ผู้ป่วยมะเร็งกับโยคะ

ผู้ป่วยมะเร็งกับโยคะ

เกศสุดาหรือครูเกด แบ่งปันประสบการณ์ในเวิร์คช็อปสำหรับผู้ป่วยมะเร็ง โดยนำเสนอเคสตัวอย่างที่ใช้โยคะกล่อมเกลาจิตใจและพฤติกรรม

ผู้เขียนได้รับเชิญให้ไปร่วมแบ่งปันประสบการณ์ในการดูแลตัวเอง ในเวิร์คช็อปสำหรับผู้ป่วยมะเร็ง ญาติผู้ป่วยและผู้ที่ต้องดูแลผู้ป่วยที่โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ ผู้จัดเวิร์คช็อปคือ คุณจิ๋ม-อรทัย ชะฟู ซึ่งเคยป่วยเป็นมะเร็งปอด ใช้เวลาดูแลรักษาตัวเองมาตลอด 12 ปี และปัจจุบันเชื้อมะเร็งนั้นได้หายไปแล้ว

ประสบการณ์ต่างๆ ในการดูแลตัวเองที่ทำให้เธอผ่านพ้นมาถึงจุดนี้ได้กลายเป็นแรงบันดาลใจที่จะใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ให้มีคุณค่าและมีความสุข เธอจึงได้เริ่มแบ่งปันการเรียนรู้นี้โดยเป็นอาสาสมัครช่วยเหลือหมอพยาบาลที่ดูแลผู้ป่วยมะเร็ง ให้คำปรึกษาส่วนตัวกับผู้ป่วยโดยตรงและผ่านโรงพยาบาลมาเรื่อยๆ ตั้งแต่สุขภาพเธอดีขึ้นซึ่งก็ 7 ปีมาแล้วที่เธอค่อยๆ แบ่งปัน

คุณจิ๋มเชิญผู้เขียนเข้าร่วมในฐานะที่เธอเรียกว่า ครูคนแรกที่ทำให้ค้นพบตัวตน ค้นพบจิตวิญญาณ รู้วิธีการดูแลร่างกายและจิตใจในยามป่วยไข้ด้วยวิถีของโยคะ นพลักษณ์และการให้คำปรึกษา เธอมักจะเล่าเสมอว่า ผู้เขียนคือคนๆ แรกที่กอดเธอ ทำให้เธอรู้จักการกอดที่แท้จริง กอดที่ทำให้อัตตาตัวตนที่แข็งกร้าน เกร็ง กลัวนั้น หลอมละลาย

วันนี้เธอยากให้กลุ่มผู้ป่วยได้มีโอกาสได้รู้จักกับครูของเธอ และได้เรียนรู้วิธีที่จะดูแลตัวเอง แต่ที่สำคัญที่สุด คุณจิ๋มกระซิบบอกว่า ที่แท้แล้วเป้าหมายลึกๆ คืออยากให้ครูได้เห็น ได้รับรู้และชื่นชมว่า สิ่งที่เธอเรียนรู้ ประสบการณ์ในชีวิต จากคนที่แทบไม่มีเรี่ยวแรงที่จะมีชีวิตอยู่ในโลกนี้ กลับกลายมาเป็นผู้ที่คอยช่วยเหลือแบ่งปันให้กับเพื่อนมนุษย์ที่มีปัญหาเช่นกัน จุดนี้คือจุดที่สะเทือนใจระหว่างเรา เมื่อไหร่ที่จุดเปราะบางในตัวของคุณจิ๋มได้เปิดเผยออกมา นั่นคือความงดงามในสายสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์เราเชื่อมต่อกันได้

คุณจิ๋มตรวจพบมะเร็งปอดเมื่ออายุ 31 ปี และปัจจุบัน 43 ปีแล้ว เธอรักษาด้วยการฉายแสงและก็แนวทางเลือกแทบทุกแบบ ในระหว่างนั้นสภาพจิตใจหวั่นไหว สั่นคลอน หมดหวัง เปลี่ยนแปลงขึ้นลง นอนไม่หลับจนต้องพบจิตแพทย์ และใช้ยาช่วยนอนหลับมาตลอด เธอได้ยินมาว่าฝึกโยคะจะช่วยเรื่องปัญหาท้องผูก ความเครียด กังวล ช่วยให้ปอดแข็งแรง จึงได้เข้าไปร่วมเรียนที่โรงพยาบาลเอกชนที่จัดให้ผู้เขียนไปสอน

ประสบการณ์ในการฝึกโยคะครั้งแรกเกือบทำให้เธอหมดกำลังใจ เพราะร่างกายของเธอนั้นตึงมาก จะโน้ม จะแอ่น เอียง บิดใดๆ ทำได้ยาก เหนื่อยง่าย การหายใจที่ติดขัด อ่อนแรง ลมขึ้นตลอด และบุคลิกภาพที่โดดเด่นคือรอไม่ค่อยได้ อึดอัดได้ง่ายถ้าต้องทำอะไรช้าๆ ผู้เขียนเห็นสภาพร่างกายของคุณจิ๋มแล้วคิดว่าจะไม่ได้ประโยชน์มากนักกับการมาเรียนกลุ่ม จึงแนะนำให้เธอมาเรียนส่วนตัวกับผู้เขียน

