อานิสงส์ชุมนุม 'เครื่องดื่ม-อาหาร' ยอดพุ่ง

อานิสงส์ชุมนุม 'เครื่องดื่ม-อาหาร' ยอดพุ่ง

อานิสงส์ชุมนุม "เครื่องดื่ม-อาหาร" ยอดพุ่ง ขณะที่ผู้ประกอบการห่วงปัญหา"หนี้ครัวเรือน"ฉุดกำลังซื้อ

รายการ Business Talk ทาง "กรุงเทพธุรกิจทีวี" ตอน "เจาะลึกค้าปลีกได้หรือเสีย การเมืองป่วน" เชิญ สมชาย พรรัตนเจริญ นายกสมาคมค้าปลีก-ค้าส่งไทย และ สุวิทย์ กิ่งแก้ว นายกสมาคมพัฒนาผู้ประกอบการธุรกิจค้าปลีกทุนไทย และรองกรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารร้านอิ่มสะดวกเซเว่นอีเลฟเว่น สะท้อนมุมมองต่อวิกฤติการเมือง

สมชาย กล่าวว่า ในขณะนี้สินค้าอุปโภคบริโภคมียอดจำหน่ายที่ดี โดยเฉพาะน้ำผลไม้ ขนมขบเคี้ยว ยิ่งมีคนจำนวนมากมารวมกันความต้องการย่อมเพิ่มขึ้น พบว่ายอดขายเพิ่มเป็น "เท่าตัว" ร้านค้าใกล้เคียงพื้นที่ชุมนุมได้เปรียบ บางคนหาสินค้าที่กลุ่มผู้ชุมนุมต้องการมาจำหน่าย เป็นโอกาสสร้างรายได้ในวิกฤติ

"คุณจะตื่นตัวอย่างไรกับกำลังซื้อที่มาอยู่หน้าบ้านคุณ ต้องรู้จักหาโอกาสมาตอบสนองรายได้ไม่ว่าจะเป็นของกิน เครื่องดื่ม ของใช้"

ปัจจุบันร้านค้ารายย่อยต่างๆ เปิดบริการบริเวณหลังอาคารเป็นส่วนใหญ่ ร้านค้าเล็กๆ น้อยๆ มีมากแทบทุกถนน ทั้ง 20 จุดที่มีมวลชนล้วนได้อานิสงส์ในการจำหน่ายสินค้าของกินของใช้เพิ่มขึ้นมาก ผู้ประกอบการรายเล็กเกิดขึ้นมาเฉพาะกิจรองรับโอกาสนี้อย่างคึกคัก

สำหรับการส่งสินค้าเข้าร้านค้าพบว่าไม่มีปัญหาแต่อย่างใด มีการปรับเวลาส่งเป็นช่วงกลางคืน "มีช่องทางเข้าออกในซอยแยกย่อย โดยอาชีพค้าขายของคนไทยเข้าใจสภาพการณ์ รู้ช่องทางดีอยู่แล้ว ส่วนใหญ่ใช้มอเตอร์ไซค์ส่งสินค้า

"ไม่ว่าเกิดการชุมนุมตรงไหน จะเห็นพ่อค้าแม่ขายเร่ไปเสาะแสวงหาโรงงานประดิษฐ์สินค้ามารองรับความต้องการได้ตลอดเวลา" สมชายกล่าว

ในกรุงเทพฯ มีร้านค้าส่งแบบดั้งเดิม หรือยี่ปั๊ว 25 ราย แต่ละรายมีลูกค้ารายย่อย หรือ โชห่วยรวมกันเป็นเรือนแสน ขณะที่ค้าส่งรายใหญ่แต่ละจังหวัด ยอดขายต่อวันใกล้เคียงรายใหญ่อย่าง "เทสโก้ โลตัส" เรียกว่าการทำธุรกิจไม่แพ้ค้าปลีกสมัยใหม่ ซึ่งค้าส่งแบบดั้งเดิม มีต้นทุนดำเนินงาน "เจ้าของและลูกหลาน" ซึ่งทำงานหลายตำแหน่ง ทำให้ต้นทุนค่าแรงต่ำกว่าโมเดิร์นเทรดซึ่งมีพนักงานจำนวนมาก ฉะนั้นราคาร้านยี่ปั๊วคนไทย โครงสร้างราคาต่ำกว่า และสู้รายใหญ่ได้

