ส่องสมรภูมิธุรกิจ2556 ปีแห่งสีสัน-นวัตกรรม'เขย่าคู่แข่ง'

ส่องสมรภูมิธุรกิจ2556 ปีแห่งสีสัน-นวัตกรรม'เขย่าคู่แข่ง'

การขับเคลื่อนธุรกิจในรอบปี 2556 ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงรอบด้านทั้งปัจจัยภายใน-นอกประเทศ

ภาวะเศรษฐกิจ การเมือง สังคม ลูกค้า โดยเฉพาะ "คู่แข่ง" วิถีทางธุรกิจเต็มไปด้วยสีสัน นวัตกรรม ก้าวรุกในอัตราเร่งเพื่อช่วงชิงโอกาสทางการตลาดเหนือคู่แข่ง ที่วันนี้ขุมพลังของผู้ประกอบการแต่ละค่ายแทบไม่แตกต่างกัน หาก "เพลี่ยงพล้ำ" อาจสะเทือนสถานะ "ผู้นำ"

'คอนโด-บ้าน'เปิด1.3แสนหน่วยสูงสุดรอบ16ปี
ตลอดเวลา 12 เดือนของปี2556 มีปัจจัยลบเข้ามากระทบหลากหลาย ทั้งภาวะการเงิน ตลาดทุนที่ได้รับผลกระทบจากเงินทุนไหลออก จากมาตรการแก้ปัญหาเศรษฐกิจสหรัฐ ภาวะดอกเบี้ยปรับตัวสูงขึ้น ภาวะกำลังซื้อผู้คนที่รับผลกระทบจาก โครงการรถคันแรก และภาคธุรกิจที่ต้นทุนพุ่งขึ้น จากมาตรการค่าแรง 300 บาททั่วประเทศ ภาวะขาดแคลนแรงงาน ในภาคการก่อสร้าง และสุดท้ายปลายปียังมีภาวะการเมืองร้อน ยุบสภา ปฏิรูปประเทศที่ยังไม่เห็นทางออก

แต่ท่ามกลางปัจจัยลบเหล่านั้น ไม่น่าเชื่อว่า ธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ปี 2556 กลับกลายเป็นปีที่ การลงทุนพัฒนาโครงการใหม่ ทั้งโครงการแนวสูง คือคอนโดมิเนียมต่างๆ และโครงการจัดสรรแนวราบ บ้านเดี่ยว ทาวน์เฮาส์ กลับมียอดเปิดโครงการใหม่สูงที่สุดในรอบ 16 ปี นับจากปี 2540 เป็นต้นมา

อิสระ บุญยัง นายกกิติมศักดิ์ สมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร กล่าวว่า ปีนี้เป็นปีแรกในรอบ 16 ปี ที่โครงการเปิดตัวใหม่เยอะมาก โดยคอนโดมิเนียมเปิดตัวมากที่สุด ยอด ณ 10 เดือนเปิดไปแล้วกว่า 8 หมื่นยูนิต จนถึงสิ้นปีนี้คาดว่าจะมียอดเปิดใหม่ถึง 9 หมื่นยูนิต หรือคิดเป็นสัดส่วนประมาณกว่า 60% ของโครงการเปิดใหม่ทั้งหมด

ขณะที่โครงการบ้านจัดสรรแนวราบ ทั้งบ้านเดี่ยว และทาวน์เฮ้าส์ ก็มีจำนวนเปิดโครงการใหม่ไม่น้อยเช่นกัน ตัวเลขรวมมากกว่า 2.77 หมื่นยูนิต ณ สิ้นเดือนต.ค. คาดว่าจนถึงสิ้นปีตัวเลขอาจได้ใกล้เคียง 3 หมื่นยูนิตแน่นอน เมื่อรวมสินค้าทั้งสองประเภทแล้ว จะพบว่าปีนี้มียอดเปิดขายรวมกว่า 1.2-1.3 แสนยูนิตเลยทีเดียว มากกว่าปีที่แล้วกว่า 20% จากปีที่แล้ว ยอด 10 เดือนเปิดโครงการใหม่เพียง 7.2 หมื่นยูนิต และทั้งปีปิดยอดมาได้ที่กว่า 9 หมื่นยูนิต

