กสิกรฯขายตราสารหนี้ตปท.ยิลด์สูง3.20%

กสิกรฯขายตราสารหนี้ตปท.ยิลด์สูง3.20%

บลจ.กสิกรไทย ส่งกองทุนตราสารหนี้ต่างประเทศซีรีส์ใหม่ ยิลด์สูงสุด 3.20% มั่นใจสถานการณ์ค่าเงินอาร์เจนตินา-ตุรกี ไม่กระทบกองทุน

นายนาวิน อินทรสมบัติ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กสิกรไทย จำกัด (บลจ.กสิกรไทย) เปิดเผยว่า ในวันที่ 30 มกราคม – 3 กุมภาพันธ์ 2557 นี้ บลจ.กสิกรไทย จะเสนอขายกองทุนเปิดเค เอ็นแฮนซท์ ตราสารหนี้ต่างประเทศ 6 เดือน เจ (KEFF6MJ) ประมาณการผลตอบแทนหลังหักค่าใช้จ่ายกองทุนที่ 3.05 % ต่อปี และกองทุนเปิดเค เอ็นแฮนซท์ ตราสารหนี้ต่างประเทศ 1 ปี ซี (KEFF1YC) ประมาณการผลตอบแทนหลังหักค่าใช้จ่ายกองทุนที่ 3.20 % ต่อปี โดยทั้งสองกองทุนดังกล่าว ผู้ลงทุนสามารถลงทุนได้ด้วยเงินขั้นต่ำ 1,000,000 บาท เพื่อเสนอเป็นทางเลือกแก่ผู้ลงทุนที่มีสินทรัพย์ในการลงทุนสูงและสามารถยอมรับความเสี่ยงได้มากขึ้น โดยต้องการสร้างโอกาสรรับผลตอบแทนที่สูงขึ้น ทั้งนี้กองทุนดังกล่าวมีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนทั้งจำนวน และสำหรับผู้ลงทุนบุคคลธรรมดาไม่ต้องเสียภาษี

ด้านสถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบัน นายนาวินกล่าวว่า จากสถานการณ์เรื่องค่าเงินสกุลเปโซของอาร์เจนตินามีการอ่อนค่าลงมาแรงในช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา อาจก่อให้เกิดความกังวลต่อนักลงทุนเกี่ยวกับผลกระทบต่อค่าเงินของประเทศในแถบลาตินอเมริกาและตลาดเกิดใหม่ให้มีการอ่อนค่าตามไปด้วย รวมไปถึงความกังวลว่าจะทำให้เงินลงทุนไหลออกจากประเทศตลาดเกิดใหม่ ซึ่งจะส่งผลเสียต่อเนื่องไปถึงเศรษฐกิจโลกในภาพรวมด้วย ทั้งนี้กองทุนตราสารหนี้ต่างประเทศที่ บลจ.กสิกรไทยได้มีการเสนอขายในสัปดาห์นี้ จะไม่มีการลงทุนในตราสารหนี้ของสถาบันการเงินในอาร์เจนตินา แต่จะมีการลงทุนในตราสารหนี้ที่ออกโดยสถาบันการเงินในตุรกีและบราซิล

บลจ.กสิกรไทยประเมินว่า ปัญหาดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อตลาดเกิดใหม่ในภาพรวม แต่จะไม่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยยะสำคัญต่อประเทศอื่นๆ ที่บลจ.กสิกรไทยจะเข้าไปลงทุน นอกจากนี้การลงทุนส่วนใหญ่จะลงทุนในสกุลเงินดอลลาร์ ซึ่งกองทุนมีนโยบายป้องกับความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนเต็มจำนวนอยู่แล้ว และจากเหตุการณ์ดังกล่าว ล่าสุดด้านธนาคารกลางตุรกีได้ออกมาตรการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เพื่อป้องกันการไหลออกของเงินทุนและส่งผลให้ค่าเงินตุรกีปรับตัวแข็งค่าขึ้นในเวลาต่อมา ส่วนกระแสข่าวเรื่องปัญหาของระบบทรัสต์ที่เกิดขึ้นกับสถาบันการเงินในประเทศจีน ที่คาดว่าธนาคารจะมีประกาศการผิดนัดชำระหนี้ของบริษัทผู้ออกตราสารประเภททรัสต์ (Trust) ซึ่งปัจจุบันมีปัญหาด้านสถานะทางการเงิน โดยปัญหาดังกล่าวทำให้นักลงทุนเกิดความกังวลต่อผลกระทบทางเศรษฐกิจและระบบการเงินในจีน

