ย้อนรอยธุรกิจท่องเที่ยว..ส่องเทรนด์ตลาดดาวรุ่งปี57

ย้อนรอยธุรกิจท่องเที่ยว..ส่องเทรนด์ตลาดดาวรุ่งปี57

ปี 2556 ที่กำลังจะสิ้นสุด ถือเป็นปีที่มีการพลิกผันช่วงท้ายปี สำหรับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย

หลังจากตลอด 10 เดือนที่ผ่านมาอยู่ในภาวะสดใสเมื่อเทียบกับหลายปีที่ผ่านมา แต่ด้วยปัญหาชุมนุมทางการเมืองครั้งใหญ่ในช่วง 2 เดือนสุดท้าย กลายเป็นปัจจัยลบกระทบตัวเลขเป้าหมายในปีนี้

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) คาดว่าตลอดทั้งปี 2556 ไทยจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้น 17% เป็น 26.17 ล้านคน สร้างรายได้ 1.18 ล้านล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 20% โดยมีการปรับลดจากแนวโน้ม 26.26 ล้านคน จากผลกระทบการออกกฎหมายท่องเที่ยวใหม่ของจีน ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.2556 ส่งผลให้เกิดการปรับราคาแพ็คเกจทัวร์ขึ้นให้สมเหตุสมผล และเหตุภัยพิบัติจากพายุใต้ฝุ่นในฟิลิปปินส์ในเดือน พ.ย. ส่วนปีหน้าคาดว่าตลาดต่างประเทศ จะมีจำนวน 28.008 ล้านคน เติบโต 7.28% ทำรายได้ 1.326 ล้านล้านบาท เติบโต 13%

พงศธร เกษสำลี รองผู้ว่าการด้านตลาดเอเชียและแปซิฟิกททท. กล่าวว่า สำหรับดาวรุ่งในการทำรายได้หลักของปี 2557 ต้องยกให้ภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกใต้ ซึ่งวางเป้าหมายจำนวนนักท่องเที่ยว 19.645 ล้านคน เพิ่มขึ้น 7.73% รายได้ 742,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.73% แต่สำหรับตลาดดั้งเดิมอย่างภูมิภาคยุโรป แอฟริกา ตะวันออกกลางและอเมริกา แม้เป้าหมายด้านจำนวนนักท่องเที่ยวจะน้อยกว่าราวเท่าตัวที่ 8.362 ล้านคน แต่คาดว่าจะทำรายได้ในระดับที่ไม่ทิ้งห่างกันที่ 584,500 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.89%

ด้านตลาดในประเทศปีนี้ การขยายตัวกลับไม่สดใสเท่ากับนักท่องเที่ยวขาเข้า(อินบาวด์) เนื่องจากในช่วงไตรมาส3 มีเหตุการณ์ที่เป็นผลกระทบในบางพื้นที่ ซึ่งเป็นจุดหมายของนักท่องเที่ยวไทย ได้แก่ น้ำมันดิบรั่วไหลบริเวณอ่าวพร้าว เกาะเสม็ด จ.ระยอง และการชุมนุมของชาวสวนยางในภาคใต้ แต่ขณะเดียวกันกำลังซื้อส่วนหนึ่งยังถูกดึงไปกับการท่องเที่ยวต่างประเทศ โดยเฉพาะ "ญี่ปุ่น" ที่ขึ้นแท่นเป็นจุดหมายยอดนิยมของคนไทยทันที เมื่อประกาศมาตรการฟรีวีซ่าตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค.2556

ขณะที่มิติเศรษฐกิจภายในประเทศ ยังพบว่าหนี้ครัวเรือนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ทำให้คนไทยส่วนหนึ่งตัดสินใจประหยัดค่าใช้จ่ายด้านท่องเที่ยว เพื่อนำไปใช้กับสิ่งที่จำเป็น หรือมีการปรับพฤติกรรมการเดินทางไปยังจุดหมายในระยะทางสั้นลงและใช้จ่ายเงินต่อทริป"ลดลง" โดยที่ ททท.คาดการณ์ไปถึงปี 2557 ว่าหากสถานการณ์การเมืองไม่ลุกลาม ตลาดในประเทศจะมีจำนวนนักท่องเที่ยว 129.49 ล้านคน/ครั้ง เพิ่มขึ้น 5.76%

ด้านภาคเอกชนอย่าง "บริษัทนำเที่ยว" ซึ่งยังคงมีบทบาทสำคัญในการช่วยส่งเสริมผลักดันตลาดท่องเที่ยว มีการรายงานแนวโน้มในทิศทางเดียวกันว่า ตลาดอินบาวด์ที่เติบโตมาตลอดปี ยังมีส่วนช่วยส่งเสริมให้ปีนี้มีลูกค้าต่างชาติใช้บริการผ่านทัวร์เพิ่มขึ้นในช่วง 11 เดือนแรก จากสถิติ 4.08 ล้านคน เพิ่มจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ทำได้ 3.5 ล้านคน

