา สื่อสารมวลชน สุขภาพ และสิ่งแวดล้อม

ดร.สมเกียรติ อ่อนวิมล สื่อมวลชนอาวุโส กล่าวว่า ทุกวันนี้บทบาทสื่อเป็นหนึ่งในประเด็นปัญหาที่ถกเถียงกันอยู่ในสาธารณะ แต่ก็ถือเป็นตัวแปรสำคัญที่จะช่วยปฏิรูปประเทศไทยให้บรรลุเป้าหมาย ฉะนั้นสื่อจึงจำเป็นต้องกลับไปค้นหารายละเอียดของปัญหาต่างๆ ซึ่งเรามองว่าเป็นเรื่องของความหลากหลายทางความคิด อิสระ รูปแบบ ปริมาณ คุณภาพ เทคโนโลยีของกลุ่มสื่อต่างๆ ซึ่งต้องประสานกลุ่มวิชาชีพเพื่อก้าวไปสู่การปฏิรูปสื่อ

"ผมคิดว่าพวกเราที่เป็นสื่อหนีไม่พ้นแรงกดดันจากภาคประชาชนว่าต้องการเห็นพวกเราเป็นอย่างไร ก็คงจะเป็นอย่างที่เราควรจะเป็นในระดับสากล คือเราต้องรักษาอิสรภาพ เสรีภาพ ความเป็นตัวของเราเองในการค้นหาความจริง ที่สำคัญเราต้องไม่ละทิ้งความเป็นผู้มีจรรยาบรรณในวิชาชีพ"

นางวรวรรณ ธาราภูมิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.บัวหลวง ถ่ายทอดมุมมองจากภาคธุรกิจว่า ผลวิจัยของอ๊อกซ์แฟม (องค์กรพัฒนาเอกชนสากล) เรื่องความเหลื่อมล้ำของสังคมระบุว่า กลุ่มคนรวยที่ทุจริตเป็นตัวบั่นทอนกระบวนการประชาธิปไตย เพราะออกนโยบายที่เอื้อต่อตนเอง ทำให้สังคมส่วนรวมเสียหาย กลุ่มคนรวยสามารถผลักดันรัฐบาลออกนโยบายอย่างไรก็ได้ ฉะนั้นกลุ่มคนรวยที่ทุจริตจึงเป็นตัวการสร้างความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม

คำถามคือ ประเทศไทยให้ประโยชน์การผูกขาดทางการค้าหรือสัมปทานที่ทำให้เกิดความเสียหายต่อส่วนรวมหรือไม่ มีการเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มคนรวยส่งผ่านนโยบายไปยังรัฐให้ออกกฎหมายเอื้อประโยชน์เฉพาะกลุ่มหรือไม่ และเมื่อคนรวยหรือผู้มีอิทธิพลทำผิดกฎหมาย กระบวนการยุติธรรมกลับทำอะไรไม่ได้ มีการสั่งไม่ฟ้องคดี หรือก่อนตัดสินคดีก็มีคนกระซิบให้หนี หรือฟ้องแล้วใช้เวลาหลายสิบปีกระทั่งคนเหล่านี้เสียชีวิตไปก่อนหรือไม่

ทั้งนี้ ร็อค เจย์ แรมแกรมเมอร์ รองประธานสถาบันเคียว ประเทศเยอรมนี ระบุว่า ผลทางหนึ่งที่จะช่วยลดปัญหาของประเทศไทย คือ ต้องมองหาเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพมาช่วยในการกระจายรายได้ และมีระบบภาษีที่โปร่งใสมากขึ้น ที่สำคัญต้องมีการแยกบทบาทของบุคคลในกลุ่มการเมืองกับกลุ่มธุรกิจอย่างชัดเจน ควรหยุดให้นักการเมืองแสวงหาผลประโยชน์จากธุรกิจ

นายบำรุง คะโยธา อดีตแกนนำสมัชชาคนจน นายกองค์การบริหารส่วนตำบลสายนาวัง อ.นาคู จ.กาฬสินธุ์ กล่าวว่า 2-3 ปีมานี้ไม่ได้ยินรัฐบาลพูดถึงนโยบายภาคเกษตรและภาคชนบทเลย รัฐบาลพูด 2 คำ คือ ค่าแรง 300 บาท และจำนำข้าว ซึ่งเจ๊งทั้งสองเรื่อง กับพี่น้องประชาชนชาวไร่ชาวนานั้นมืดมนจริงๆ ต่อสู้มา 30-40 ปี ถ้าปล่อยเป็นแบบนี้ต่อไปจะเจ๊งกันหมดทุกระบบ

"นายอำเภอบ้านผมให้ ส.ส.พรรคหนึ่งตีตั๋วเครื่องบินไปหาคนที่ดูไบเพื่อจะขยับไปอำเภอที่ใหญ่ขึ้น ไม่ได้เป็นปลัดจังหวัดอะไร ขนาดนายอำเภอยังล้วงลูกขนาดนี้ ผมว่าราชการล้มเหลวเป็นทาสการเมือง ชาวนาเป็นทาสผีบ้าผีบอ ก่อนหน้านี้เคยทำงานด้านปฏิรูปแต่ไม่มีใครฟัง วันนี้ถึงเวลาแล้ว"

นายปราโมทย์ ไม้กลัด อดีตสมาชิกวุฒิสภา และอดีตอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ระบบราชการของประเทศไทยถูกแทรกแซงโดยนักการเมืองเป็นอย่างมาก ทำให้ข้าราชการไม่กล้าใช้ความรู้ความสามารถอย่างเต็มที่ และก่อนหน้านี้มีการปรับปรุงโครงสร้างหน่วยงานราชการ แต่ก็ไม่ใช่การแก้ไขปัญหาอย่างถูกจุด ส่วนตัวในฐานะที่เป็นข้าราชการเก่ามองว่าการแก้ไขโครงสร้างราชการนั้นต้องใช้เวลา แต่สิ่งที่ต้องแก้ไขก่อนเป็นอันดับแรกคือการป้องกันการแทรกแซงจากฝ่ายการเมืองให้ได้

นายเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ศิลปินแห่งชาติ สะท้อนปัญหาที่ต้องปฏิรูปผ่านบทกลอน ถอดความได้ว่า การปฏิรูปประเทศไทยนั้นต้องยกเครื่องใหม่ โดยส่วนสำคัญที่ต้องปฏิรูปคือ 1.นักการเมืองที่มีอำนาจแล้วไม่ฟังประชาชน 2.ระบบสภาผู้แทนราษฎร 3.ระบบสื่อสารมวลชน 4.ระบบยุติธรรมทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ และ 5.ระบบการศึกษา

ทั้งหมดคือทัศนะจากภาคส่วนต่างๆ ที่เสนอตัวเป็น "ผู้รับใช้การปฏิรูป" ซึ่งเป็นกลุ่มคนจากหลากหลายที่มาอีกกลุ่มหนึ่งที่ออกมาส่งเสียงเรียกร้องให้เกิดการปฏิรูปประเทศอย่างแท้จริง!