ทบ.แจงอย่ากดดันผบ.ทบ.ทหารมีข้อจำกัด

ทบ.แจงอย่ากดดันผบ.ทบ.ทหารมีข้อจำกัด

รองโฆษกทบ.เผยถ้าจลาจล ทหารพร้อมออก แต่มีข้อจำกัด จี้อย่ากดดันผบ.ทบ. ระบุสื่อมวลชนต้องระมัดระวังไม่ขยายความเกลียดชัง

พ.อ.วินธัย สุวารี รองโฆษกกองทัพบก กล่าวถึงการทำหน้าที่ดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยของกองทัพบกภายหลังพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.)เป็นประธานในการประชุมสรุปสถานการณ์ประจำวันว่า ทาง ผบ.ทบ.ได้ชี้แจงทำความเข้าใจว่าการปฏิบัติงานในปัจจุบัน ทหารปฏิบัติหน้าที่ในหลายมิติ แต่อยู่ภายใต้กรอบกฎหมาย โดยได้จัดกำลังกว่า 5,000 คน เพื่อสนับสนุนการทำงานของศูนย์รักษาความสงบ (ศรส.) ในภารกิจต่างๆ ได้แก่ 1.การตั้งด่านตรวจและจุดตรวจ 2.การจัดกำลังเข้ารักษาความปลอดภัยสถานที่สำคัญต่าง ๆ 3.การจัดสายตรวจ โดยให้สารวัตรทหาร (สห.) โดยรอบพื้นที่ชุมนุมและพื้นที่พ.ร.ก.ฉุกเฉิน 4.การจัดชุดปฏิบัติการช่วยเหลือประชาชนกรณีเกิดเหตุรุนแรง 5.เตรียมแผนและกำลังเพื่อเผชิญเหตุกรณีต่างๆ ซึ่งสถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นมีแต่จะสร้างความเกลียดชัง สร้างความไม่ไว้วางใจซึ่งกันและกัน เกิดความหวาดระแวง ระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐ และประชาชนแต่ละฝ่าย ดังนั้นเมื่อเกิดเหตุความรุนแรงใด ๆ เจ้าหน้าที่ต้องใช้กฏหมายเข้าดำเนินการ และประชาชนทุกฝ่ายต้องช่วยกันเร่งรัดให้ข้อมูล ติดตาม ขับเคลื่อนให้กลไกหลักดำเนินการ ส่วนการสืบสวนสอบสวนทำคดีต่างๆ กฎหมายได้กำหนดให้เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทางทหารคงไม่สามารถเข้าไปยุ่งเกี่ยวได้

"การปฏิบัติของทหารปัจจุบัน คือการเฝ้าระวัง แจ้งเตือน ป้องปราม และเข้าคลี่คลายสถานการณ์ แต่บางครั้งอาจเป็นไปได้อย่างจำกัด ส่วนการทำคดีที่อาจล่าช้าไป หรือยังไม่ได้ดำเนินการ ก็จะช่วยเร่งรัดให้ ดังนั้นไม่อยากให้มีการกดดันผบ.ทบ. เพราะขณะนี้ทางผบ.ตร. มีอำนาจตามกฎหมายพ.ร.ก.ฉุกเฉิน และรับผิดชอบทุกอย่าง ส่วนเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้น ผู้ที่ต้องรับผิดชอบมีหลายฝ่าย ตั้งแต่รัฐบาลลงไปที่ต้องแสดงความคืบหน้าการดำนินการในแต่ละเหตุการณ์อย่างโปร่งใส เที่ยงตรง และเที่ยงธรรม ส่วนกลุ่มกปปส.หรือกลุ่มผู้ชุมนุมจะต้องควบคุมกันเองให้ได้ ไม่ละเมิดกฎหมายหรือปลุกระดมสร้างความรุนแรง เจ้าหน้าที่ทุกส่วนต้องปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มประสิทธิภาพตามอำนาจและหน้าที่ภายใต้กฎหมาย ส่วนสื่อมวลชนก็ต้องระมัดระวัง ไม่ขยายความเกลียดชัง หรือสร้างเงื่อนไขให้เพิ่มขึ้น"พ.อ.วินธัย กล่าว

