กสิกรฯหนุนลูกค้าตั้งรง.พลังงานต่างแดน

กสิกรฯหนุนลูกค้าตั้งรง.พลังงานต่างแดน

กสิกรไทยเดินหน้ารุกธุรกิจพลังงานทางเลือก เผยปัจจุบันมีสัดส่วนสินเชื่อพลังงาน 20% ของสินเชื่อรายใหญ่ หนุนลูกค้าลงทุนพลังงานในต่างแดน

นายสุรเดช เกียรติธนากร ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) (KBANK) เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาธนาคารได้สนับสนุนธุรกิจพลังงานทดแทนอย่างต่อเนื่อง ทั้งการให้สินเชื่อ การจัดชุดผลิตภัณฑ์ทางการเงิน รวมทั้งการทำหน้าที่บริหารจัดการด้านการระดมทุน ภายใต้การบริหารความเสี่ยงในระดับที่เหมาะสม เพื่อให้การลงทุนในโครงการเป็นไปตามเป้า ปัจจุบันพอร์ตสินเชื่อพลังงานของธนาคารมีอยู่ 8.5 หมื่นล้านบาท จากพอร์ตสินเชื่อรายใหญ่ของธนาคารที่มีอยู่ 4.5 แสนล้านบาท คิดเป็นกว่า 20%

ธนาคารเห็นศักยภาพของโครงการในต่างประเทศด้วย โดยเฉพาะญี่ปุ่นที่รัฐบาลสนับสนุนให้ลงทุนผลิตพลังงานแสงอาทิตย์ และเปิดโอกาสให้ต่างชาติเข้าไปลงทุน จึงมีแนวโน้มว่าลูกค้าของธนาคารจะออกไปลงทุนมากขึ้น แต่อาจจะมีอุปสรรคเรื่องกฎระเบียบ และที่ดิน เพราะรัฐบาลญี่ปุ่นให้สิทธิกับเจ้าของที่ดินค่อนข้างมาก แต่ข้อดีคือภาครัฐมีการจ่ายส่วนเพิ่มค่าไฟฟ้าในราคาสูง ดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำ ถือเป็นโอกาสที่ดีที่ผู้ประกอบการจะออกไปลงทุนในต่างประเทศเพิ่มขึ้น

"ที่ผ่านมาลูกค้าธนาคารที่ออกไปลงทุนโครงการพลังงานในต่างประเทศมีหลายราย เช่น ลาวมีการลงทุนในโรงผลิตไฟฟ้าพลังงานน้ำที่ ฝายไซยะบุรี ของบริษัทช.การช่าง หรือในพม่าที่มีศักยภาพในการใช้พลังงานแก๊ส หรือถ่านหินที่อยู่ระหว่างการศึกษา เพราะมีความสนใจเยอะแต่ยังเกิดไม่ได้ในขณะนี้"

แผนการพัฒนาพลังงานของไทยปี 2553 โดยสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน กระทรวงพลังงาน ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 3 เมื่อปี 2554 รัฐบาลกำหนดให้เพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าเป็น 70,847 เมกะวัตต์ ภายในปี 2573 โดยมีเป้าเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานหมุนเวียน และพลังงานทางเลือกมากขึ้น จากการประมาณการของกระทรวงพลังงาน คาดไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานหมุนเวียนมีสัดส่วนเพิ่มเป็น 30% ในปี 2563 ซึ่งสูงกว่าและเร็วกว่าเป้าที่วางไว้

นายสุรเดช กล่าวว่า ธนาคารมุ่งสนับสนุนธุรกิจไฟฟ้าพลังงานทางเลือก ทั้งพลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์ ไบโอแก๊ซ และชีวมวล เพราะเป็นธุรกิจที่มีศักยภาพขยายตัว ตามแผนพลังงานของภาครัฐ โดยช่วง 3 ปีที่ผ่านมาไทยมีโครงการพลังงานหมุนเวียนในตลาดมูลค่ารวม 97,437 ล้านบาท กำลังการผลิตรวม 1,197 เมกะวัตต์ ซึ่งกสิกรไทยเข้าไปมีส่วนร่วมด้านการจัดเงินกู้และระดมทุน 54% ของมูลค่าโครงการทั้งหมดโดยรวม

สำหรับปีนี้คาดว่า จะมีโครงการโรงไฟฟ้าทั้งหมด 31 ดีล กำลังการผลิตรวม 5,754 เมกะวัตต์ มูลค่าโครงการ 286,844 ล้านบาท คิดเป็นวงเงินกู้ 251,713 ล้านบาท มาจากพลังงานหมุนเวียนในตลาดที่มีมูลค่ารวม 71,244 ล้านบาท กำลังการผลิตรวมที่ 679 เมกะวัตต์ ซึ่งปีนี้ธนาคารตั้งเป้าเข้าไปมีส่วนร่วมในการระดมเงินกู้และเงินทุนให้แก่โครงการไม่ต่ำกว่า 50% ของมูลค่าโครงการโดยรวม เพื่อครองตำแหน่งธนาคารผู้นำในธุรกิจพลังงานทางเลือกต่อเนื่อง

