'ถ้อยคำรุนแรง'ในโซเชียลฯระวังน้ำผึ้งหยดเดียว

'ถ้อยคำรุนแรง'ในโซเชียลฯระวังน้ำผึ้งหยดเดียว

เมื่อเกิดเหตุรุนแรงกระทำต่อผู้ชุมนุมฝ่ายแกนนำหยิบมาปลุกกระแสความเกลียดชังอย่างรุนแรงไม่แพ้กัน ทั้งผ่านสื่อหลักอย่างโทรทัศน์ โซเชียลมีเดีย

ความหวาดระแวงที่ลุกลามเป็นความเกลียดชังระหว่างผู้ชุมนุมกับตำรวจน่าจะรุนแรงยิ่งขึ้นไปอีก เมื่อปรากฏว่าผู้ต้องสงสัยเป็น "มือปืน" ที่ยิงใส่มวลชนของกปปส.ระหว่างไปปิดล้อมด้านหน้าสโมสรทหารบก ริมถนนวิภาวดีรังสิต เมื่อวานนี้ เป็นคนในแวดวงสีกากี แต่จะเป็นตำรวจในราชการหรืออยู่ระหว่างลงโทษพักราชการ อยู่...ยังไม่ชัด

ความบาดหมางเดิมก็หนักอยู่แล้ว จากการที่ผู้ชุมนุมไปกระทำต่อป้ายสำนักงานตำรวจแห่งชาติถึง 2 ครั้ง 2 ครา โดยเฉพาะรอบหลังเมื่อ 22 ม.ค. ถึงขั้นรื้อตัวอักษรบนป้ายออกทั้งหมด ในหัวจิตหัวใจของคนในเครื่องแบบสีกากี รู้สึกว่าทำแบบนี้มัน "หยามศักดิ์ศรีกันเกินไป"

แม้ท่าทีของตำรวจที่ปรากฏต่อสาธารณะจะดูนิ่งๆ แต่การแสดงออกของตำรวจอีกด้านหนึ่ง โดยเฉพาะในช่องทางสนทนาออนไลน์จำกัดวงอย่าง "ไลน์" กลับเริ่มมีบรรยากาศของความรุนแรง เคียดแค้น ปรากฏอยู่

แหล่งข่าวซึ่งเป็นนายตำรวจระดับ "ผู้กำกับ" นายหนึ่ง เล่าว่า หลังจากที่ผู้ชุมนุม คปท.บุกรื้อป้ายสำนักงานตำรวจแห่งชาติแล้ว ก็มีการพูดคุยกันในไลน์ตำรวจในทำนองว่า "ระวังสิ่งศักดิ์สิทธิ์มีจริง" และหลังจากนั้นก็เริ่มมีเหตุรุนแรงกระทำต่อผู้ชุมนุม แกนนำ และเคหะสถานของผู้ที่เกี่ยวข้องถี่ขึ้น

แหล่งข่าวบอกอีกว่า หลังเกิดเหตุยิง นายสุทิน ธราทิน แกนนำกองทัพประชาชนโค่นระบอบทักษิณ (กปท.) จนเสียชีวิตระหว่างนำมวลชนไปปิดล้อมหน่วยเลือกตั้งล่วงหน้า ก็มีการนำมาเปรียบเปรยทำนองว่า "เห็นผลของ 'สิ่งศักดิ์สิทธิ์' แล้วใช่ไหม" ซึ่งความคิดลักษณะนี้อันตรายมาก เพราะแทนที่ "สิ่งศักดิ์สิทธิ์" จะหมายถึงการทำความดี กลับกลายเป็นตัวแทนของความไม่ถูกต้องหรือการก่อความรุนแรง

อย่างไรก็ตาม เมื่อเกิดเหตุรุนแรงกระทำต่อผู้ชุมนุม ฝ่ายแกนนำก็หยิบมาปลุกกระแสความเกลียดชังอย่างรุนแรงไม่แพ้กัน ทั้งผ่านสื่อหลักอย่างโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมของตนเอง โซเชียลมีเดีย และการจัดกิจกรรมต่างๆ หลายครั้งมีการแชร์ภาพบุคคลที่ตกเป็นเพียง "ผู้ต้องสงสัย" แต่เขียนข้อความทำนองว่า "จับตาย" หรือนำภาพผู้ต้องสงสัยที่ไม่มีความชัดเจน ไปเปรียบเทียบกับภาพชัดๆ ของคนที่ตนเองเชื่อว่าน่าจะเป็นคนเดียวกัน

จริงๆ แล้วทุกองค์กรมีทั้งคนดีและไม่ดีปะปนกันไป อย่างในมุมของตำรวจระดับปฏิบัติ โดยเฉพาะตำรวจท้องที่ ต้องยอมรับว่าพวกเขารับผิดชอบหลายหน้างาน ทั้งป้องกันปราบปรามอาชญากรรม งานจราจร งานสายตรวจ สายสืบ และปัจจุบันยังต้องเพิ่มงานดูแลการชุมนุม รวมทั้งดูแลหน่วยเลือกตั้งอีกด้วย

แม้จะเหนื่อยจะหนัก แต่เมื่อมีคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาลงมาก็ต้องทำ...

นายตำรวจระดับ "พันตำรวจโท" ของสถานีตำรวจนครบาลแห่งหนึ่งซึ่งเป็นพื้นที่ชุมนุมอยู่ในขณะนี้ เปิดใจว่า งานเพิ่มขึ้น แต่กำลังพลมีเท่าเดิม เช่น กำลังตำรวจสายตรวจเท่าเดิม แต่หลังจากออกเวรสายตรวจแล้ว ต้องไปทำหน้าที่ควบคุมฝูงชนต่อ แน่นอนว่าความเครียดย่อมเกิด

วิธีการแก้ไขปัญหาก็คือ ผู้บังคับบัญชาต้องอยู่กับลูกน้องมากขึ้น ต้องพูดคุยกันเพื่อให้ผ่อนคลาย มีการเยี่ยมเยียนลูกน้องอย่างใกล้ชิด แม้ว่าเหตุการณ์รื้อป้ายสำนักงานตำรวจแห่งชาตินั้น ส่วนใหญ่ตำรวจเห็นว่าไม่เหมาะสม แต่ก็เชื่อว่าตำรวจทุกคนเข้าใจและไม่อาฆาต ซึ่งก็ได้พยายามทำความเข้าใจว่าเป็นการยั่วยุ

ขณะที่นายตำรวจระดับ "ผู้กำกับ" อีกนายหนึ่งในนครบาล บอกว่า ที่โรงพักมีกำลังพล 400 นาย ต้องกระจายกำลังกันรับผิดชอบทุกหน้างาน วันเลือกตั้งล่วงหน้าก็จัดกำลัง 100 นายไปดูแล แต่ฝ่ายสนับสนุนกับฝ่ายต่อต้านมีมากกว่า 200 คน แล้วจะให้ตำรวจทำอย่างไร ทั้งสองฝ่ายล้วนมีอาวุธมา ไม่มีใครฟังตำรวจอยู่แล้ว

ถือเป็นข้อมูลอีกด้านหนึ่งที่ทั้งสองฝ่ายน่าจะได้เรียนรู้และเข้าใจซึ่งกันและกัน เพื่อป้องกัน "น้ำผึ้งหยดเดียว"