ขณะที่ ศิษฎิวัชร ชีวรัตนพร นายกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) กล่าวว่าเทรนด์การท่องเที่ยวที่น่าสนใจจากการเฝ้าติดตามสถานการณ์ลูกค้าที่ใช้บริการผ่านทัวร์ในช่วง 8 ปีที่ผ่านมา พบว่ามี 6 ตลาดที่เติบโตแบบก้าวกระโดด และมาเห็นการขยายอย่างตัวชัดเจนในปี 2556 อันดับแรก ได้แก่ จีน ซึ่งมีส่วนแบ่ง 34% ของนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมด หากเทียบกับปี 2548 มีการเติบโตผ่านห้วงเวลาดังกล่าวมาแล้ว 292.62%

โดยในปี2556 แม้จะยังมี "ตัวแปร" ด้านกฎหมายท่องเที่ยวที่ยังไม่ชัดเจน แต่จากท่าทีล่าสุดของรัฐบาลจีนที่ได้รับเสียงสะท้อนจากบริษัทนำเที่ยวที่ได้รับผลกระทบ ทำให้มีแนวโน้มกำลังจะเริ่มกระบวนการ "กำหนดทิศทางและรูปแบบของโปรแกรมนำเที่ยวให้ชัดเจนขึ้น" คาดว่าจะเห็นผลในปี 2557

ส่วนอันดับ 2 ได้แก่ รัสเซีย ปัจจุบันมีส่วนแบ่งการตลาด 15.39% หรือคิดเป็นจำนวน 628,240 คน เติบโตกว่า 1,156% เมื่อเทียบกับปี 2548 ซึ่งมีการเดินทางมาเพียงหลัก 5 หมื่นคน โดยการขยายตัวที่ต่อเนื่อง เพราะสภาพเศรษฐกิจของรัสเซียที่มีแนวโน้มสดใส อีกทั้งกลุ่มผู้ประกอบการทัวร์รายใหญ่พร้อมใจส่งเสริมตลาดด้วยการให้เที่ยวบินเช่าเหมาลำ (ชาร์เตอร์ไฟลต์) ตรงไปยังจุดหมายอื่นๆ นอกเหนือกรุงเทพฯ อาทิ สนามบินอู่ตะเภา (พัทยา) และภูเก็ต เป็นต้น

อันดับ 3 อินเดีย ส่วนแบ่งตลาด 4.4% มีจำนวนนักท่องเที่ยวเติบโต 122% เป็น 179,745 คน เทียบกับ 8 ปีก่อน, อันดับ 4 เวียดนาม ส่วนแบ่ง 4.25% เพิ่มขึ้น 169% เป็น 173,640 คน, อันดับ 5 ได้แก่ อินโดนีเซีย ส่วนแบ่ง 1.73% เพิ่มขึ้น 103% เป็น 70,516 คน และอันดับ 6 ตลาดฝรั่งเศส มีส่วนแบ่ง 1.29% เพิ่ม 60% เป็น 52,754 คน

ในรอบ 8 ปีที่ผ่านมามี 5 ตลาดที่แนวโน้มใช้บริการผ่านทัวร์ลดลง ได้แก่ ญี่ปุ่น ลดลงราว 10.59%, เกาหลี 50.64%, ฮ่องกง 27%, อังกฤษ 59.45% สิงคโปร์ 82.7% โดยสาเหตุของการลดลงนั้น เป็นเพราะปัจจัย 3 ประการ ได้แก่ ความนิยมในการท่องเที่ยวด้วยตัวเอง และมีอิสระในการวางแผนเดินทางเองมากขึ้น เนื่องมาจากการศึกษาของประชากรทั่วโลกที่อยู่ในเกณฑ์สูงขึ้น สามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารผ่านโลกออนไลน์ได้ดี แต่บริษัทนำเที่ยวส่วนใหญ่ในไทยยังใช้วิธีการขายแบบดั้งเดิม ไม่ได้ขยายการบริการโดยเทคโนโลยีออนไลน์ตามกระแสของโลก

ท่ามกลางปัจจัยการเมืองไทยที่ยังต้องเฝ้าระวังเป็น"อันดับแรก" อุตสาหกรรมท่องเที่ยวจึงคาดหวังให้เหตุการณ์สงบลง เพื่อจะพลิกฟื้นตลาดสู่การเติบโตอีกครั้ง