ภาระหนี้ฉุดกำลังซื้อหด

สมชาย กล่าวต่อว่า ยอดขายโชห่วยขณะนี้ยังไม่น่าห่วงเท่ากำลังซื้อในประเทศที่ตกต่ำ เพราะมีภาระหนี้ เช่น ภาคยานยนต์ เป็นปัญหาสืบเนื่องมาจากโครงการรถคันแรก

"ธุรกิจนี้ไม่ใช่ของคนไทย ขายดีไม่ดี โตโยต้า ฮอนด้า ต้องทำโปรโมชั่น ไม่ใช่รัฐบาลเอาเงินไปช่วยกระตุ้น ซึ่งที่ผ่านมาคนไปติดกับดักรถคันแรก 1.2 ล้านคัน เกี่ยวพันกับคน 4-5 ล้านคน ที่กำลังซื้อหดตัว รถคันแรกยังทำให้หนี้ภาคครัวเรือนสูงขึ้นจนน่าเป็นห่วง ชาวนาจำนำข้าวยังไม่ได้เงินก็เป็นปัญหาใหญ่ที่กระทบต่อกำลังซื้อ รัฐต้องรีบแก้ไข เพราะว่ากระทบภาคธุรกิจต่อเนื่องไปอีกหลายส่วน มีแนวโน้มว่ากำลังซื้อชะลอไปถึงครึ่งปี"

จะเห็นว่าเวลานี้เงินจำนำข้าวอีกหลายหมื่นล้านบาท ยังไม่ถึงมือชาวนาซึ่งเป็นปัญหาหนัก

"เมื่อเงินในกระเป๋าชักหน้าไม่ถึงหลัง กระทบต่อผู้ประกอบการต้องปรับตัวผลิตสินค้าถูก และชิ้นเล็กลง"

กระทบยอดขายร้านโซนโรงเรียน

สุวิทย์ กล่าวว่า พื้นที่ชุมนุม 20 จุด 7 เวที พบว่า ร้านเซเว่นอีเลฟเว่นได้รับผลกระทบบ้างในทำเลที่ถูกปิดล้อม อย่างไรก็ตาม สาขาในพื้นที่ชุมนุมขายดีขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มเครื่องดื่ม ยอดขายเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว รวมทั้งอาหารกล่อง ขนมขบเคี้ยว เบเกอรี่

ทั้งนี้ ร้านสะดวกซื้อในพื้นที่ชุมนุม มีประมาณ 100 สาขา มากที่สุดเป็นร้านเซเว่นอีเลฟเว่น ซึ่งกว่า 30 สาขา ที่เหลือเป็นร้านสะดวกซื้อแบรนด์อื่น

"สาขาในศูนย์ราชการ หน่วยราชการที่ถูกปิด และสาขาในละแวกโรงเรียน ได้รับผลกระทบ ทำให้ยอดขายน้อยลง จำนวนสาขาร้านสะดวกซื้อในโรงเรียนมีเป็นหลักสิบสาขา"

ขณะที่การส่งสินค้าของเซเว่นอีเลฟเว่น จะทำการส่งหลังเที่ยงคืนเพื่อลดผลกระทบจากปัญหาการจราจรติดขัด

"ผลกระทบการเมืองลักษณะนี้คงยาวถึงครึ่งปี ส่วนยอดขายของธุรกิจร้านสะดวกซื้อ โดยรวม 2.5 แสนล้านบาท เติบโตเฉลี่ยปีละ 10% เชื่อว่าปีนี้น่าจะโตได้ตามปกติ" สุวิทย์ กล่าว