วิเคราะห์ประท้วงไทย รัฐใช้อำนาจเกินเลย

วิเคราะห์ประท้วงไทย รัฐใช้อำนาจเกินเลย

เปิดมุมมองสื่อนอกวิเคราะห์การชุมนุมประท้วงขับไล่รัฐบาลในไทย "เดอะ การ์เดียน"ระบุต้นตอปัญหา รัฐบาลใช้อำนาจเกินเลย ต้านระบอบทักษิณ

นายเดฟ เชอร์แมน คอลัมนิสต์หนังสือพิมพ์เดอะ การ์เดียน ของอังกฤษ เขียนบทความลงวันที่ 25 ม.ค.ที่ผ่านมา โดยพาดหัวบทความว่า "No, Thailand's protesters don't want 'less democracy" โดยชี้ว่า ประชาธิปไตยในไทยไม่ได้เริ่มต้น และยุติลงได้ด้วยการเลือกตั้ง และว่า มีตำนานที่ว่าเรื่องทั้งหมดนี้ เกี่ยวกับการที่ชนชั้นปกครองปฏิเสธคะแนนนิยม

นายเชอร์แมน ระบุว่า ในช่วงเวลาที่การชุมนุมประท้วงในไทยกำลังเข้มข้นขึ้น และมีการประกาศพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน (พ.ร.ก.ฉุกเฉิน) ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และปริมณฑลบางจังหวัดนั้น ก็เริ่มมีคนบางกลุ่มออกมาระบุถึงกลุ่มผู้ชุมนุมประท้วงว่าเป็น "กลุ่มต่อต้านประชาธิปไตย" จากข้อเรียกร้องให้คว่ำบาตรการเลือกตั้งที่กำลังจะมีขึ้น และแกนนำการประท้วงเรียกร้อง ให้มีการจัดตั้ง "สภาประชาชน" ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ขึ้นมาแทนที่โครงสร้างประชาธิปไตยที่มีอยู่

นายเชอร์แมน ระบุว่า ตามความเป็นจริงนั้น เรื่องดังกล่าวมีความซับซ้อนกว่าที่เห็นกันอยู่ เพราะสิ่งที่ขัดกันอยู่ก็คือ กลุ่มผู้ชุมนุมประท้วง มีจิตใจเป็นประชาธิปไตยมากกว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ที่กำลังโดนชุมนุมขับไล่อยู่ ซึ่งการที่จะทำความเข้าใจถึงเรื่องนี้ได้อย่างถ่องแท้นั้น จำเป็นต้องขุดคุ้ยลงไปในรายละเอียดของการเมืองไทย และปัดเป่าบางตำนานออกไป

ตำนานแรกที่นายเชอร์แมน กล่าวถึง คือเรื่องที่ว่า ผู้ชุมนุมประท้วงส่วนใหญ่คือ ชนชั้นปกครองในกรุงเทพมหานคร

นายเชอร์แมน ระบุว่า การประท้วงที่เริ่มต้นขึ้นเมื่อเดือนพ.ย.ปีที่แล้ว หลังจากรัฐบาลผ่านร่างกฎหมายนิรโทษกรรม เพื่อล้างผิดให้กับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โดยมีพรรคประชาธิปัตย์ และชนชั้นกลางเป็นแกนนำการประท้วง และแม้จะมีการถอนร่างกฎหมายดังกล่าวออกไปแล้วก็ตาม แต่การประท้วงก็ขยายวงออกไปมากขึ้น แตกประเด็นเป็นการเคลื่อนไหวเพื่อปฏิรูปการเมืองไทย หรือที่ผู้ประชุมระบุว่า เป็นการกำจัดระบอบทักษิณ ซึ่งแกนนำเคลื่อนไหวในเรื่องนี้ เป็นกลุ่มที่บรรดาผู้สนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ มักเรียกว่า "อำมาตย์" หรือชนชั้นปกครอง

แต่ในความเป็นจริงแล้ว แม้การชุมนุมประท้วงจะมีศูนย์กลางอยู่ที่กรุงเทพมหานคร แต่ผู้เข้าร่วมการชุมนุมค่อนข้างจะมีความหลากหลาย รวมถึง ชนชั้นกลาง และคนทำงานในกรุงเทพมหานคร นอกเหนือไปจากนักศึกษา และผู้คนจากภาคใต้ของไทย

นายเชอร์แมนบอกด้วยว่า เป็นเรื่องจริงที่การชุมนุมประท้วงไม่ได้รับการสนับสนุนจากผู้คนทางเหนือ และตะวันออกเฉียงเหนือของไทย ซึ่งเป็นพื้นที่มีจำนวนประชากรในสัดส่วนมากสุดของประเทศ โดยการแบ่งแยกทางภูมิศาสตร์นี้ เน้นให้เห็นถึงข้อจำกัด ที่จะขยายการชุมนุมประท้วงให้ครอบคลุมทั่วประเทศ

ส่วนตำนานที่ 2 ที่คอลัมน์นิสต์รายนี้ระบุไว้ คือเรื่องของ ผู้ชุมนุมประท้วงในเมือง คัดค้านความปรารถนาที่จะได้สถานะที่เท่าเทียมกันของคนชนบท

นายเชอร์แมน ระบุว่า การชุมนุมที่เกิดขึ้นไม่ได้มีแรงผลักดันมาจากความต้องการของคนเมือง แต่ถูกจุดชนวนจากการกระทำแบบเฉพาะเจาะจงของรัฐบาล และรัฐสภา ที่สนับสนุนพ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งร่างกฎหมายนิรโทษกรรมถือเป็นการส่งสารที่ชัดเจนว่า "เราอยู่ที่นี้ เพื่อทำตามความต้องการของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นอย่างแรก และในทุกเรื่อง ไม่ใช่เพื่อประเทศแต่อย่างใด" ซึ่งถือเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้เกิดการชุมนุมขึ้นมา