พ.อ.วินธัย กล่าวว่า ขอให้ประชาชนเข้าใจว่า ทหารไม่มีอำนาจพิเศษภายใต้กฎหมายปัจจุบัน ขออย่าได้ตำหนิติเตียนทหาร เพราะทหารยังคงต้องปฏิบัติงานชายแดนอย่างเต็มความสามารถ ส่วนกำลังที่ว่างเว้นจากภารกิจยังคงต้องมีการฝึก เตรียมการเรื่องต่างๆ ทำหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อย และยังต้องจัดกำลังดูแลรักษาความปลอดภัยสนับสนุนการเลือกตั้ง ทั้งนี้ทางผบ.ทบ. ห่วงใยและคำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชนทุกฝ่ายอย่างมีสติ และใช้ปัญญาช่วยแก้ไขปัญหามาตลอด โดยคำนึงถึงความมั่นคงของสถาบันหรือองค์กรหลักของชาติต่าง ๆ

"สถานการณ์ที่คนไทยกำลังขัดแย้ง และกำลังต่อสู้กัน ขอให้คิดว่าอยู่ในความรับผิดชอบของใครหรือคนไทยทุกคนต้องช่วยกัน ส่วนทหารถูกออกแบบไว้ต่อสู้กับอริราชศัตรูจากนอกประเทศเป็นหลัก แต่เมื่อใดเกิดการจลาจลขึ้นในประเทศ หรือมีกองกำลังต่างชาติเข้ามา ทหารจึงจะมีอำนาจหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญอย่างถูกต้องและสมบูรณ์ ทหารจะไม่ทำตามคำพูดหรือคำปลุกปั่นยุยงของใครก็ตามที่จะให้ทหารทำอะไรที่ไม่ถูกต้อง โดยสรุปทางพล.อ.ประยุทธ์ ได้แต่หวังว่า คงไม่มีสถานการณ์ที่รุนแรงจนทุกฝ่ายถอยกันไม่ได้ เพราะจะทำให้ประเทศชาติย่อยยับ ทุกคนต้องเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม เพราะยังมีคนดีอีกมาก อย่าคิดว่า เชื่อมั่นอะไรไม่ได้ เพราะจะเป็นอันตรายต่อประเทศในระยะยาว ดังนั้นทุกพวก ทุกฝ่าย ส่วนหนึ่งจะต้องพยายามแก้ไขปัญหากันเองให้ได้ และขอให้เชื่อมั่นว่าทุกอย่าง จะยุติลงได้ ด้วยกระบวนการยุติธรรมเท่านั้น และทุกฝ่ายต้องยอมรับ ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมายได้ในที่สุด"รองโฆษกทบ.กล่าว

เมื่อถามถึงกรณีที่ทางรัฐบาลจะขอใช้พื้นที่ในหน่วยทหารเป็นสถานที่จัดการเลือกตั้ง พ.อ.วินธัย กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีหนังสือร้องขอมายังกองทัพบก แต่ในหลักการ เรายึดแนวทางเดิมว่า การจัดการเลือกตั้งไม่น่าจะเหมาะที่จะใช้หน่วยทหาร คิดว่า กิจกรรมการเลือกตั้งเป็นกิจกรรมสาธารณะที่ไม่น่าใช้ลักษณะพื้นที่ปิด โดยทางกองทัพไม่มีนโยบายที่จะให้ใช้สถานที่หน่วยทหารเป็นสถานที่เลือกตั้งแต่อย่างใด ส่วนการรักษาความปลอดภัยในการเลือกตั้งนั้น ทางทหารคงอยู่จะดูแลความสงบเรียบอยู่ภายนอก คงไม่ได้อยู่ภายในหน่วยเลือกตั้ง ส่วนเจ้าหน้าที่ตำรวจจะดูแลความสงบเรียบร้อยในพื้นที่วงใน