'เดอลีฟ' ส่งแป้งฝุ่นทานาคาลุยเออีซี

'เดอลีฟ' ส่งแป้งฝุ่นทานาคาลุยเออีซี

เครื่องสำอางผสมสมุนไพรแบรนด์ เดอลีฟ ทานาคา เดินหน้าลุยตลาดอาเซียน ประเดิมส่งขายพม่าและลาว ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี

"เดอลีฟ ทานาคา" เดินหน้าลุยตลาดอาเซียน ประเดิมส่งขายพม่า ลาว ส่วนเวียดนามและกัมพูชาอยู่ระหว่างการเจรจา ระบุการผลิตทำในประเทศโดยโรงงานที่มีมาตรฐานรับรอง จะเป็นจุดขายสร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพ-ความปลอดภัย พร้อมทำประชาสัมพันธ์ผ่านโซเชียลมีเดียจับลูกค้าคนรุ่นใหม่

นายศุภชัย จูพานิชย์ ผู้จัดการทั่วไปบริษัท Everyday Happy จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายเครื่องสำอางผสมสมุนไพรแบรนด์ เดอลีฟ ทานาคา เปิดเผยว่า บริษัทมีความสนใจที่จะเปิดตลาดในอาเซียน แต่เบื้องต้นได้ทดลองส่งสินค้าไปยังพม่าและลาว ซึ่งเป็นตลาดใหม่และภาวะการแข่งขันยังไม่รุนแรง

เดอลีฟ ทานาคาเป็นแบรนด์แป้งฝุ่นและครีมบำรุงผิวที่มีส่วนผสมของเปลือกไม้ทานาคา ซึ่งคุณสมบัติเป็นที่รู้จักและยอมรับในอาเซียน ประกอบกับกระบวนการผลิตโดยโรงงานที่ได้มาตฐานรับรองในประเทศไทย จึงสร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพให้กับกลุ่มเป้าหมายทั้งในพม่าและลาวได้เป็นอย่างดี

"ความยากในการทำตลาดที่ลาวคือ จะต้องให้ความรู้เกี่ยวกับสมุนไพรชนิดนี้พร้อมๆ ไปกับการสร้างแบรนด์ ตรงข้ามกับตลาดพม่าซึ่งจะรู้จักและเข้าใจถึงคุณสมบัติของทานาคาอยู่แล้ว เราแค่เพียงนำเสนอรูปแบบการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ทันสมัยเข้าไปเป็นทางเลือกเท่านั้น อาทิ แป้งฝุ่นที่สามารถใช้ร่วมกับครีมบำรุงผิวหรือผลิตภัณฑ์แต่งหน้าได้ตามปกติ เพราะเนื้อแป้งไม่มีสีเหลืองเข้มรวมทั้งการใช้งานสะดวก" นายศุภชัย กล่าว

สำหรับแนวทางการทำตลาดจะเน้นสร้างการรับรู้ในตราสินค้า(Brand Awareness) ผ่านการนำเสนอข้อมูลโดยพนักงานขายตามห้าง ร้านค้า ยิ่งในตลาดเพื่อนบ้านที่ค่าแรงงานถูกจะเป็นอีกทางเลือก รวมถึงการใช้สื่อดิจิทัลหรือโซเชียลมีเดียสร้างความสัมพันธ์ระหว่างแบรนด์กับผู้บริโภค เพราะเป็นเครื่องมือสร้างแบรนด์ที่มีต้นทุนต่ำ

นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญกับการขยายช่องทางจำหน่ายผ่านหัวเมืองหลัก เช่น ย่างกุ้ง เนปดอว์ มัณฑะเลย์ พุกาม โดยเน้นการสร้างประสบการณ์ให้กับลูกค้าด้วยการแจกสินค้าให้ทดลองใช้ หรือการจัดโปรโมชั่นที่ดึงดูดใจ ถือเป็นการทำให้ผู้บริโภคได้รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งกับผลิตภัณฑ์

ทั้งนี้ นายศุภชัยได้วิเคราะห์ภาพรวมตลาดเครื่องสำอางในปีนี้ว่า ในไทยมีแนวโน้มที่จะขยายตัวเพียงเล็กน้อย หากเทียบกับตลาดประเทศเพื่อนบ้านซึ่งเป็นตลาดใหม่ที่ภาวะการแข่งขันไม่มาก ด้วยเหตุนี้ บริษัทจึงสนใจที่จะลดสัดส่วนตลาดในไทย และเพิ่มสัดส่วนรายได้จากนอกประเทศ เพื่อสร้างความสมดุลและลดความเสี่ยงจากภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวน

"เราให้ความสำคัญกับการขายสินค้าออกจากร้านมากกว่าที่จะขายสินค้าเข้าร้าน เพราะเป็นการสร้างธุรกิจให้เติบโตแบบยั่งยืนด้วยการสร้างตลาดเชิงลึกเพื่อเป็นฐานให้กับแบรนด์ในอนาคต ปัจจุบันเดอลีฟฯ อยู่ระหว่างการเจรจากับลูกค้าในเวียดนามและกัมพูชา คาดว่าเมื่อเออีซีมาถึงก็จะสามารถขยายฐานลูกค้าในแต่ละประเทศได้มากพอที่จะแตกไลน์สินค้าใหม่ออกสู่ตลาดเป็นระยะๆ" นายศุภชัยกล่าว