'ธีรยุทธ'แนะสร้างวัฒนธรรม'ปฏิรูป'

'ธีรยุทธ'แนะสร้างวัฒนธรรม'ปฏิรูป'

"ธีรยุทธ"แนะสร้างวัฒนธรรม"ปฏิรูป" ย้ำโอกาสสุดท้ายก่อนประเทศพัง

เครือข่ายผู้รับใช้การปฏิรูปประเทศโดยสันติของประชาชนไทย แถลงข่าวเปิดตัวเครือข่ายเพื่อสนับสนุนการปฏิรูปประเทศไทยในด้านต่างๆ ภายใต้ชื่อ "รีสตาร์ท ประเทศไทย" ที่โรงแรม เดอะ สุโกศล ถนนศรีอยุธยา กรุงเทพฯ เมื่อวานนี้

นายธีรยุทธ บุญมี นักวิชาการอิสระ อดีตผู้นำนิสิตนักศึกษาในเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ 2516 หนึ่งในผู้เข้าร่วมเครือข่ายฯ กล่าวว่า ข้อสรุปจากการสังเกตการณ์การเมืองไทยพบว่านักการเมืองมีความโลภไม่มีขีดจำกัด และใช้อำนาจตามอำเภอใจ ซึ่งน่าเป็นห่วงจริงๆ ว่าจะทำให้ประเทศพังพินาศอย่างสมบูรณ์แบบ

ทั้งนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ไม่ใช่ต้นเหตุ แต่เป็นจุดสุดยอด เพราะทำลายโครงสร้างการเมือง ทำลายดุลยอำนาจ 3 ฝ่าย ทำลายระบบการตรวจสอบ สื่อมวลชนก็เสียศูนย์ไปมาก วิญญาณสื่อหายไปอย่างน่าเสียดาย ความสัมพันธ์อันดีระหว่างภาคส่วนต่างๆ ก็พัง ที่สำคัญโครงสร้างสังคมด้านคุณธรรมและศีลธรรมกำลังพัง

"เรื่องคุณธรรม ศีลธรรมนั้นพังไปมากกว่าครึ่งแล้ว และสิ่งนี้เกิดขึ้นให้เห็นแล้ว การยิงกัน ฆ่ากัน แล้วไม่เกิดปฏิกิริยาต่อต้านหรือแก้ไข" นายธีรยุทธยกตัวอย่าง

เขาชี้ว่า ปรากฏการณ์ในสังคมไทยที่เห็นคือ คนไทยขณะนี้แยกตัวเป็นกลุ่มย่อยๆ เช่น กลุ่มวินรถจักรยานยนต์รับจ้าง เป็นต้น โดยแต่ละกลุ่มรวมตัวกันเพื่อปกป้องผลประโยชน์กลุ่มตัวเองเพื่อความอยู่รอด ซึ่งกลุ่มลักษณะนี้ขยายตัวรวดเร็วมาก ส่วนการเคลื่อนไหวของมวลชนที่ต้องการการปฏิรูป มีชาวบ้านบางกลุ่มที่ไม่เคยคิดว่าจะออกมาแสดงตัว กลับออกมาบริจาคเงิน แสดงว่าพวกเขาทนไม่ไหว ซึ่งฟ้องว่าประเทศต้องการปฏิรูป จึงอยากขอร้องให้กล้าหาญที่จะออกมายืน เพราะครั้งนี้อาจเป็นโอกาสสุดท้าย

"อยากให้มองว่าเรื่องวันที่ 2 ก.พ. (เลือกตั้งทั่วไป) เป็นแค่การคิดต่างเห็นต่างระหว่างประชาชน ไม่ใช่ความขัดแย้ง กลุ่มหนึ่งอยากใช้สิทธิ์ อีกกลุ่มอยากแก้ไขคอร์รัปชัน การใช้อำนาจซึ่งกระทบสิทธิกันทั้งสองเรื่องนี้มีในรัฐธรรมนูญ แต่มาเกิดขึ้นพร้อมกันในเวลานี้ ความขัดแย้งมีได้ แต่ไม่ต้องถึงขั้นบาดเจ็บล้มตาย เพราะไม่ใช่ปัญหาที่ถึงขั้นต้องเสียเลือดเนื้อ" นายธีรยุทธ ระบุ

