'โอบามา'กับความพยายามลดช่องว่างชนชั้น

'โอบามา'กับความพยายามลดช่องว่างชนชั้น

"โอบามา"แถลงนโยบายประจำปี ความไม่เท่าเทียมกันทางรายได้ในสหรัฐ

นายบารัก โอบามา ประธานาธิบดีของสหรัฐ มีกำหนดแถลงนโยบายประจำปีในตอนเช้าวันนี้ คาดว่า ความไม่เท่าเทียมกันทางรายได้ในสหรัฐ จะเป็นประเด็นสำคัญประเด็นหนึ่ง

เมื่อสามสิบปีก่อน รายได้ต่อปีเฉลี่ยของหัวหน้าคณะเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทมหาชนขนาดใหญ่ในสหรัฐ สูงกว่าพนักงานธรรมดาราว 30 เท่า ปัจจุบันสถาบันนโยบายเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นกลุ่มคลังสมองของรัฐบาล รายงานว่าผลตอบแทนของผู้บริหารกับพนักงานระดับปฏิบัติการ ห่างกัน 202-273 เท่า ขึ้นอยู่กับว่าจะคำนวณรายได้จากการให้สิทธิซื้อหุ้นแก่พนักงานด้วยหรือไม่

ตัวเลขดังกล่าวเป็นตัวอย่างความไม่เท่าเทียมกันด้านรายได้ในสหรัฐ ที่คาดว่าจะเป็นประเด็นหลักในการแถลงนโยบายประจำปีของประธานาธิบดีบารัก โอบามา ในคืนวันอังคาร หรือ 9.00 น.ตามเวลาประเทศไทย ซึ่งหลายคนมองว่านายโอบามาจะเรียกร้องซ้ำกับการแถลงนโยบายเมื่อปีกลาย ให้ขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำซึ่งอยู่ที่ 7.25 ดอลลาร์ต่อชั่วโมงมาตั้งแต่ปี 2552

นอกเหนือจากรายได้ผู้บริหารที่เพิ่มขึ้นแล้ว ยังมีข้อมูลอื่นๆ ชี้ให้เห็นถึงช่องว่างด้านรายได้ สถิติชุดหนึ่งจากสำนักงานสำมะโนประชากรระบุว่า ในปี 2555 ชาวอเมริกัน 46.5 ล้านคน หรือ 15% ของประชากร ดำรงชีวิตอยู่อย่างยากจน ครอบครัวซึ่งมีสมาชิก 4 คน มีรายได้ 22,000 ดอลลาร์ต่อปี ส่วนคนโสดมีรายได้ 11,000 ดอลลาร์ต่อปี

เรื่องราวเหล่านี้ยังปรากฏอยู่ในข้อมูลเดือนธันวาคมของสำนักงบประมาณประจำสภา ที่ระบุว่าระหว่างปี 2522-2550 ที่รายได้หลังหักภาษีของชาวอเมริกันทั้งหมดเพิ่มขึ้นนั้น ปรากฏว่าผู้มีฐานะร่ำรวย เป็นกลุ่มที่มีรายได้เพิ่มขึ้นมากที่สุด

ประชากรที่ร่ำรวยที่สุดอันมีจำนวน 1% มีรายได้เพิ่มขึ้นถึง 314% ขณะที่ 20% ของผู้มีฐานะมั่งคั่ง มีรายได้เพิ่มขึ้น 73% ส่วน 20% ผู้มีฐานะยากจน มีรายได้เพิ่มขึ้นเพียง 45%

แม้ว่าความมั่งคั่งของประชาชนเพิ่มขึ้น แต่ผู้มีรายได้สูงมักอ้างว่าประธานาธิบดีโอบามาจ้องรีดพวกเขา อย่างกรณีข้อเสนอของพรรคเดโมแครตในการขึ้นภาษีผู้มีรายได้มากกว่าปีละ 200,000-250,000 ดอลลาร์ต่อปี จนบางคนเรียกประธานาธิบดีจากพรรคเดโมแครตรายนี้ว่าเป็นพวกสังคมนิยม

ผู้สนับสนุนการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำให้เหตุผลว่า การเพิ่มรายได้ของผู้บริโภค จะทำให้ผู้บริโภคมีกำลังจับจ่ายมากขึ้น โดยการใช้จ่ายของผู้บริโภคมีสัดส่วน 70% ของเศรษฐกิจสหรัฐ ทั้งยังเป็นการช่วยกระตุ้นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ

ด้านนักวิเคราะห์ชี้ว่าขณะที่ตลาดแรงงานสหรัฐกำลังฟื้นตัวจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยครั้งใหญ่ งานใหม่ๆ ที่มีการสร้างขึ้นมานั้น เป็นงานที่ได้ค่าจ้างต่ำ ส่วนงานรายได้ปานกลางหายไปและยังไม่มีการแทนที่

ส่วนฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับการขึ้นค่าจ้างให้เหตุผลว่า จะทำให้บริษัทลำบากมากขึ้นในการสร้างงานใหม่ และปิดกั้นผู้ประกอบการไม่ให้เริ่มต้นธุรกิจขนาดเล็กรายใหม่ๆ

หนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์รายงานว่า 21 รัฐและวอชิงตัน ดีซี ขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำสูงกว่าระดับของรัฐบาลกลางแล้ว และในแคลิฟอร์เนีย รัฐที่มีประชากรมากที่สุด จะขึ้นค่าจ้างขึ้นต่ำเป็นชั่วโมงละ 10 ดอลลาร์ภายในปี 2559 คาดว่าพรรครีพับลิกันจะตอบโต้ข้อเสนอของนายโอบามาในการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ โดยกล่าวว่าจะส่งผลเพียงอย่างเดียวคือทำให้มีการจ้างงานลดลง