เศรษฐกิจซบ-การเมืองวุ่น เอสเอ็มอีอ่วม

เศรษฐกิจซบ-การเมืองวุ่น เอสเอ็มอีอ่วม

เศรษฐกิจซบ-การเมืองป่วน ผู้ประกอบการเอสเอ็มอียอดผลิตวูบ 30%

สถานการณ์ทางการเมืองวุ่นวาย ประกอบกับเศรษฐกิจโลก และเศรษฐกิจภายในประเทศล้วนไม่ค่อยดี กระทบภาคการผลิตสินค้าอย่างไร "สมชาย หาญหิรัญ" ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) และ "ทวีกิจ จตุรเจริญกุล" รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) ร่วมกันให้ข้อมูลในรายการ Business Talk หัวข้อ "เศรษฐกิจซบ - การเมืองวุ่น ฉุดภาคการผลิตจริงหรือ" ทางกรุงเทพธุรกิจทีวี

สมชาย ให้ข้อมูลดัชนีการผลิตภาคอุตสาหกรรมตลอดปี 2556 ว่า เป็นช่วงการขยายตัวของการผลิตภาคอุตสาหกรรม (เอ็มพีไอ) ซึ่งอยู่ในแดนลบมาตั้งแต่เดือน เม.ย. เมื่อมองย้อนกลับไป 7-8 เดือน ไทยเผชิญสภาวะเศรษฐกิจมาก สิ่งแรกคือค่าเงินบาทแข็ง ก่อนจะมาอ่อนช่วงเดือนเม.ย. การขยายตัวส่งออกภาคอุตสาหกรรม มองย้อนเดือนเม.ย. - ปลายปี อัตราขยายของภาคอุตค่อนข้างต่ำ จากเศรษฐกิจโลกเป็นหลัก

สิ่งที่สองเป็นการติดลบจากด้านเทคนิค ซึ่งผลผลิตภาคอุตสาหกรรมปี 2556 เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน หรือปี 2555 ที่ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมมีสูง เพราะเพิ่งฟื้นตัวจากภาวะน้ำท่วมปี 2554 และมีรถยนต์คันแรก ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมจึงขยายตัวสูง ปี 2556 ไตรมาส 2 เข้าสู่ภาวะปกติ ผลผลิตเลยตกลง

ทั้งนี้ ผลผลิตอยู่แดนลบจากเดือนเม.ย. - ธ.ค. ประมาณการคร่าวๆ ติดลบ 3% แต่ปี 2557 มองแนวทางที่ดีขึ้น จาก 1. ผลผลิตภาคอุตส่วนใหญ่พึ่งพิงส่งออกเป็นหลัก ดูจากตัวเลขพยากรณ์เศรษฐกิจจากคู่ค้าสำคัญ และตัวเลขเวิลด์แบงก์ ไอเอ็มเอฟ สถาบันการศึกษา ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมน่าจะขยับตัวแดนบวก 2-3% แต่ทั้งนี้ค่าเงินบาทจะต้องอยู่ที่ 32 บาทโดยเฉลี่ย ไม่กลับมาแข็งอีกครั้ง

คู่ค้ารายใหญ่ฟื้นช่วยหนุน

2. การฟื้นตัวของประเทศคู่ค้าสำคัญ คือสหรัฐ ญี่ปุ่น และยุโรป น่าจะทำให้เศรษฐกิจโลกเติบโต 3.1 - 3.2% จากปี 2556 โต 2% ตลอดจนปลายปี 2556 สัดส่วนการส่งสินค้าไปจีนมี 10-11% และเห็นแนวโน้มที่จะขยายตัวในแดนบวกของการส่งสินค้าจากไทยไปจีน

"การขยายตัวการผลิตอยู่ในแนวโน้มจะขยับสูงขึ้น แต่พูดการขยายตัวต้องระวัง ซึ่งเป็นในแง่เทคนิค จากอัตราการขยายตัวภาคอุตสาหกรรมการผลิต ไตรมาสแรกเพิ่มขึ้น 3% กว่าๆ เมื่อเทียบกับไตรมาส 2 ลบ 4.9% ไตรมาส 3 ลบ 3.5% ไตรมาสสุดท้ายประมาณลบ 7% เมื่อเทียบกับไตรมาสแรกของปีที่แล้วน่าจะเพิ่มขึ้นนิดหน่อย"

ส่วนการเมืองวุ่นวายมาเป็นเดือนที่ 3 กระทบการผลิตเพื่อการอุปโภคในประเทศอย่างไร เขาเห็นว่า สินค้าอุตสาหกรรมส่วนใหญ่ผลิตเพื่อการส่งออก 35-65% สินค้าอุตสาหกรรมใหญ่ๆ เช่น อิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ ไอซี ชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ แผงวงจรไฟฟ้า เสื้อผ้า แล้วส่งออกเป็นสำคัญ ส่วนสินค้าประเภทอาหารจะไม่ผันแปรนัก จำเป็นต้องบริโภค แม้การเมืองจะอยู่ใจกลางกรุงเทพฯ แต่ไปบูมยอดขายชานเมืองและที่อื่นได้ ดังนั้น ภาพรวมกระทบ แต่ควบคุมได้ ไม่ส่งผลให้เอ็มพีไอติดลบ

