เปิด 4 นโยบายหลัก'ภูมิใจไทย'

เปิด 4 นโยบายหลัก'ภูมิใจไทย'

"เสี่ยหนู" อนุทิน ชาญวีรกูล แจงนโยบายหลักในการเลือกตั้งครั้งนี้ว่า พรรคภูมิใจไทยมีนโยบาย 4 ข้อ

1.ยกหนี้ กยศ.ตั้งกองทุนการศึกษา 36,000 ล้านบาท

" อนุทิน " อธิบายว่า ปัจจุบันมีบัณฑิตเกือบ 2 ล้านคน เป็นหนี้เฉลี่ยทันที 2 แสนบาทต่อคน เราเชื่อว่า บัณฑิตใหม่ หากต้องเริ่มต้นชีวิตด้วยภาระหนี้สิน ที่มากกว่าเงินเดือนกว่าหลายสิบเท่าตัว จะเป็นการบั่นทอนมากกว่าเป็นการเริ่มต้น เราจึงทำให้เขามีคุณภาพชีวิตที่ตั้งแต่เริ่มแรก ถ้าปล่อยไป ยอดคนจำนวนนี้จะเพิ่มมากขึ้น เราจึงยกหนี้ให้เลย เพราะยังไงเขาก็ไม่คืนอยู่แล้ว

"แต่เรามีข้อแม้ว่า ต้องไปทำงาน นำหลักฐานการทำงานในระบบ หรือใบเสียภาษีเงินได้ มาแสดง เราก็ปลดหนี้ โดยเชื่อว่าหากเขาปลดซึ่งภาระหนี้สิน และในอนาคต เงินเดือนก็จะได้เพิ่มขึ้น การชำระคืนก็จะมาในรูปของการเสียภาษี เป็นนโยบายที่จะทำให้กลุ่มบุคคลที่เราจะต้องฝากประเทศไว้ในอนาคต ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี"

2.เบี้ยเลี้ยงผู้สูงอายุ คนละ 3,000 บาทต่อเดือน

" อนุทิน" แจงว่า ทุกวันนี้มีการจ่ายให้ผู้สูงอายุ พ่อแม่ ปู่ ย่า ตา ยาย อยู่แล้ว ส่วนเงินช่วยเหลือเดือนละ 600 บาท แทบจะสูญเปล่า ชีวิต แทบไม่ได้ดีขึ้น ภาระแทบได้ลดลง

ดังนั้นหากเราเพิ่มเบี้ยเป็น 3,000 บาท เฉลี่ยวันละ 100 บาท น่าจะอยู่ได้ ผู้สูงอายุก็ไม่เป็นภาระกับลูกหลานมากเหมือนเมื่อก่อน เงินที่นำมาใช้นโยบายนี้ประมาณ 2 แสนล้านบาท มาจากงบฯที่มีอยู่แล้วในปัจจุบัน

3.พ.ร.บ.ประกันรายได้เกษตรกร

สำหรับนโบบายข้อนี้ "อนุทิน "บอกว่า เป็นการให้หลักประกันว่า ชาวนา ชาวไร่ จะไม่ประสบภาวะขาดทุน โดยประกันราคาสินค้าการเกษตร ในอัตราที่อ้างอิงกับราคาตลาดโลกและในราคาที่รัฐเห็นว่าเหมาะสม

"ทั้งนี้ไม่ใช่เฉพาะข้าว เราครอบคลุมสินค้าการเกษตรเป็นหลัก อาทิ ข้าวหอมมะลิ 20,000 ข้าวเปลือกเจ้า 15,000 ยางพารา 90 ต่อกิโล มันสำปะลัง 3 บาทต่อกิโล อ้อย 1,200 ต่อตัน และปาล์ม 5 บาทต่อกิโล"