ล่าสุด กสิกรไทยสนับสนุนโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานลมเวสต์ ห้วยบง 2 และเวสต์ ห้วยบง 3 ซึ่งเป็นทุ่งกังหันลมขนาดใหญ่แห่งแรกของไทย และเป็นโครงการไฟฟ้าพลังงานลมที่มีกำลังการผลิตสูงที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยกำลังการผลิตติดตั้งรวม 207 เมกะวัตต์ โครงการละ 103.5 เมกะวัตต์ ตั้งอยู่ที่อ.ด่านขุนทด และอ.เทพารักษ์ จ.นครราชสีมา มีระยะเวลาดำเนินโครงการ 25 ปี มูลค่าลงทุน 12,740 ล้านบาท ซึ่งเป็นเงินกู้ระยะยาว 8,917 ล้านบาท คิดเป็น 70% ของมูลค่าโครงการ มีกสิกรไทย เป็นที่ปรึกษาทางการเงินให้แก่โครงการตลอด จนเป็นหนึ่งในผู้จัดการวงเงินกู้ (Loan Lead Arranger) โครงการมีความมั่นคงด้านรายได้ ด้วยสัญญาการจำหน่ายไฟฟ้าให้แก่ กฟผ. และได้รับส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้า (Adder) ในอัตรา 3.50 บาท/กิโลวัตต์-ชั่วโมง (kWh) เป็นเวลา 10 ปี

นายแฟรงค์ โฮเจอร์สเลฟ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วินด์ เอนเนอร์ยี่ โฮลดิ้ง กล่าวว่า โครงการเวสต์ ห้วยบง 2 และเวสต์ ห้วยบง 3 มีกังหันลมรวม 90 ต้น โดยมีสถานีย่อย รับกระแสไฟฟ้าความถี่สถานีละ 115 กิโลโวลต์ (kV) ซึ่งเชื่อมกับโครงการสถานีไฟฟ้าแรงสูงชัยบาดาลขนาด 115 กิโลโวลต์ ของ กฟผ.

โครงการเวสต์ ห้วยบง 2 และเวสต์ ห้วยบง 3 มีบริษัท เค.อาร์.ทู และ บริษัท เฟิร์ส โคราช วินด์ เป็นเจ้าของโครงการ ซึ่งทั้ง 2 บริษัท ถือหุ้นโดย บริษัท อีโอลัส พาวเวอร์ 60% บริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง 20% และ บริษัท จูบุ อิเล็คทริค พาวเวอร์ โคราช บีวี 20% ซึ่งส่วนของบริษัท อีโอลัส พาวเวอร์ มีผู้ถือหุ้นรายใหญ่ คือ บริษัท วินด์ เอนเนอร์ยี่ โฮลดิ้ง ซึ่งถือหุ้น 74% และบริษัท เด็มโก้ ถือหุ้น 26% ส่งผลให้โครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานลมเวสต์ ห้วยบง 2 และเวสต์ ห้วยบง 3 มีบริษัท วินด์ เอนเนอร์ยี่ โฮลดิ้ง เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุดของโครงการ และเป็นผู้ริเริ่มโครงการนี้

นายชาติชาย พยุหนาวีชัย รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า สถานการณ์ทางการเมือง ส่งผลกระทบด้านจิตวิทยาต่อการใช้จ่ายของประชาชนผ่านบัตรเครดิต ทั้งการซื้อสินค้า และการถอนเงินสดล่วงหน้า จากข้อมูลการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตช่วง 3 สัปดาห์แรกของปี 2557 (1-22 ม.ค.) พบว่า ยอดการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตของกสิกรไทยเติบโต 19% เทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2556 ที่โตถึง 30% ขณะที่ตลาดรวมโตเพียง 13% ถือว่าต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้

ยอดการใช้จ่ายผ่านบัตรของกสิกรไทยอยู่ที่ 14,000 ล้านบาท เทียบกับปี 2556 อยู่ที่ 11,800 ล้านบาท ส่วนยอดการถอนเงินสดล่วงหน้าปีนี้อยู่ที่ 1,590 ล้านบาท จากช่วงเดียวกันของปี 2556 ที่มียอดการถอนเงิน 1,380 ล้านบาท เป็นสัญญาณว่าปีนี้ลูกค้ามีความต้องการกดใช้เงินสดมากขึ้น เพราะภาวะหนี้ครัวเรือนและการชะลอการใช้จ่ายปีที่ผ่านมา

ส่วนธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากการเมือง ส่งผลให้มียอดการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตเติบโตชะลอตัวหรือลดลง จะเป็นธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยวและเครื่องประดับ โดยธุรกิจท่องเที่ยวมียอดใช้จ่ายเติบโตชะลอตัวลงชัด จากเคยขยายตัวถึง 52% ในปี 2556 ลดลงเหลือ 9% ในปีนี้โรงแรมที่เคยขยายตัวถึง 21% ปี 2556 ส่วนปีนี้ขยายตัว 0% ภัตตาคารและร้านอาหารการขยายตัวลดจาก 26% เหลือ 19% ในปีนี้ และปั๊มน้ำมันการขยายตัวลดจาก 23% เหลือ 14% ขณะที่ทองคำปี 2556 ที่เคยขยายตัวสูงถึง 33% แต่ปีนี้ยอดการใช้ติดลบถึง 7%

ธุรกิจบางประเภทที่มียอดใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตเติบโตขึ้น เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน อาทิ เฟอร์นิเจอร์เติบโตเพิ่มจาก 17% ในปี 2556 เป็น 30% ในปีนี้ซูเปอร์มาร์เก็ตเพิ่มจาก 3% เป็น 8% และประกันชีวิต ซึ่งมียอดการใช้จ่ายเพิ่มขึ้นจากที่เคยขยายตัว 26% ในปี 2556 มาเป็น 33% ในปีนี้ซึ่งเป็นสัญญาณดีที่คนไทยหันมาสนใจทำประกันชีวิตมากขึ้น

"ปีนี้กสิกรไทย ตั้งเป้ายอดการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตเพิ่มขึ้น 30% เป็น 310,000 ล้านบาท"