'บาท-หุ้น'ปี56ทรุด!ต่างชาติทิ้งหุ้น1.93แสนล.

'บาท-หุ้น'ปี56ทรุด!ต่างชาติทิ้งหุ้น1.93แสนล.

ค่าบาท-หุ้นรอบปี56ผันผวนแรง ตามกระแสเงินทุนโลกและการเมืองปิดสิ้นปี32.86บาทต่อดอลลาร์ อ่อนค่าสุดรอบเกือบ4ปี ต่างชาติทิ้งหุ้นไทย1.93แสนล้าน

เงินบาทเทียบดอลลาร์สหรัฐเคลื่อนไหวผันผวนอย่างมากในปีนี้ ตามการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของกระแสเงินลงทุนในตลาดโลก ที่ทะลักเข้าภูมิภาคเอเชีย ทำให้เงินบาทปรับขึ้นไปแข็งค่าสุดของปีที่ 28.55 บาทต่อดอลลาร์เมื่อวันที่ 19 เม.ย.ถือเป็นระดับแข็งค่าสุดในรอบ 16 ปี นับตั้งแต่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540

อย่างไรก็ตามหลังจากที่ธนาคารกลางสหรัฐหรือเฟดส่งสัญญาณว่าอาจจะปรับลดมาตรการคิวอีเร็วกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ โดยเฉพาะในช่วงปลายปีที่เฟดได้ประกาศปรับลดวงเงินการซื้อสินทรัพย์ (QETapering) ลง 10,000 ล้านดอลลาร์เริ่มต้นตั้งแต่ต้นปี 2557 ส่งผลให้เงินบาทปรับตัวอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับการเมืองที่ร้อนแรงขึ้นในช่วงปลายปีกดดันให้เงินบาทปรับตัวอ่อนค่าเมื่อเทียบกับค่าเงินภูมิภาค โดยวานนี้ (27 ธ.ค.) ซึ่งเป็นวันทำการสุดท้ายของปี 2556 เงินบาทปิดตลาดที่ระดับ 32.86 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับที่อ่อนค่าสุดในรอบเกือบ 4 ปี ทำให้ตลอดทั้งปีนี้ ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงกว่า 6.8% สูงกว่าประเทศอื่นในภูมิภาค

นักบริหารเงินจากธนาคารพาณิชย์ประเมิน แนวโน้มค่าเงินบาทว่า ปัจจัยเศรษฐกิจโลกและการเมืองไทยยังคงกดดันค่าเงินบาทให้อ่อนค่าลงได้อีกในช่วงไตรมาสแรกของปี หรืออาจเห็นเงินบาทอ่อนค่าไปถึงระดับ 33.50 บาทต่อดอลลาร์ บางสำนักมองถึงระดับ 34 บาทต่อดอลลาร์ ก็เป็นได้ แต่หลังจากนั้นต้องขึ้นกับสถานการณ์เศรษฐกิจไทยและความต่อเนื่องในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐเป็นหลัก

ด้านตลาดหุ้นวานนี้ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของปี 2556 ดัชนีปิดตลาดที่ระดับ 1,298.71 จุดลดลง 9.75 จุด ส่งผลให้ภาพรวมปีนี้ดัชนีปรับตัวลดลงแล้ว 108.74 จุด หรือ 7.73% จากต้นปีดัชนีเปิดที่ 1,407.45 จุด โดยระหว่างปีทำสถิติสูงสุดที่ 1,643.43 จุด และต่ำสุดที่ 1,275.76 จุด

ขณะที่มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป) เมื่อวันที่ 4 ม.ค. อยู่ที่ 11,963,570 ล้านล้านบาท ส่วนวันที่27 ธ.ค. มาร์เก็ตแคปอยู่ที่ 11,496,770 ล้านล้านบาท ลดลง 4.66 แสนล้านบาทหรือ 3.90 % โดยปีนี้นักลงทุนต่างประเทศขายสุทธิ 193,911 ล้านบาท

นักวิเคราะห์ บล.เอเซีย พลัส กล่าวว่า นับจากปี 2552 ถึงไตรมาส 3/2556 ตลาดหุ้นไทยถูกขับเคลื่อนด้วยสภาพคล่องส่วนเงินในระบบการเงิน ซึ่งเป็นผลมาจากการใช้นโยบายผ่อนคลายของหลายประเทศเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ถูกขายทำกำไรอย่างรุนแรง ด้วยความกังวลเรื่องการปรับลด คิวอี, การเมืองในประเทศ และเศรษฐกิจไทยที่ส่งสัญญาณชะลอตัว