อย่างไรก็ตาม ประเมิน 3 เดือนถ้าการบริโภคในประเทศลดลง ดูจากกรุงเทพฯ เป็นหลัก จากจีดีพีภาคอุตสาหกรรม 5 ล้านล้านบาทจะฉุดมูลค่าเพิ่มลด 0.4% หรือกว่า 2 หมื่นล้านบาท และถ้าการชุมนุมทำให้เกิดการชะลอตัวการลงทุนของภาครัฐซึ่งเกี่ยวพันการลงทุนของเอกชนเพราะมีโครงการเกี่ยวกับอินฟราสตรักเจอร์ต่างๆ จะกระทบ -1.1% ของจีดีพี หรือ 5-6 หมื่นล้านบาท

อุตสาหกรรมที่จะกระทบมีก่อสร้าง รวมสุขภัณฑ์ เซรามิก ลดลง 2.6% ขนส่งลด 2.4% และการบริโภคจะกระทบเครื่องใช้ไฟฟ้าลด 6.4% พลาสติกผลิตของเล่น ลด 2.4%

เอกชนชี้ยอดผลิตวูบ30%

ทวีกิจ มีมุมมองในลักษณะนักธุรกิจว่า คนไปเดินห้างน้อยลงมาก มีคนเฉพาะเสาร์อาทิตย์ และรายงานผลการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มที่ออกมาเดือน พ.ย. - ธ.ค. ก็ลดลง 19% เชื่อว่าหลังจากนั้นก็ลดลงอีก ในฐานะที่ไม่ใช่อุตสาหกรรมที่ผลิตสินค้าขนาดใหญ่ มองกลุ่มต่างจังหวัด และเอสเอ็มอี มีผลผลิตต่ำกว่าความเป็นจริง 15-20% ลูกค้าออเดอร์ถอยลงมาก แม้อาจไม่มีตัวเลขยืนยัน

หากหลายบริษัทที่ทำเกี่ยวกับการบริโภคในเครือใหญ่ๆ เช่น ผลิตสบู่ ยาสระผม ของใช้ในครัวเรือน ยอดสั่งซื้อหาย 20-30% ส่งผลต่อผลผลิตลดลง เสื้อผ้าผลิตขายในไทยลด 25-30% เครื่องใช้ไฟฟ้าก็หล่น มีโอกาสต้องไปเดินจตุจักร ซึ่งมีกลุ่มเป้าหมายกลางลงล่างจากที่เคยเดินเบียดกันก็เดินสบาย

พร้อมระบุถึงภาพรวมธุรกิจเสื้อผ้าที่เขาดำเนินการอยู่ก็ลดลงชัดเจน ผู้ซื้อขอเลื่อนกำหนดส่งสินค้าไปเป็น 1 - 2 เดือน ไม่ต้องรีบ ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะลูกค้าไม่มีอารมณ์ใช้จ่าย

ส่วนภาคการส่งออก ในฐานะนักธุรกิจไม่ได้มองภาพใหญ่ รายใหญ่ข้ามชาติไม่ต้องเป็นห่วง ไฮเทคโนโลยี มูลค่ามหาศาล แต่ประเทศไทยมีหัตถกรรม ใช้มือมาก น่าจะกระทบเอสเอ็มอี รายเล็ก หัตถกรรม

ในกลุ่มเสื้อผ้า สอท. มีตัวเลขถอยมา 1-2 ปี ตั้งแต่มีค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท ต้นทุนเพิ่มขึ้นกว่า 10% การผลิตเสื้อผ้าเป็นค่าแรง 30-40% วัตถุดิบ 60% ที่เหลือเป็นค่าใช้จ่ายอื่นๆ ย้ายไปตั้งโรงงานประเทศเพื่อนบ้านดีกว่า ค่าแรงถูกกว่า ลดต้นทุนได้ 10-20%

แม้บางประเทศเริ่มปรับค่าแรงจากประท้วง แต่ก็ยังเป็นประมาณ 40% ของไทย ถึงแรงงานของ 160 ดอลลาร์ต่อเดือน แต่รัฐบาลให้ 100 ดอลลาร์ เท่ากับ 3,000 บาทต่อเดือน บวกค่าเบี้ยขยัน ค่าเดินทาง 7 ดอลลาร์ รวมแล้วไม่เกิน 120 ดอลลาร์ แต่ของไทยประมาณ 1 หมื่นบาทต่อเดือน