ชะลอQE'ความเสี่ยง'หรือ'โอกาส'ปีมะเมีย

ชะลอQE'ความเสี่ยง'หรือ'โอกาส'ปีมะเมีย

หนึ่งใน "ปัจจัยเสี่ยง" ในปีมะเมียที่สมาคมนักวิเคราะห์มองไว้ คือ "การชะลอและหยุด" มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE)

โดยเปิดศักราชใหม่มา การชะลอจะเริ่มขึ้นในเดือนม.ค.57 ทันที ด้วยการลดการซื้อพันธบัตรลง 10,000 ล้านดอลลาร์ เหลือเดือนละ 75,000 ล้านดอลลาร์ (เดิม 85,000 ล้านดอลลาร์)

การชะลอ QE เป็น "ความเสี่ยง" หรือ "โอกาส" ในการลงทุนในปีมะเมียนี้

Fundamentals สัปดาห์นี้ มีเรื่องราวมาฝากกัน

..............

@ เริ่มชะลอ QE แล้ว ในการประชุมครั้งสุดท้ายของปี 2556 ในกลางเดือนธ.ค. ที่ผ่านมา ของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (FOMC) ของสหรัฐมีมติให้ด้วยคะแนน 9 ต่อ 1 ให้ลดขนาดมาตรการ QE ลงจากเดือนละ 85,000 ล้านดอลลาร์ เหลือเดือนละ 75,000 ล้านดอลลาร์ โดยมีผลตั้งแต่เดือนม.ค. 2557 เป็นต้นไป โดยจะลดสัดส่วนการซื้อพันธบัตรเหลือ 40,000 ล้านดอลลาร์ต่อเดือน (เดิม 45,000 ล้านดอลลาร์ต่อเดือน) และลดสัดส่วนการซื้อตราสารที่มีสินเชื่อที่อยู่อาศัยหนุนหลัง (MBS) เหลือ 35,000 ล้านดอลลาร์ต่อเดือน (เดิม 40,000 ล้านดอลลาร์ต่อเดือน)

ทั้งนี้ "เบน เบอร์นันกี" แถลงข่าวครั้งสุดท้ายในตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐ (FED) ระบุว่า มีแนวโน้มว่าการปรับลดการซื้อพันธบัตรจะดำเนินการควบคู่กับการวัดผลว่า การจ้างงานยังคงเพิ่มขึ้นหรือไม่ตลอดช่วงหลายเดือนในปีหน้า ก่อนที่จะยกเลิกมาตรการ QE แบบเบ็ดเสร็จช่วงปลายปี 2557

โดยเฟดคาดว่าในปี 2557 เศรษฐกิจสหรัฐจะขยายตัว 2.8 - 3.2% อัตราการว่างงานจะลดลงสู่ระดับ 6.3% และอัตราเงินเฟ้อจะอยู่ที่ 1.4 - 1.6% สำหรับในปี 2558 เฟดคาดว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะขยายตัว 3.0 - 3.4% อัตราการว่างงานจะลดลงสู่ระดับ 5.8 - 6.1% และอัตราเงินเฟ้อจะอยู่ที่ 1.5 - 2.0 โดยคณะกรรมการเฟดส่วนใหญ่คาดว่าจะมีการขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปี 2558 จากระดับปัจจุบันที่ระดับ 0.25% สู่ระดับ 0.75%

"ผลสำรวจของบลูมเบิร์กล่าสุดระบุว่า นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่คาดว่าเฟดจะเพิ่มการลด QE ครั้งละ 10,000 ล้านดอลลาร์ ในการประชุม 7 ครั้งต่อจากนี้ และยุติมาตรการ QE ในเดือนธ.ค.2557"