บทความยังชี้ว่า แม้กลุ่มผู้ชุมนุมประท้วงต้องการที่จะขจัดพ.ต.ท.ทักษิณ ออกไปจากระบบการเมืองไทย แต่พวกเขาไม่ได้เจาะจงที่จะหาบทลงโทษต่อชาวชนบทที่ให้การสนับสนุนอดีตนายกรัฐมนตรีรายนี้ ซึ่งหาก "ชนชั้นปกครองในกรุงเทพฯ" ต้องการที่จะโค่นล้มรัฐบาล ด้วยเหตุผลที่ว่า เป็นตัวแทนของอำนาจที่คัดค้านพวกเขา คนกลุ่มนี้ก็คงออกมาเคลื่อนไหวอย่างใดอย่างหนึ่งไปตั้งนานแล้ว

อย่างไรก็ดี เป็นเรื่องโชคร้ายที่ผู้ประท้วงบางคนได้ ได้ออกมาพูดในทำนองดูถูกเกี่ยวกับชาวชนบท โดยตั้งคำถามถึงความสามารถในการใช้สิทธิเลือกตั้งของชาวชนบท เพราะการขาดความรู้ และการรับรู้ของความผิดพลาดอื่นๆ แต่ความคิดนี้ก็ไม่ได้บ่งชี้ว่า การประท้วงเกิดขึ้นเพียงเพราะคนส่วนหนึ่งต้องการที่จะขัดขวางการใช้สิทธิเลือกตั้งของคนอีกส่วนหนึ่ง

ตำนานสุดท้ายที่นายเชอร์แมนกล่าวถึง คือ เรื่องที่ว่า ผู้ประท้วงไม่ต้องการประชาธิปไตยเต็มใบ

นายเชอร์แมน ระบุว่า ผู้ชุมนุมประท้วงมักบอกอยู่อย่างสม่ำเสมอว่า ประชาธิปไตยไม่ได้จบลงที่การเลือกตั้ง ไม่ใช่แค่การหย่อนบัตรลงในหีบลงคะแนนเสียงเท่านั้น ซึ่งเรื่องนี้สามารถนำไปเปรียบเทียบกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในอียิปต์เมื่อปีที่แล้ว ที่ผู้คนจำนวนมากออกมาเดินขบวนประท้วงไปตามท้องถนน เพื่อต่อต้านรัฐบาลประธานาธิบดีโมฮัมเหม็ด มอร์ซี และเสนอให้มีการจัดตั้งรัฐบาลชั่วคราวขึ้นมา ซึ่งเรื่องนี้ไม่ได้หมายความชาวอียิปต์ไม่ต้องการประชาธิปไตย ที่พวกเขายอมเสียสละเลือดเนื้อเพื่อให้ได้มา แต่พวกเขารู้สึกว่าถูกแย่งชิงประชาธิปไตยจากรัฐบาล ที่ได้รับเลือกขึ้นมาภายใต้กฎข้อบังคับของประชาธิปไตย

ความไม่พอใจของผู้ประท้วงในไทยก็เกิดขึ้นในลักษณะที่คล้ายคลึงกัน พวกเขาออกมาชุมนุมเพื่อตอบโต้ต่อการล่วงละเมิดอำนาจของรัฐบาล การคอร์รัปชันที่เกิดขึ้นเป็นวงกว้าง และการปกครองที่ใช้เสียงข้างมากไม่ยอมรับฟังเสียงคัดค้านใดๆ ในประเด็นธรรมาภิบาลหลักๆ

สำหรับกลุ่มผู้ประท้วงแล้ว พวกเขามองพ.ต.ท.ทักษิณว่าเป็นเผด็จการ เป็นคนที่มองประชาธิปไตย เป็นเพียงวิธีการ ที่จะได้มาซึ่งอำนาจ ไม่ได้ปฏิบัติตามหลักปรัชญาการเมือง ดังนั้น จึงไม่ได้มองว่า การคัดค้านพ.ต.ท.ทักษิณ และรัฐบาลหุ่นเชิดของเขา เป็นการต่อต้านประชาธิปไตย เพราะตัวพ.ต.ท.ทักษิณเอง ก็เป็นประชาธิปไตยเพียงแค่เปลือกนอกเท่านั้น

ในความเป็นจริงนั้น การขจัด ทักษิณ และอิทธิพล ของเขาจาก การเมืองไทย เป็นเรื่องที่ต้องลงแรงลงกำลังอย่างมาก และแกนนำก็จะต้องยอมอ่อนข้อในข้อเรียกร้อง และความต้องการจัดตั้งรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ให้สอดคล้องกับความเป็นจริงมากขึ้น และยอมประนีประนอมมากขึ้น

นายเชอร์แมน ระบุว่า ไม่ว่าอย่างไรก็ตามการประท้วงในไทย ก็ไม่ได้มีพื้นฐานมาจากการต่อต้านประชาธิปไตยแต่อย่างใด เป็นแค่การเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องการปฏิรูป ที่มีสาเหตุมาจากความไม่พอใจที่ฝังรากลึก ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยในประเทศ ที่ถูกทำให้ด้อยค่าลง และถูกล่วงละเมิดจากคนเพียงเพียงคนเดียว และความต้องการที่จะคืนสู่อำนาจอีกครั้ง