ประเด็นสำคัญที่ท้าทายความรู้สึกเธอมาก จากการฝึกโยคะครั้งแรกที่โรงพยาบาล คือการได้รู้จักกับท่าศพหรือท่าตาย ซึ่งชื่อนี้เข้าไปสะเทือนสิ่งที่เธอกำลังเผชิญอยู่ โรคร้ายและความตาย ท่าศพนั้นตอกย้ำ และทำให้ความกลัวถูกกระตุ้นขึ้นมาอีก

โปรแกรมบำบัดของคุณจิ๋มนั้น นอกจากจะเป็นเรื่องการให้คำปรึกษาแล้ว แนวทางการฝึกเจริญสติต่างๆ การวาดภาพ การจดบันทึก การเรียนรู้จักตัวเอง รู้จักความคิดที่ติดยึด กิเลสหลัก การฝึกสังเกตความคิด อารมณ์ การกระทำทุกๆวัน แล้วก็การนำเอาแนวทางการผ่อนคลาย จากการฝึกอาสนะแบบเสริมสร้างแบบสมาธิ และที่สำคัญคืออาสนะเพื่อการผ่อนคลาย

ในช่วงแรกๆ ความคิดและอารมณ์ของเธอนั้นไปเร็วกว่าร่างกายที่จะตามทัน ขบวนการฝึกฝนได้ช่วยให้เธอฟังเสียงร่างกาย ให้ร่างกายเป็นผู้คอยนำทาง เมื่อเธอได้เรียนรู้ที่จะตามร่างกาย มากกว่าที่จะฝืนจะเอาชนะหรือสู้กับสภาวะที่จำกัดของร่างกาย และก็หมั่นนำแนวทางนี้ไปใช้ทั้งในห้องเรียนและในชีวิตประจำ มันทำให้เธอยอมที่จะช้าลง ระมัดระวังมากขึ้น

แน่นอนว่าคุณจิ๋มได้เริ่มปรับความเข้าใจที่ถูกต้องต่อการฝึกอาสนะผ่อนคลายที่สำคัญคือท่าศพ ท่าศพคือท่าที่จะทำให้ผู้ฝึกต้องเผชิญหน้ากับความจริง เป็นการทำให้ร่างกายและจิตใจไปสู่สภาวะผ่อนคลายอย่างเต็มที่ ที่ชื่อท่าศพ หรือศวาสนะ ก็เพราะต้องการให้ผู้ฝึกเรียนรู้ที่จะปล่อยวางทุกสิ่งทุกอย่าง

การนอนหงายและให้ฝ่ามือเปิดออก ไม่เกร็งส่วนหนึ่งส่วนใดในร่างกาย ผ่อนคลายใบหน้า หลับตาเบาๆ ในท่านี้ร่างกายทุกส่วนจะได้พักเต็มที่ หากการฝึกได้ผลจะนำพาไปสู่ความสงบ ผ่อนคลายและระบบประสาทพาราซิมพาเทติกได้ทำงาน

คุณจิ๋มมาเข้าโปรแกรมกับผู้เขียนอาทิตย์ละ 3 วันในช่วงเดือนแรกๆ และนำไปปรับในชีวิตประจำวัน เธอค่อยๆ ผ่อนคลาย มีความรู้สึกที่ดีต่อท่าศพ การฝึกอาสนะที่ได้พักลงไปในท่าแต่ละท่า ฝึกลมหายใจ ฝึกการเคลื่อนไหว ที่ออกแรงให้น้อยที่สุด อ่อนโยนต่อร่างกายตัวเอง ค่อยๆ เคลื่อนไหว แอ่นมากน้อยไม่สำคัญใดๆ ฝึกเป็นผู้สังเกต แม้ว่าจะรู้สึกตึงเล็กน้อย ปวดบ้าง แต่ก็เฝ้าดูและปล่อยวาง ให้สังเกตทุกๆ ความรู้สึกของร่างกาย ไม่ว่าจะหนัก เบา ตึง คลาย แต่พึงที่จะผ่อนคลายจิตใจ เธอพบว่าเธอทำได้ แม้ว่าร่างกายจะไม่เอื้ออำนวย …

* บทความโดย เกศสุดา ชาตยานนท์ บุญงามอนงค์ ผู้เขียนหนังสือโยคะแห่งสติและหนังสือโยคะอื่นๆ อีก 6 เล่ม, นักบำบัด ที่ปรึกษาทางชีวิต ที่ใช้เทคนิคทางโยคะ ศาสตร์ของนพลักษณ์และจิตวิทยาการรู้เท่าทันตัวตนต่างๆ มาประสานกับแนวทางการฝึกสติสำหรับผู้ที่มีความเครียด เสียสมดุลทางด้านจิตใจและร่างกาย (www.yosuda.com)