เหตุผลหลักมาจาก ตลาดคอนโดมิเนียมเติบโตเพิ่มขึ้นมาก โดยมีแรงหนุนจาก 4 ปัจจัยด้วยกัน คือ ราคาบ้าน-ที่ดินแพงขึ้น สินค้าบ้านแนวราบระดับราคา 1-3 ล้านบาท มีเปิดตัวค่อนข้างน้อย และส่วนใหญ่อยู่ในทำเลห่างไกลจากเขตเมืองค่อนข้างมาก ทำให้ตลาดครอบครัวใหม่ คนทีมีกำลังซื้อบ้านไม่เกิน 1 ล้าน มีทางเลือกเดียวคือคอนโดมิเนียม ตลาดคอนโดระดับล่างจึงมาชดเชยตลาดนี้

ทรูวิชั่นส์-ซีทีเอชเปิดศึก'เพย์ทีวี'
หลังจาก "ซีทีเอช" ภายใต้การนำทัพของ วิชัย ทองแตง และผู้บริหารไทยรัฐ ช่วงชิงลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอล "พรีเมียร์ลีก อังกฤษ" 3 ฤดูกาลต่อเนื่องระหว่างปี 2013-2016 ด้วยมูลค่า "หมื่นล้านบาท" นับเป็นจุดเริ่มต้นการแข่งขันในธุรกิจ"เพย์ทีวี" กับ "ทรูวิชั่นส์" ที่ครองตลาดมา 20 ปี

นับจากเริ่มต้นฤดูกาลแข่งขันพรีเมียร์ลีก 2013 ในช่วงกลางปีนี้ ซีทีเอชเปิดตัวแพ็คเกจ 899 บาท สำหรับการรับชมการแข่งขันพรีเมียร์ลีกทุกนัด พร้อมเสริมทัพด้วยคอนเทนท์บันเทิงจากกลุ่มฟ็อกซ์

ฟาก ทรูวิชั่นส์ ปรับกลยุทธ์ชูนวัตกรรมการรับชมใหม่ด้วยเทคโนโลยี "ทรูวิชั่นส์ เอนิแวร์" การรับชมช่องรายการผ่านสมาร์ทดีไวซ์ พร้อมทุ่มงบประมาณกว่า 2 พันล้านบาท เสริมทัพช่องเอชดี เท่าตัวจาก 23 ช่อง เป็น 50 ช่อง และทรูวิชั่นส์ 3D ช่องรายการ 3 มิติ เพื่อสร้างประสบการณ์การรับชมใหม่ให้กลุ่มสมาชิก

พร้อมคว้าลิขสิทธิ์การแข่งขันฟุตบอล ไทยพรีเมียร์ลีก 3 ปี ฤดูกาล 2557-2559 ด้วยมูลค่า 1.8 พันล้านบาท หวังใช้เป็นกลยุทธ์ขยายฐานผู้ชมกลุ่มตลาดแมสที่ชื่นชอบการแข่งขันฟุตบอลไทย

พิษรถคันแรก"ปีแห่งสต็อคบวมป่วนตลาด"

ตลอดครึ่งปี2556 ต้องบอกว่า ที่ดินตรงไหนมีที่ว่างจะถูกโรงงานรถยนต์เช่าชั่วคราว เพื่อจอดรถยนต์รอส่งมอบ สาเหตุที่รถทะลักลานจอดเพราะพื้นที่ว่างเดิมไม่พอจอดรถ เนื่องจากการผลิตรถออกมาตามคำสั่งซื้อแล้วลูกค้าไม่ยอมมารับรถ ส่งผลกระทบต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ ตั้งแต่ คนขาย คนขน ลานจอด นำมาซึ่งการระบายสต็อค ขนานใหญ่