@ เป็นความเสี่ยงในระยะสั้น เกี่ยวกับเรื่องนี้ “ประเสริฐ ขนบธรรมชัย” รองกรรมการผู้จัดการ บลจ.กสิกรไทย ยอมรับว่า การลดมาตรการ QE ในครั้งนี้ในระยะสั้นอาจจะเป็นความเสี่ยงกับตลาดการลงทุนบ้าง แต่ถ้ามองจากขนาดที่ลดก็ลดน้อยกว่าที่ตลาดคาดและตลาดเองก็รับรู้เรื่องนี้มาก่อนหน้าไปมากแล้วเพียงแต่ในครั้งนี้ก็มีความชัดเจนมากขึ้น อย่างไรก็ตามสหรัฐเองยังจะคงใช้นโยบายดอกเบี้ยต่ำต่อเนื่องไป และก็ไม่ได้บอกว่าจะต้องลดอย่างเดียวอาจจะเพิ่มขนาดของ QE ก็ได้ขึ้นกับภาวะเศรษฐกิจของสหรัฐเองด้วยว่าฟื้นตัวได้ดีแค่ไหน ดังนั้นในระยะสั้นอาจจะดูมีความเสี่ยงบ้างจาก “ความไม่แน่นอน” ของช่วงเวลาในการไถ่ถอนมาตรการ QE ของสหรัฐ จะกลับเข้ามาเป็นปัจจัยเสี่ยงกระทบตลาดในระยะสั้นเป็นระยะๆ อย่างไรก็ตามคาดว่าสหรัฐจะทยอยถอนมาตรการ QE อย่างค่อยเป็นค่อยไปเพื่อให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐมีความมั่นคง ส่วนการปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนั้นคงต้องใช้เวลา แต่จะส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเงินสกุลอื่น

"แต่ถ้ามองภาพในระยะยาวการที่สหรัฐชะลอมาตรการ QE แสดงว่าเศรษฐกิจสหรัฐมีสัญญาณฟื้นตัว หากจะยกเลิก QE จริงๆ เขาต้องมั่นใจว่าเศรษฐกิจฟื้นแน่นอน ซึ่งถึงจุดนั้นย่อมจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวมของทั้งโลกรวมทั้งไทยในเชิงบวกด้วยเช่นกัน"

@ ปัจจัยบวกในระยะยาว เช่นเดียวกับ "ศรชัย สุเนต์ตา" รองกรรมการผู้อำนวยการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารการลงทุน บลจ.ไทยพาณิชย์ ที่มองว่า ที่จริงในมุมกลับการชะลอมาตรการ QE อาจจะนับเป็นข่าวดีด้วยเพราะจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเศรษฐกิจสหรัฐต้องมีสัญญาณการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องและมั่นคงเท่านั้น จากตัวเลขอัตราการว่างงานที่ลดลงจากที่เคยสูงเป็น 10% ในช่วงวิกฤติลงมาเหลือ 7.0% ซึ่งยังสูงกว่าเป้าที่ 6.5% อยู่ ดังนั้นการชะลอมาตรการ QE ของสหรัฐน่าจะเป็นเพียงผลของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจมากกว่าจะเป็นเหตุให้เกิดเศรษฐกิจถดถอยหรือวิกฤติการเงินโลกรอบใหม่ขึ้น ที่สำคัญแม้ว่าสหรัฐอาจมีการชะลอการอัดฉีดสภาพคล่องในปีหน้า แต่ประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่อื่นๆ ยังคงทำการอัดฉีดสภาพคล่องเข้าระบบต่อไป เช่น ญี่ปุ่น อังกฤษ หรือแม้แต่ยุโรปล่าสุดก็มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงเพื่อเพิ่มความคล่องตัว ให้ระบบเศรษฐกิจซึ่งขนาดของเม็ดเงินเหล่านี้ก็ไม่น้อยเช่นเดียวกัน

การกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐผ่านมาตรการ QE ของเฟดทำให้งบดุลของเฟดโตขึ้นจากประมาณ 1 ล้านล้านดอลลาร์ เป็น 4 ล้านล้านดอลลาร์ ในปัจจุบัน ในช่วงหลังวิกฤติที่ผ่านมาเงินสภาพคล่องจำนวนมากถูกอัดฉีดเข้าสู่ระบบมหาศาล

