บีโอไอลุ้นกกต.อนุมัติตั้งบอร์ด

บีโอไอลุ้นกกต.อนุมัติตั้งบอร์ด

บีโอไอลุ้นกกต.อนุมัติตั้งบอร์ด สะสางโครงการค้างท่อ 5 แสนล้าน ระบุส่งเสริมลงทุนเป็นขั้นตอนปกติ ไม่ได้ผู้พันรัฐบาลชุดใหม่

การลงทุนภาคการผลิต ถือเป็นเครื่องจักรทางเศรษฐกิจที่สำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจไทยให้ก้าวหน้าและขยายตัวอย่างแข็งแกร่ง ก่อให้เกิดเม็ดเงินลงทุนภายในประเทศสูงถึง 1 ล้านล้านบาทต่อปี หากเหตุการณ์ความไม่สงบในประเทศบานปลาย จะส่งผลต่อภาคการลงทุนและระบบเศรษฐกิจ

นายอุดม วงศ์วิวัฒน์ไชย เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ให้สัมภาษณ์กับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า การยุบสภาส่งผลให้กระบวนการแต่งตั้งคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนหยุดชะงัก เพราะการดำเนินการของรัฐบาลต้องมีกฎหมายรองรับชัดเจน โดยได้ขอความเห็นชอบจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ว่า รัฐบาลรักษาการสามารถตั้งคณะกรรมการชุดใหม่และสามารถอนุมัติโครงการลงทุนที่ค้างอยู่ได้หรือไม่ ซึ่งปัจจุบันมีโครงการที่มีมูลค่าเกิน 200 ล้านบาท ที่รอขออนุมัติจากคณะกรรมการบีโอไอ 370 โครงการ มูลค่าเกือบ 5 แสนล้านบาท หากว่า กกต.มีมติชัดเจนว่าสามารถตั้งคณะกรรมการบีโอไอได้ สามารถอนุมัติโครงการเหล่านี้ได้ทันที

"การตั้งบอร์ดบีโอไอนั้น มองว่าในแง่กฎหมายสามารถทำได้ เพราะไม่ต้องอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี และเป็นไปตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมการลงทุน ซึ่งกำหนดให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้แต่งตั้งบอร์ด และการอนุมัติโครงการส่งเสริมการลงทุนเป็นการทำงานตามขั้นตอนปกติ ไม่ได้เป็นการอนุมัติที่ส่งผลผูกพันกับรัฐบาลชุดต่อไป เชื่อว่า กกต.จะเข้าใจการทำงานของบีโอไอและอนุมัติให้ตั้งบอร์ดได้"

อย่างไรก็ตาม หากว่า กกต. มีความกังวลว่าคณะกรรมการบีโอไอชุดนี้จะมีนโยบายที่ส่งผลผูกพันกับรัฐบาลใหม่ ก็อาจมีคำสั่งจำกัดอำนาจบางประการ เช่น กำหนดให้มีอำนาจในการอนุมัติโครงการส่งเสริมการลงทุนเพียงอย่างเดียว แต่ไม่มีอำนาจในการออกนโยบายใหม่ที่จะส่งผลผูกพันในอนาคต ซึ่งแนวทางนี้จะทำให้บีโอไอสามารถดำเนินงานต่อไปได้โดยไม่กระทบต่อการลงทุนของประเทศ แต่หากกกต.เห็นว่ารัฐบาลรักษาการไม่สามารถตั้งคณะกรรมการบีโอไอได้ ขึ้นอยู่กับนายกรัฐมนตรีว่าจะตัดสินใจเช่นไร

ทั้งนี้ หาก กกต.ไม่อนุมัติจะกระทบต่อการลงทุนไม่มาก เพราะโดยปกติผู้ที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจะมีระยะเวลาในการลงทุน 3 ปี แม้จะได้รับการอนุมัติจากบีโอไอแล้ว แต่ต้องขออนุมัติจากหน่วยงานอื่นๆ และต้องใช้เวลาดำเนินงานด้านต่างๆรวมเกือบ 3 ปีจึงจะลงทุนก่อสร้างโรงงานได้ หากการอนุมัติของบีโอไอล่าช้า 3-4 เดือน ผู้ประกอบการอาจเร่งดำเนินงานในส่วนอื่นให้เสร็จเร็วขึ้น เพื่อไม่ให้กระทบแผนการดำเนินธุรกิจ ซึ่งเชื่อว่าความวุ่นวายทางการเมืองคงจะไม่ยืดเยื้อและจะไม่กระทบต่อภาพรวมของการลงทุนมากนัก

อย่างไรก็ตาม หากความวุ่นวายทางการเมืองยืดเยื้อ 3-4 เดือน ประเทศคู่แข่งอาจฉวยโอกาสดึงนักลงทุนที่วางแผนเข้ามาลงทุนในไทยไปบ้าง แต่มั่นใจว่าจะมีจำนวนน้อย ซึ่งโดยทั่วไปนักลงทุนที่เข้ามาขอรับการส่งเสริมส่วนใหญ่ 70% จะเป็นกลุ่มทุนรายเดิมที่มีฐานการลงทุนในไทยและขอขยายการลงทุนเพิ่ม ส่วนอีก 30% เป็นนักลงทุนหน้าใหม่ ซึ่งในส่วนนักลงทุนรายเดิมจะมีความคุ้นเคยกับภาวะการเมืองไทยจึงไม่ตระหนกกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่อาจสร้างความกังวลให้นักลงทุนหน้าใหม่บ้าง ซึ่งในเดือนมี.ค. นี้ บีโอไอจะนำข้อมูลทุกด้านมาประเมินอีกครั้งว่านักลงทุนได้รับผลกระทบอย่างไรบ้าง และต้องปรับเปลี่ยนแผนการให้ความช่วยเหลืออย่างไร