อย่างไรก็ตาม บลจ.กสิกรไทยไม่มีการลงทุนในตราสารประเภททรัสต์ดังกล่าว แต่มีการลงทุนในเงินฝากและตราสารหนี้ของธนาคารจีนที่มีสาขาในต่างประเทศ ได้แก่ สาขาฮ่องกงและมาเก๊า ซึ่งมีระบบการเงินที่เข้มงวดมากกว่าในประเทศจีน นอกจากนี้ธนาคารจีนส่วนใหญ่ที่ บลจ.กสิกรไทยเข้าไปลงทุน เป็นสถาบันการเงินชั้นนำของประเทศที่ถือหุ้นใหญ่โดยรัฐบาลจีน ซึ่งมีอันดับความน่าเชื่อถือสูงในระดับ A และมีเงินทุนสำรองอยู่ในระดับสูง จึงมีความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระหนี้ค่อนข้างต่ำ จึงทำให้ผู้ลงทุนเชื่อมั่นต่อตราสารหนี้ที่บลจ.กสิกรไทยจะเข้าไปลงทุนได้ อย่างไรก็ตาม บลจ.กสิกรไทยจะมีการติดตามสถานการณ์ดังกล่าวอย่างใกล้ชิด นายนาวินกล่าวในที่สุด

นายนาวินกล่าวต่อไปว่า สำหรับตราสารที่กองทุนเปิดเค เอ็นแฮนซท์ ตราสารหนี้ต่างประเทศ 6 เดือน เจ (KEFF6MJ) จะเข้าไปลงทุนในเบื้องต้นประกอบด้วยเงินฝากของ China Construction Bank Corporation, สาขาฮ่องกง และเงินฝากของ Akbank T.A.S., ประเทศตุรกี ซึ่งได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับสากลจาก Fitch Ratings ที่ A และ BBB ตามลำดับ นอกจากนี้ยังลงทุนในตราสารหนี้ Yapi Kredi Bankasi A.S., ประเทศตุรกี และตราสารหนี้ BTG Investments LP ที่รับประกันโดย BTG Pactual Holding S.A., ประเทศบราซิล ซึ่งได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับสากลจาก Fitch Ratings ที่ระดับ BBB และ BBB- ตามลำดับ รวมทั้งยังลงทุนในตั๋วแลกเงิน บริษัท อยุธยา แคปปิตอล ออโต้ ลีส จำกัด (มหาชน), ประเทศไทย ซึ่งได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือจาก TRIS ที่ระดับ A+ ด้านกองทุนเปิดเค เอ็นแฮนซท์ ตราสารหนี้ต่างประเทศ 1 ปี ซี (KEFF1YC) ในเบื้องต้นคาดว่าจะลงทุนในเงินฝากของ China Construction Bank Corporation, สาขาฮ่องกง และเงินฝาก Bank of China, สาขามาเก๊า ซึ่งทั้งคู่ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับสากลจาก Fitch Ratings ที่ A นอกจากนี้ยังลงทุนในตราสารหนี้ Banco Santander (Brasil) S.A. และตราสารหนี้ Banco ABC Brasil S.A., ประเทศบราซิล รวมทั้งยังลงทุนในตราสารหนี้ BTG Investments LP ที่รับประกันโดย BTG Pactual Holding S.A., ประเทศบราซิล ซึ่งทั้งหมดได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับสากลจาก Fitch Ratings ที่ระดับ BBB, BBB- และ BBB- ตามลำดับ โดยทั้ง 2 กองทุนดังกล่าวมีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนเต็มจำนวน

นอกจากนี้ เพื่อเป็นทางเลือกแก่ผู้ลงทุนทั่วไปที่ต้องการลงทุนในระยะสั้นและสามารถยอมรับความเสี่ยงได้ต่ำ แต่ต้องการโอกาสรับผลตอบแทนที่น่าสนใจกว่าการลงทุนกับตราสารหนี้ในประเทศ ในช่วงเวลาเดียวกัน บลจ.กสิกรไทยยังเปิดเสนอขายกองทุนเปิดเค ตราสารหนี้ 3 เดือน ดีวาย (KFI3MDY) ประมาณการผลตอบแทนหลังหักค่าใช้จ่ายกองทุนที่ 2.85% ต่อปี โดยสามารถลงทุนด้วยเงินขั้นต่ำเพียง 5,000 บาท ซึ่งกองทุนดังกล่าวจะลงทุนในเงินฝากของ Bank of China, สาขามาเก๊า และเงินฝากของ Garanti Bank, ประเทศตุรกี เช่นเดียวกัน นอกจากนี้ยังลงทุนในตราสารหนี้ประเทศไทยของธนาคารทิสโก้ ไทย จำกัด (มหาชน)(A/TRIS) และธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)(AA-(tha)/Fitch) รวมทั้งยังลงทุนในตราสารหนี้ บริษัท โตโยต้า ลีสซิ่ง (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือจาก TRIS ที่ระดับ AAA โดยกองทุนดังกล่าวมีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนเต็มจำนวน

ผู้ที่สนใจลงทุนกับกองทุน KFI3MDY, กองทุน KEFF6MJ และกองทุน KEFF1YC สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและขอรับหนังสือชี้ชวนเสนอขายได้ที่ธนาคารกสิกรไทยทุกสาขา หรือสอบถาม KAsset Contact Center 0 2673 3888