"ในระยะสั้นถือเป็นความเสี่ยงในการชะลอมาตรการ QE เพราะสภาพคล่องบางส่วนจะหายไป แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะหายไปทั้งหมดเท่ากับที่อัดฉีดเข้ามา เพราะในช่วงที่ผ่านมาเศรษฐกิจสหรัฐก็มีการเติบโตขึ้นมาด้วยเช่นกัน แต่สภาพคล่องจะลดลงระดับหนึ่ง เงินทุนจะมีแนวโน้มไหลกลับเข้าสู่ตลาดพัฒนาแล้วโดยเฉพาะสหรัฐอีกครั้ง แต่ภาพระยะยาวถือเป็นบวกต่อเศรษฐกิจโลกในภาพรวมโดยรวมทั้งไทยด้วย"

@ โอกาสสำหรับการลงทุนในหุ้น เกี่ยวกับเรื่องนี้ "กรวุฒิ ลีนะบรรจง" กรรมการผู้จัดการ สายการลงทุน บลจ.ยูโอบี (ประเทศไทย) แนะนำว่า การที่สหรัฐชะลอมาตรการ QE แสดงว่าเศรษฐกิจสหรัฐมีสัญญาณฟื้นตัวการจัดสรรพอร์ตไปลงทุนในหุ้นในตลาดประเทศพัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐ และยุโรป รวมทั้งญี่ปุ่นน่าจะเป็นโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดี จากเงินที่จะไหลกลับไปยังประเทศเหล่านี้มากขึ้นเพราะในวงจรเศรษฐกิจที่มีฟื้นตัวเช่นนี้การลงทุนใน "หุ้น" จะเป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุดเมื่อเศรษฐกิจหลักของโลกฟื้นก็จะส่งผลดีต่อภาพรวมของเศรษฐกิจโลกด้วย เมื่อเศรษฐกิจมีการเติบโตกำไรบริษัทจดทะเบียนก็มีแนวโน้มจะเติบโตด้วยเช่นกันจึงแนะนำให้เพิ่มน้ำหนักการลงทุนในหุ้นขึ้นและ "หุ้นตลาดพัฒนาแล้ว" ก็มีความน่าสนใจมากกว่าด้วยโดยเปรียบเทียบ

ตลาดหุ้นจีนแม้จะถูกแต่ถ้ามองในแง่ของความน่าสนใจการโยกเงินไปสู่หุ้นตลาดพัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่นน่าจะมีโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดีกว่า ในขณะที่หากลงทุนหุ้นจีนอาจจะได้ความถูกแต่ไม่ได้ผลตอบแทนทำให้เสียโอกาสในการลงทุนไป ส่วนหุ้นไทยเองก็ยังลงทุนได้แต่ผลตอบแทนคงไม่ได้หวือหวาเช่นในช่วงหลายปีที่ผ่านมาแล้ว โดยหุ้นไทยกลุ่มที่น่าสนใจลงทุนยังเป็นหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ สื่อสาร อุปโภคบริโภคและท่องเที่ยว เป็นสำคัญ

"ทั้ง นี้แนะนำไม่เพิ่มน้ำหนักการลงทุนในตราสารหนี้และสินค้าโภคภัณฑ์ โดยเฉพาะทองคำ เพราะยังไม่ใช่จังหวะที่ดีในการลงทุน แนวโน้มของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่มีแนวโน้มจะแข็งค่าขึ้นจากเศรษฐกิจที่ฟื้น ตัวเป็นปัจจัยลบกับราคาทองคำเองโดยตรง จนกว่าจะถึงช่วงเศรษฐกิจขยายตัวแล้วอัตราเงินเฟ้อกลับมาอีกครั้งถึงจุดนั้น ทองคำหรือสินค้าโภคภัณฑ์อาจจะกลับมาน่าสนใจอีกครั้ง แต่ไม่ใช่ในช่วงนี้"

ทั้งหมดนี้เป็นบางส่วนของมุมมองต่อผลกระทบจากการ "ชะลอมาตรการ QE" ซึ่งก็มีทั้ง "ความเสี่ยง" และ "โอกาส" แต่ที่เห็นตรงกันในปีหน้าคือ "หุ้น" ยังเป็นสินทรัพย์ที่น่าสนใจลงทุนมากที่สุด โดยเฉพาะใน "หุ้นตลาดพัฒนาแล้ว" ที่มีแนวโน้มดีตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจนั่นเอง