4. แก้กฎหมายธุรกิจ

" อนุทิน" อธิบายว่า ที่ผ่านมา ภาคธุรกิจขอใบอนุญาต ไม่ว่าสร้างโรงงาน เครียร์สินค้า อนุมัติวัตถุดิบ นำเข้า-ส่งออก ใช้เวลานาน มีขั้นตอนเยอะ จะผลักดันให้มี กม.ที่ใช้ขั้นตอนเวลาน้อยในการอนุมัติ การอนุมัติขึ้นอยู่กับข้อกำหนดจะไม่ให้บุคคลใด บุคคลหนึ่งใช้ดุลพินิจ มีมาตรการช่วยเหลือดูแลนักลงทุนเหล่านี้ ให้ระบบ เป็นตัวกำหนด เป็นตัวตัดสินและรัฐเป็นผู้กำหนดคุณสมบัติ

"นอกจากนี้นโยบายทั้ง 4 จะสนุบสนุน เอื้อซึ่งกันและกัน ให้ความสะดวกรวดเร็วลดขั้นตอน ปริมาณความยุ่งยาก ต้นทุนก็ลดลง การจ้างงานก็เพิ่มขึ้น เมื่อภาคธุรกิจสะดวก การจ้างงานเยอะ คนจบการศึกษามีงานทำเสียภาษีให้รัฐได้ ทำงานแล้วมีประสิทธิภาพผู้ประกอบการได้ด้วย คนที่อยู่ภูมิลำเนาก็ทำนาได้ เพราะมีการประกันราคาพืชผล จึงไม่มาเป็นภาระคนทำงานในกรุง ผู้สูงอายุ มีเงินใช้เดือนละ3,000 ไม่เป็นภาระลูกหลาน ครบวงจร "

และแม้ว่านโยบายทั้ง4 จะดูเหมือนใช้เงินจำนวนมหาศาล กว่า 4 แสนล้านบาท แต่ " อนุทิน " ยืนยัน ว่าจะไม่มีผลกระทบแต่อย่างใด

"เพราะเรามีที่มาของรายได้ คือ ปรับลดราคากลางในหมวดงบประมาณลงทุน 20 เปอร์เซ็นต์ ทุกวันนี้มีการจ่ายเงินใต้โต๊ะอยู่แล้ว 30-50 เปอร์ เราตัด 20 เปอร์เซ็นในงบลงทุน เป็นการตัด คอรัปชั่นที่ต้นทางด้วย และนำรายได้นอกงบประมาณ(รัฐวิสาหิจ) เข้ามาเป็นรายได้ภาครัฐ 5 หมื่นล้านบาท ,มีการจัดเก็บภาษีสรรพสามิต สินค้าฟุ่มเฟือยเพิ่มขึ้นอีกปีละ 15,500 ล้านบาท และจากการบริหารจัดสรรงบที่มีอยู่แล้วของทุกๆปี ที่จะมีการเพิ่มอยู่แล้ว 10-12 เปอร์เซ็นต์ งบที่เพิ่มสามารถนำมาใช้ในส่วนนี้ได้ ถ้าเราได้เป็นรัฐบาลหรือมีส่วนเกี่ยวข้อง กับการจัดสรร การหมุนเงิน ใช้เงินให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ใช้เงิน 4 แสนล้านต่อปี เทียบกับงบทั้งหมดของประเทศ 6-7 เปอร์เซ็นต์ น้อยมาก "

"อนุทิน" บอกว่านโยบายของพรรค เป็นการปลดปล่อยภาระเพิ่มคุณภาพชีวิต ยืนยันว่า จะทำทันที จะซื้อเวลาไม่ได้ เชื่อว่าถ้าสถานการณ์การเลือกตั้งปกติ เราจะผลักดันให้ถึงมือประชาชนเร็วที่สุด ยืนยันทำได้จริง และคาดหวังว่า นโยบายทั้งสี่นี้ จะทำให้ได้ ส.ส.ไม่น้อยกว่าเดิม เชื่อว่านโยบายเหล่านี้โดนใจ เขาต้องเลือกเรา เลือกให้เราสามารถ เข็นนโยบายเหล่านี้ให้เป็นไปตามเป้าหมายของเราให้ได้ พรรคการเมืองต้องขายนโยบาย บางพรรคขายความฝัน มีนโยบายฟุ่มเฟือย แต่เราทำจริง มีนโยบายไม่กี่ข้อ แต่สิ่งดีๆทั้งหลายก็จะเกิดกับประเทศ