เฟดลดคิวอีมีผลม.ค.ลงทุนต่างชาติชัดเจน

เฟดลดคิวอีมีผลม.ค.ลงทุนต่างชาติชัดเจน

เฟดประกาศลดขนาดลดคิวอีมีผลม.ค.57 คาดตลาดแรงงานสหรัฐปรับตัวดีขึ้น ส่งผลให้การลงทุนของนักลงทุนต่างชาติปีหน้ามีทิศทางชัดเจน

ในครั้งที่แล้ว ผมได้พูดถึงโอกาสที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะเริ่ม "ลดขนาดของมาตรการซื้อพันธบัตร (QE)" ในเดือนธันวาคมยังคงมีอยู่ ซึ่งในที่สุดแล้ว คณะกรรมการเฟดได้ตัดสินใจด้วยคะแนน 9 ต่อ 1 ให้ลดขนาด QE ลงจากเดือนละ 8.5 หมื่นล้านดอลลาร์ เหลือเดือนละ 7.5 หมื่นล้านดอลลาร์ มีผลตั้งแต่เดือนมกราคม 2557 เนื่องจากเฟดมองว่าแนวโน้มตลาดแรงงานสหรัฐปรับตัวดีขึ้น

นอกจากนี้ เฟดยังระบุว่าอาจเพิ่มหรือลดขนาดของ QE ได้ตามความเหมาะสม โดยขึ้นอยู่กับข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐในแต่ละช่วง โดยเฟดจะยังคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ใกล้ร้อยละ 0 ต่อไปถึงแม้อัตราการว่างงานลดลงต่ำกว่าร้อยละ 6.5 ซึ่งเป็นเป้าหมายอัตราการว่างงานของเฟดก็ตาม โดยมีเงื่อนไขว่าคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อจะต้องไม่สูงเกินร้อยละ 2.0

ทั้งนี้ ผลสำรวจของบลูมเบิร์กล่าสุดระบุว่า นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่คาดว่าเฟดจะเพิ่มการลด QE ครั้งละ 1 หมื่นล้านดอลลาร์ ในการประชุม 7 ครั้งต่อจากนี้ และยุติมาตรการ QE ในเดือนธันวาคมปีหน้า

ในส่วนของ "ตลาดหุ้น" ตลาดสหรัฐตอบรับในเชิงบวกหลังเฟดประกาศลด QE เนื่องจากนักลงทุนมองว่าการที่เฟดตัดสินใจลด QE สะท้อนถึงมุมมองของเฟดว่าเศรษฐกิจสหรัฐมีความเสี่ยงน้อยลง และมีแนวโน้มขยายตัวมากขึ้น ในขณะที่ "ราคาทองคำ" ดิ่งลงเนื่องจากความต้องการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงมีมากขึ้นตามแนวโน้มเศรษฐกิจที่ปรับตัวดีขึ้น และค่าเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้น

ทั้งนี้ เฟดคาดว่าในปีหน้าเศรษฐกิจสหรัฐจะขยายตัวร้อยละ 2.8 - 3.2 อัตราการว่างงานจะลดลงสู่ร้อยละ 6.3 และอัตราเงินเฟ้อจะอยู่ที่ร้อยละ 1.4 - 1.6 สำหรับในปี 2558 เฟดคาดว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะขยายตัวร้อยละ 3.0 - 3.4 อัตราการว่างงานจะลดลงสู่ร้อยละ 5.8 - 6.1 และอัตราเงินเฟ้อจะอยู่ที่ร้อยละ 1.5 - 2.0 โดยคณะกรรมการเฟดส่วนใหญ่คาดว่าจะมีการขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปี 2558 จากระดับปัจจุบันที่ร้อยละ 0.25 สู่ร้อยละ 0.75

สำหรับผลกระทบต่อ "ตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market)" ซึ่งรวมถึงไทยด้วย มีแนวโน้มที่เงินลงทุนจะไหลออกจากตลาดเกิดใหม่กลับไปสู่ตลาดสหรัฐ เนื่องจากในแง่มุมของความเสี่ยงแล้ว ตลาดสหรัฐมีความเสี่ยง (ความผันผวน) น้อยกว่าตลาดเกิดใหม่ และมีโอกาสที่คาดการณ์ผลตอบแทนการลงทุนในตลาดสหรัฐจะปรับตัวสูงขึ้นตามคาดการณ์เศรษฐกิจที่ปรับตัวดีขึ้น เมื่อเทียบกับตลาดเกิดใหม่ที่แนวโน้มความเสี่ยงยังคงอยู่ที่ระดับเดิม และความคาดหวังต่ออัตราผลตอบแทนของตลาดเกิดใหม่มีแนวโน้มลดลงเนื่องจากตลาดเกิดใหม่ปรับตัวขึ้นมากในช่วงที่มีมาตรการ QE

ดังนั้น ในแง่ของทฤษฎีการจัดพอร์ตการลงทุน โดยใช้โมเดล Portfolio Optimization คำนวณน้ำหนักหรือสัดส่วนการลงทุนเพื่อให้ได้ผลตอบแทนดีที่สุดโดยมีความเสี่ยงน้อยที่สุด น้ำหนักการลงทุนในตลาดสหรัฐจึงมีแนวโน้มที่จะได้รับการปรับเพิ่มขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้น

อย่างไรก็ดี ยังมีอีกหลายปัจจัยที่ต้องพิจารณาเพิ่มเติม เช่น มุมมองเศรษฐกิจสหรัฐอาจเปลี่ยนไปทั้งใน "เชิงบวก" และ "ลบ" การเปลี่ยนแปลงของปัจจัยพื้นฐานของตลาดสหรัฐและตลาดเกิดใหม่ เป็นต้น ซึ่งปัจจัยเหล่านี้จะมีผลต่อการปรับมุมมองในการลงทุนในแต่ละช่วง ตัวอย่างเช่น หากเศรษฐกิจสหรัฐปรับตัวดีขึ้นและมีเงินลงทุนไหลเข้ามากขึ้น ส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้น การส่งออกของสหรัฐก็อาจได้รับผลกระทบในเชิงลบ ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจสหรัฐในช่วงเวลาข้างหน้า ในขณะที่ค่าเงินของตลาดเกิดใหม่อาจอ่อนค่าลงในช่วงแรกตามการไหลออกของเงินลงทุน ซึ่งก็จะส่งผลดีต่อการส่งออกของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่

ทั้งนี้ การปรับพอร์ตการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติในช่วงต้นปีหน้า น่าจะบ่งชี้ทิศทางการเคลื่อนไหวเงินทุนได้ชัดเจนมากขึ้นครับ