ในปี 2556 นับเป็นปีแห่งศึกรถยนต์ครั้งที่ยิ่งใหญ่ อันเกิดมาจากสต็อคบวม การแข่งขันเกิดขึ้นทั้งระหว่างค่ายและบรรดาดีลเลอร์ด้วยกันเอง อาวุธการส่งเสริมการขาย ทุกชนิดถูกนำมาใช้ไม่ว่า ฟรีดอก ฟรีดาวน์ ฟรีประกันภัย ให้ส่วนลดเงินสด คูปองน้ำมัน แถมค่าบำรุงรักษาให้บวกเงินสดให้ราคารถมือสองสูง

แต่เมื่อลูกค้าในโครงการรถคันแรกของรัฐบาล เปลี่ยนใจไม่รับรถ ตัวเลขทิ้งรถคันแรกจึงสูงถึง 1.3 แสนคัน ค่ายรถส่วนใหญ่จึงพร้อมใจเรียกลูกค้าใหม่การแข่งขันเกิดขึ้นทั้งในกรุงเทพและต่างจังหวัด ดีลเลอร์ไหนรับเป้ามากรถค้างมากก็เล่นเกมแรง เข้มข้น ชนิดดาวน์แค่ 16 บาท หรือ ไม่ต้องมีเงินดาวน์กันแล้ว หรือกระทั่งนำโฉนดมาวาง และถอยรถออกไปได้เลย

ตลาดรถเพิ่งกลับมาสู่ภาวะปกติได้ก็ใกล้สิ้นปี2556 นักวิเคราะห์บางสำนักบอกว่า พิษของรถคันแรกนี้อาจจะลากยาวข้ามปีไปถึงไตรมาสแรกปี 2557 พิษสต็อคบวมครั้งนี้จะนำพาทิศทางศึกรถ ไปทางไหนอย่างไร คงต้องคิดตามดูในปีหน้า


วางโรดแมพ 'สุขุมวิท มิดทาวน์'
ได้ฤกษ์เปิดตัวโปรเจคใหญ่แห่งปีย่านใจกลางสุขุมวิทของ "กลุ่มเดอะมอลล์" เรียกเสียงฮือฮาไม่น้อยกับ ดิ เอ็มโพเรียม โฉมใหม่ มาพร้อมกับ "ดิ เอ็มควอเทียร์" พร้อมเปิดบริการปลายปี 2557 ตามด้วย "ดิ เอ็มสเฟียร์" ในปี 2559 ครอบครองอาณาจักรชอปปิงหรูบนเนื้อที่รวม 50 ไร่ กว่า 6.5 แสนตร.ม. ไม่เพียงมูลค่าลงทุนสูงกว่า 2 หมื่นล้านบาท หากแต่ปรากฏการณ์ที่จะเกิดขึ้นนับตั้งแต่อาคารสถาปัตยกรรมเชิงสัญลักษณ์ Iconic Building พร้อมองค์ประกอบที่เรียกว่า "แตกต่าง" อย่างชัดเจนจากคู่แข่ง

ย้ำความเป็น "แลนด์มาร์ค" ที่จะมาพลิกโฉมหน้าให้มหานครกรุงเทพก้าวสู่ความเป็นศูนย์กลางชอปปิงแห่งเอเชีย!! ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลก ขานรับการเข้าร่วมประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนของ "ไทย" ด้วยภูมิศาสตร์ของทำเลศูนย์กลางการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยวของภูมิภาค ท่ามกลางกำลังซื้อกว่า 600 ล้านคน เฉพาะจำนวนนักท่องเที่ยวมาไทยคาดเพิ่มขึ้นจาก 25 ล้านคน เป็น 40 ล้านคนใน 5 ปีข้างหน้า ไม่นับรวมอำนาจซื้อจากชาวไทยที่ขยับเพิ่มขึ้นทุกปี คือ เป้าหมายของการพลิกแลนด์สเคปวางโรดแมพ "สุขุมวิท มิดทาวน์" เทียบย่านการค้าหรือมหานครระดับโลก