และว่า อีกเรื่องที่อยากฝากไว้คือเรื่องการดูหมิ่นคนรวย คนจน คนจากภูมิภาคต่างกัน วัฒนธรรมต่างกัน ซึ่งกำลังถูกนำมาขยายอยู่ในขณะนี้ แต่ทราบว่ากำลังคลายลงไปมาก เพราะมีคนต่อสู้พยายามช่วยกันแก้ไขอยู่ อยากให้เข้าใจว่าประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมนั้นมีกันทุกระดับของสังคม แต่อย่าให้มากจนเกินไป และอย่าไปสร้างให้เป็น hate speech (ถ้อยคำรุนแรง)

ส่วนเรื่องการปฏิรูปประเทศ นายธีรยุทธ เห็นว่า จากประสบการณ์นั้นยากมาก อุปสรรคมาก หากทิ้งระหว่างทางจะไม่สำเร็จ ต้องยืนเป็นปราการ ต่อสู้ให้เกิดการปฏิบัติจนเป็นวัฒนธรรมของคน

"อยากเปลี่ยนจากสังคมเข้มแข็งให้เป็นสังคมเอาจริง อยากเห็นพลังสังคมในการตรวจสอบคอร์รัปชัน กดดันนักการเมืองที่มีเจตจำนงให้ช่วยกันแก้ไขปัญหา"

เมื่อถามว่าการปฏิรูปจะเกิดขึ้นได้อย่างไรถ้าไม่ปลดล็อกผู้มีอำนาจเสียก่อน นายธีรยุทธ กล่าวว่า เครือข่ายรีสตาร์ทประเทศไทยเป็นกลุ่มสนับสนุน การคลี่คลายปัญหาต้องใช้พลังจากหลายฝ่าย

เมื่อซักว่า มีทางออกอย่างไรไม่ให้นองเลือด นายธีรยุทธ หยุดคิดก่อนตอบว่า คงต้องเตือนและให้แง่คิดว่าครั้งนี้เป็นความแตกต่างทางความคิดเฉยๆ พูดตรงๆ ว่า ฝ่ายที่ขัดขวางการเลือกตั้งก็ละเมิดสิทธิ์คนที่อยากไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง ซึ่งหากจะกล่าวขอโทษก็ไม่เสียหายอะไร ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งที่บอกว่า respect my vote (เคารพสิทธิ์การโหวตของฉัน) ถ้ามองสั้นๆ ก็อาจเป็นการ respect (เคารพ) คนโกงได้เหมือนกัน

ต่อข้อถามว่ารัฐบาลรักษาการต้องออกไปก่อนหรือไม่ถึงจะปฏิรูปได้ นายธีรยุทธ กล่าวว่า มองภาพรวมปัญหาประเทศมากกว่ากลไก จึงไม่อยากแสดงความเห็นมาก อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวแล้วเคารพทั้งสองฝ่าย จุดเทียนก็ชอบเพราะระยะยาวแล้วดี แต่ต่อไปถ้ามีการคอร์รัปชันก็ช่วยออกมารับผิดชอบด้วย

ส่วนสถานการณ์ขณะนี้จะมีทางออกที่ไม่รุนแรง ไม่ขัดแย้ง และปฏิรูปประเทศได้อย่างสมดุลหรือไม่ นายธีรยุทธ กล่าวว่า เป็นคำถามโลกสวย แต่เครือข่ายนี้จะช่วยเท่าที่ช่วยได้

นพ.พลเดช ปิ่นประทีป ผู้ประสานงานเครือข่ายฯ กล่าวว่า เครือข่ายนี้ไม่ใช่สภาประชาชนหรือสภาปฏิรูป แต่ขอเป็นพลังร่วมผลักดันและขอเชิญทุกคนเข้าร่วม การขับเคลื่อนการปฏิรูปนั้น ทิศทางควรกำหนดจากส่วนล่าง ไม่ใช่รอจากส่วนบนของโครงสร้างสังคมอย่างเดียว โดยจะใช้เครือข่ายต่างๆ ที่มีอยู่ เช่น เครือข่ายต้านคอร์รัปชันที่ภาคธุรกิจเป็นแม่งานอยู่แล้วมาช่วยขับเคลื่อนด้วย และมีแผนจะขยายไปตามภูมิภาคต่างๆ ต่อไป