ส่วนยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนในปีนี้ มั่นใจว่าจะเป็นไปตามเป้าหมาย คือไม่ต่ำกว่า 9 แสนล้านบาท ลดลงจากปี 2556 เพียงเล็กน้อย ซึ่งในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาไทยมียอดคำขอส่งเสริมการลงทุนในระดับสูงเกิน 1 ล้านล้านบาทมาโดยตลอด เพราะมีจุดแข็งในเรื่องของอุตสาหกรรมพื้นฐานในการผลิตชิ้นส่วนป้อนให้กับอุตสาหกรรมต่างๆ ทำให้นักลงทุนไม่ต้องนำเข้าหรือกังวลในเรื่องของวัตถุดิบ การผลิตชิ้นส่วน และอุตสาหกรรมต่อเนื่องต่างๆ รวมทั้งยังมีตลาดภายในประเทศที่เข้มแข็ง ใช้เป็นฐานการผลิตเพื่อการส่งออกได้ดี และมีระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานที่ดี

นอกจากนี้ ไทยยังได้รับผลบวกจากการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) เพราะมีความได้เปรียบด้านภูมิศาสตร์ สามารถส่งสินค้าไปขายได้อย่างกว้างขวาง และยังสามารถใช้ไทยเป็นฐานเพื่อเข้าไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งปัจจัยเหล่านี้เป็นจุดแข็งที่ไทยยังสามารถดึงดูดนักลงทุนได้

"ยอดการขอรับการส่งเสริมการลงทุนในช่วงไตรมาส 4 ปี 2556 ในเดือนพ.ย.-ธ.ค. ซึ่งเป็นช่วงที่เกิดเหตุวุ่นวายทางการเมือง แต่ยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนกลับเพิ่มขึ้นกว่า 2 แสนล้านบาท ทำให้ยอดการขอรับการส่งเสริมทั้งปีสูงถึง 1.1 ล้านล้านบาท สูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ 1 ล้านล้านบาท ชี้ให้เห็นว่านักลงทุนไม่กังวลกับสถานการณ์ทางการเมือง"

ส่วนแผนการดึงดูดนักลงทุนในปีนี้ หากเหตุการณ์เข้าสู่ภาวะปกติ บีโอไอจะจัดทีมประชาสัมพันธ์สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนว่านโยบายให้การส่งเสริมการลงทุนไม่มีการเปลี่ยนแปลง และจะจัดกิจกรรมโรดโชว์ในต่างประเทศ โดยเฉพาะในประเทศเป้าหมายและที่เป็นกลุ่มนักลงทุนรายใหญ่ในไทย เช่น ญี่ปุ่น เกาหลี และจีน รวมทั้งเตรียมความพร้อมให้กับภาคเอกชนไทยในการเข้าสู่ AEC และการเตรียมตัวรับการปรับยุทธศาสตร์ส่งเสริมการลงทุนครั้งใหญ่ที่จะมีผลบังคับในปี 2558

นอกจากนี้ จะเน้นการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยมี 9 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย คือ 1.เกษตรแปรรูป 2.ยานยนต์และชิ้นส่วนที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงในการผลิต 3.กลุ่มอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะฮาร์ดดิสก์ไดร์ฟและชิ้นส่วน 4.อุตสาหกรรมเครื่องจักรและอุปกรณ์ 5.อุตสาหกรรมเชิงสร้างสรรค์ เช่น ซอฟต์แวร์ และแอนิเมชัน ศูนย์การออกแบบ 6.อุตสาหกรรมบริการที่มีมูลค่าเพิ่มสูง 7.กลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานทดแทน 8.กลุ่มอุตสาหกรรมไบโอเทค และนาโนเทค ไบโอพลาสติก และ 9.อุตสาหกรรมด้านสิ่งแวดล้อม

"ในปี 2557 การลงทุนได้รับปัจจัยบวกจากมาตรการส่งเสริมต่างๆ เช่น โครงการอีโคคาร์ เฟส 2 ซึ่งเปิดให้บริษัทรถยนต์ขอรับการส่งเสริมได้ถึงสิ้นเดือนมี.ค. 2557 คาดว่าจะมีค่ายรถยนต์ 4-5 ราย ขอรับการส่งเสริม ซึ่งการที่ภาวะเศรษฐกิจโลกเริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัว การส่งออกเริ่มดีขึ้น อัตราดอกเบี้ยและเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำ และมาตรการส่งเสริมการลงทุนหลายมาตรการจะสิ้นสุดในปี 2557 จะเป็นตัวเร่งรัดการลงทุนในช่วงปลายปี"