ศุภลักษณ์ อัมพุช รองประธานกรรมการ บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า การพัฒนาย่านการค้า "สุขุมวิท มิดทาวน์" เทียบได้กับย่านกินซ่า ในญี่ปุ่น หรือนิวยอร์ก ที่เปรียบเสมือนย่านชอปปิง "สยามพารากอน" ในวันนี้ ขณะที่ย่านใจกลางสุขุมวิทแห่งนี้เปรียบได้กับย่านการค้าใหม่ของญี่ปุ่นที่มีความทันสมัย หรูหรา "โอโมเตะซานโดะ" และ "ร็อปปองงิ" แม้กระทั่ง "ปารีส" ซึ่งมีความซับซ้อนของความเป็นเมืองสูง

การพัฒนาในลักษณะของย่าน หรือ Distric มีความครบวงจรของการใช้ชีวิต สร้างความได้เปรียบเชิงการแข่งขันให้กับทั้ง 3 โครงการ "ไม่มีคู่แข่งทางตรง" ในรัศมีนับ 10 กิโลเมตรเลยทีเดียว


สงคราม'นวัตกรรม'เครื่องดื่ม

ผู้ประกอบการในธุรกิจ "เครื่องดื่ม" ต่างขับเคี่ยวกันชนิดหายใจรดต้นคอ มีนวัตกรรมสินค้า กลยุทธ์การตลาดใหม่ๆ การผนึกพันธมิตรธุรกิจ สร้างจุดขายที่เป็น "เอกลักษณ์" เพื่อช่วงชิง "ฐานลูกค้า" โดยเฉพาะสงคราม "น้ำดำ" ที่ "โค้ก" ประกาศชัยชนะเหนือ "เป๊ปซี่" เป็นครั้งแรกในรอบ 25 ปี ด้วยส่วนแบ่งการตลาด 50% ขยับจากกว่า 40% เมื่อปี 2555 ในจังหวะที่แบรนด์ผู้นำมีการปรับเปลี่ยนครั้งใหญ่ท่ามกลางซัพพลายหายออกจากตลาด ทำให้โค้กและแบรนด์น้ำดำค่ายอื่นรับอานิสงส์กันถ้วนหน้า ขณะที่ค่ายเป๊ปซี่พลิกกลยุทธ์ใช้ "นวัตกรรม" ผ่านบรรจุภัณฑ์ขนาดใหม่ทั้งขวด PET และกระป๋อง "สลิม" พร้อมปัดฝุ่น "เมาเทนดิว" มาพร้อมรูปลักษณ์ขวดสะท้อนแสง ไล่ตีตื้นเพื่อทวงแชมป์คืนในเร็ววัน
ขณะที่กลุ่มไทยเบฟของเจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี บรรลุข้อตกลงซื้อกิจการ "เอฟแอนด์เอ็น" บลูชิพคัมปะนีแห่งสิงคโปร์เป็นที่เรียบร้อย เสริมความแข็งแกร่งพอร์ตธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มพร้อมบุกตลาดโลก ค่ายคู่แข่ง "สิงห์ คอร์เปอเรชั่น" เปิดความร่วมมือทางธุรกิจทันควันกับเบียร์ข้ามชาติ "คาร์ลสเบิร์ก" ขยายตลาดในไทย อาเซียน และทั่วโลกเช่นเดียวกัน ปลุกสมรภูมิเบียร์ขวดเขียวร้อนระอุขึ้นมาทันที

ตลาดชาพร้อมดื่มเป็นอีกกลุ่มที่สร้างสีสันตลอดทั้งปี เริ่ม "ต่อยอด" แตกไลน์สร้างเซ็กเมนท์ฯ ใหม่ ไม่ว่าจะเป็น "เย็นเย็น" จากค่ายอิชิตัน ส่วนซันโตรี่และทิปโก้ ส่ง ซันโทรี่ ทีพลัส ชาอู่หลง เปิดตลาดจริงจัง