ช.การช่างเกาะติดบาทอ่อน ดันต้นทุนพุ่ง

ช.การช่างเกาะติดบาทอ่อน ดันต้นทุนพุ่ง

"ช.การช่าง"มั่นใจรายได้ปีนี้แตะ 3.5 หมื่นล้าน แม้ปัญหาการเมือง ทำโครงการลงทุนภาครัฐล่าช้า เกาะติดเงินบาทอ่อน หวั่นต้นทุนสั่งสินค้านอกพุ่ง

นายวรพจน์ อุชุไพบูลย์วงศ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานบัญชีและการเงิน บริษัท ช.การช่าง (CK) เปิดเผยว่า สถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองในปัจจุบันยังไม่ส่งผลกระทบต่อผลการดำเนินงานของบริษัท และแม้ว่าโครงการลงทุน 2 ล้านล้านบาทของภาครัฐจะล่าช้าออกไปก็ยังไม่กระทบ เนื่องจากปัจจุบันบริษัทมีงานในมือที่รอรับรู้รายได้ (แบ็คล็อก)กว่า 1.2 แสนล้านบาท สามารถสร้างรายได้การก่อสร้างให้บริษัทได้ปีละ 3 หมื่นล้านบาทได้ไปอีก 3-4 ปี เมื่อรวมกับรายได้อื่นๆทั้งเงินปันผล ดอกเบี้ยรับ คาดว่าปีนี้บริษัทจะมีรายได้รวมประมาณ 3.5 หมื่นล้านบาท

ทั้งนี้ แม้ว่ารายได้รวมจะปรับลดลงเมื่อเทียบกับปี 2556 ที่คาดว่าจะมีรายได้รวมประมาณ 4.2 หมื่นล้านบาท เนื่องจากในปี 2556 มีรายได้พิเศษจากการขายหุ้นบริษัทน้ำประปาไทย และการเข้าตลาดของบริษัท ซีเค พาวเวอร์ (CKP) อย่างไรก็ตามในส่วนของอัตรากำไรขั้นต้น คาดว่าจะปรับตัวดีขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา ที่อยู่ระดับ 8-10% เพราะจากปัญหาทางการเมือง ทำให้งานก่อสร้างต่างๆลดลง เช่นโครงการในอสังหาริมทรัพย์ ทำให้การแข่งขันทางด้านวัสดุก่อสร้าง และแรงงานลดลง ต้นทุนการก่อสร้างที่เคยคิดว่าจะสูงขึ้นก็ไม่สูง ทำให้บริษัทบริหารต้นทุนได้ดีขึ้น

"แม้ปีนี้ไม่มีโครงการใหม่เข้ามาเลย บริษัทยังมีรายได้จากการก่อสร้างปีละ 3 หมื่นล้านบาท จากแบ็คล็อกที่มีอยู่ แต่จะไปส่งผลกระทบต่อรายได้ของบริษัทในช่วง 3 ปีข้างหน้า อย่างไรก็ตามบริษัทจะพยายามหางานใหม่เพื่อรักษาระดับแบ็คล็อกแต่ละปีให้อยู่ในระดับไม่ต่ำกว่า 1.2 แสนล้านบาท ซึ่งปัจจุบันบริษัทยังมีงานที่รอเซ็นสัญญาอีก 2 โครงการ คือ โครงการน้ำบากในลาว มูลค่า 1.7 หมื่นล้านบาท และโครงการเอสพีพี เฟส 2 ที่คาดว่าจะเซ็นสัญญาได้ในปีนี้"

อย่างไรก็ตามปัญหาทางการเมืองก็ยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยง นอกจากนี้บริษัทยังต้องติดตามสถานการณ์ค่าเงินบาทอย่างใกล้ชิด เพราะเงินบาทที่อ่อนค่า ส่งผลให้ต้นทุนการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศสูงขึ้น บริษัทจึงต้องมีการบริหารความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน ด้วยการซื้อฟอร์เวิร์ดค่าเงินเป็นต้น

ปัจจุบันฐานะการเงิน และฐานทุนของบริษัท รวมถึงบริษัทในเครือมีความแข็งแกร่งมากขึ้น เพียงพอที่รองรับการลงทุนใหม่ๆในอนาคต โดยส่วนผู้ถือหุ้นที่เพิ่มขึ้นจาก 8 พันล้านบาทในปี 2555 เป็น 1.6 หมื่นล้านบาทในปี 2556 และอัตราหนี้สินต่อทุน (ดีอี)ที่ลดลงจาก 2.6 เท่า เหลือ 1.5 เท่าในปี 2556 นอกจากนี้ในช่วงเดือนก.พ.นี้ บริษัทยังมีแผนจะออกหุ้นกู้ มูลค่า 3 พันล้านบาท อายุ 4 ปีและ 5 ปี เสนอขายให้กับผู้ลงทุนทั่วไปเป็นส่วนใหญ่ เพื่อทดแทนหุ้นกู้เดิมประมาณ 2 พันล้านบาท และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนอีก 1 พันล้านบาท

สำหรับแผนการลงทุนของบริษัทนั้น บริษัทยังมองหาโอกาสการเข้าไปลงทุนในต่างประเทศร่วมกับบริษัทในเครือ โดยเฉพาะการลงทุนในลาว ซึ่งยังมีศักยภาพการลงทุนด้านโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำอีกมาก นอกจากนี้ยังดูลู่ทางการลงทุนในประเทศพม่าด้วย ทั้งการลงทุนทางด้านไฟฟ้า และถนน แต่ยังไม่มีความชัดเจน ยังอยู่ระหว่างศึกษาทางด้านกฎหมายและสภาพแวดล้อม

"แม้ว่าในประเทศจะมีปัญหาทางการเมือง และมีแนวโน้มว่าโครงการลงทุนภาครัฐ 2 ล้านล้านจะล่าช้า แต่ยังมีนักลงทุนต่างชาติติดต่อขอเข้าพอเพื่อขอข้อมูลจากบริษัทอย่างต่อเนื่อง และสนใจลงทุน เพราะเห็นแนวโน้มธุรกิจที่ยังมีการเติบโต ประกอบกับอัตราราคาปิดต่อกำไรต่อหุ้น (พีอี)ของบริษัทยังอยู่ในระดับต่ำ ไม่ถึง 10 เท่า เมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมที่เกินระดับ 10 เท่า จึงเป็นโอกาสที่จะเข้าลงทุน ซึ่งนอกจากนักลงทุนจะเข้ามาพบบริษัทแล้ว บริษัทยังมีแผนจะไปโรดโชว์ต่างประเทศร่วมกับโบรกเกอร์ และตลาดหลักทรัพย์ ในสิงคโปร์ ฮ่องกง มาเลเซีย และอังกฤษ"