เปิดต้นทุนค่าไลเซ่นส์-โครงข่าย'ทีวีดิจิทัล'

เปิดต้นทุนค่าไลเซ่นส์-โครงข่าย'ทีวีดิจิทัล'

หลังจบการประมูลโทรทัศน์ระบบดิจิทัล (ทีวีดิจิทัล) ประเภทธุรกิจ 24 ช่อง ของ กสทช.

ซึ่งมีผู้ชนะประมูล 17 กลุ่มธุรกิจ รวมมูลค่าประมูล 50,862 ล้านบาท คิดเป็นอัตราเพิ่มขึ้น 234% จากราคาขั้นต้นประมูลที่มูลค่า 15,190 ล้านบาท

ทั้งนี้ ผู้ชนะประมูลต้องรับภาระจ่ายในการบริหาร สถานีโทรทัศน์ฟรีทีวีดิจิทัล ตลอดอายุใบอนุญาต 15 ปี ซึ่งต้นทุนคงที่ ประกอบด้วย ค่าใบอนุญาต ,ค่าบริการโครงข่าย (Mux) และค่าส่งสัญญาณดาวเทียมตามหลักเกณฑ์ Must Carry

โดย กสทช. กำหนดให้ผู้ได้รับใบอนุญาต จ่ายเงินค่าประมูลออกเป็น 2 ส่วน ระยะเวลา 6 ปี ก้อนแรก กำหนดจ่ายภายใน 4 ปี คือ มูลค่าราคาขั้นต้น จ่ายปีแรกอัตรา 50% ปีที่สอง 30% ปีที่สาม 10% และปีสี่ 10%

และก้อนที่สอง กำหนดจ่ายภายใน 6 ปี คือ มูลค่าส่วนเกินจากราคาขั้นต้น ปีแรกและปีที่สอง ปีละ 10% ส่วนปีที่สามถึงปีที่หก ปีละ 20%

ดังนั้นในช่วง 4 ปี ผู้ได้รับใบอนุญาตจะมีภาระในการจ่ายต้นทุนสูงสุด โดยต้องจ่ายเงินค่าใบอนุญาต ทั้งมูลค่าราคาขั้นต้นประมูล และราคาส่วนเกินไปพร้อมกัน

นอกจากนี้ยังมีต้นทุนค่าบริการโครงข่ายภาคพื้นดิน (Mux) ที่ต้องเช่าใช้บริการเพื่อส่งสัญญาณช่องรายการ ซึ่งมีผู้ได้รับใบอนุญาต 4 ราย ประกอบด้วย ไทยพีบีเอส , ช่อง11 ,ช่อง5 และอสมท ซึ่งมีอัตราค่าบริการใกล้เคียงกัน เฉลี่ยช่องรายการระบบความคมชัดปกติ (SD) เดือนละ 4.6-4.7 ล้านบาท ปีละ 55-57 ล้านบาท และตลอดอายุใบอนุญาต 15 ปี ที่ราคา 828-856 ล้านบาท

ขณะที่ต้นทุนค่าเช่าใช้บริการโครงข่ายของช่องรายการระบบความคมชัดสูง (HD) เฉลี่ยเดือนละ 13-14 ล้านบาท ปีละ 165-171 ล้านบาท และตลอดอายุใบอนุญาต 15 ปี ที่ราคา 2,485-2,570 ล้านบาท

อย่างไรก็ตามทั้งช่องรายการระบบเอชดีและเอสดี จะต้องมีค่าใช้จ่ายการส่งสัญญาณดาวเทียม ตามหลักเกณฑ์ประกาศ Must Carry ที่กำหนดให้ต้องแพร่ภาพสัญญาณทีวีดิจิทัล เป็นการทั่วไปในทุกแพลตฟอร์ม จึงต้องมีค่าใช้จ่ายอีกเดือนละ 1 ล้านบาท หรือปีละ 180 ล้านบาท ในการส่งสัญญาณผ่านระบบดาวเทียม เพื่อให้ผู้ชมสามารถรับชมผ่านจานรับสัญญาณดาวเทียม ทั้งระบบซีแบนด์ และเคยูแบนด์ และเคเบิลทีวี