แบงก์ชาติชี้พ.ย.เศรษฐกิจหดตัว

นายเมธี สุภาพงษ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายเศรษฐกิจการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยเดือนพ.ย. ที่ผ่านมา แม้ภาพรวมชะลอตัวลงจากเดือนก่อน โดยเฉพาะการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน ทำให้การผลิตภาคอุตสาหกรรมยังไม่ฟื้นตัวชัดเจน แต่การส่งออกสินค้าในบางหมวดเริ่มปรับตัวดีขึ้น และการท่องเที่ยวก็เริ่มขยายตัวดีขึ้นต่อเนื่อง บวกกับดุลการค้าที่เกินดุล ทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดไทยเดือนพ.ย. เป็นบวกกว่า 2,294 ล้านดอลลาร์

สำหรับภาคการท่องเที่ยวนั้น ถือว่ายังไม่ได้รับผลกระทบจากปัจจัยการเมืองมากนัก เพราะถ้าดูตัวเลขเดือนพ.ย. ที่ผ่านมา จะเห็นว่ามีการขยายตัวราว 11.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนหนึ่งเพราะนักท่องเที่ยวต่างชาติ หลีกเลี่ยงพื้นที่ชุมนุมในกรุงเทพ และเปลี่ยนจุดหมายปลายทางไปยังพื้นที่อื่นของประเทศแทน

ส่วนผลกระทบจากกฎหมายควบคุมการขายรายการทัวร์ต่ำกว่าทุนของจีนตั้งแต่เดือนต.ค. ที่ผ่านมานั้น ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวไทยมากเช่นกัน เพราะจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่มาไทยยังคงขยายตัวประมาณ 20.6% เป็นการขยายตัวสูงสุดเมื่อเทียบกับจำนวนนักท่องเที่ยวประเทศอื่นที่เดินทางมาเที่ยวในไทย

"การท่องเที่ยวเดือนพ.ย.แทบไม่ได้เห็นผลกระทบอะไรเลย อาจจะมีบ้างจากผลของทัวร์จีนที่ชะลอลงเล็กน้อย แต่จำนวนนักท่องเที่ยวจีนก็ยังโต 20% สูงสุดในบรรดานักท่องเที่ยวที่เข้ามาไทย และจากข้อมูลของสำนักงานภาคเหนือของเรา ก็รายงานมาว่า นักท่องเที่ยวชาวจีนจองโรงแรมทางภาคเหนือเต็มเกือบหมดแล้ว"นายเมธี กล่าว

เขากล่าวว่า จากการท่องเที่ยวที่ยังขยายตัวได้ดีซึ่งทำให้ดุลบริการ รายได้ และเงินโอนเกินดุล 780 ล้านดอลลาร์ ประกอบกับดุลการค้าเดือนพ.ย.ก็เกินดุลกว่า 1,514 ล้านดอลลาร์ ทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยเดือนพ.ย.เป็นบวกกว่า 2,294 ล้านดอลลาร์

พ.ย.เงินไหลออก 4,6 พันล้านดอลล์

อย่างไรก็ตามในส่วนของดุลเงินทุนเคลื่อนย้ายเดือนพ.ย. มียอดเงินไหลออกสุทธิ 4,657 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นผลจากการขายหลักทรัพย์ของนักลงทุนต่างชาติ ประกอบกับการออกไปลงทุนต่างประเทศของนักลงทุนไทย

สำหรับปัจจัยด้านการเมืองในช่วงที่ผ่านมานั้น เขากล่าวยอมรับว่า ส่วนหนึ่งกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักธุรกิจ สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นนักธุรกิจล่าสุดที่ปรับลดลงอยู่ที่ 46.9 โดยลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 5 แต่อย่างไรก็ตามหากมองไปใน 3 เดือนข้างหน้า ดัชนีดังกล่าวยังอยู่ที่ระดับ 51 ซึ่งเป็นระดับที่สูงกว่า 50 อยู่ แม้จะลดลงต่อเนื่องก็ตาม

"ความเชื่อมั่นประกอบด้วยหลายองค์ประกอบ เช่นว่า ต่อไปจะมีการสั่งซื้อสินค้ามากขึ้นหรือไม่ จะมีการลงทุนมากขึ้นหรือไม่ ซึ่งผลของดัชนีในปัจจุบัน (พ.ย.) สะท้อนว่านักธุรกิจมองว่าชะลอลงเมื่อเทียบกับเดือนต.ค. แต่หากมองไป 3 เดือนข้างหน้าก็ถือว่าดีขึ้น เพราะองค์ประกอบโดยรวมยังดี ยกเว้นต้นทุน ดังนั้นผลต่อเซ็นติเมนท์ของนักธุรกิจจึงมีบ้างแต่ไม่ได้มากนัก"นายเมธี กล่าว

ห่วงเลื่อนเลือกตั้งกระทบเชื่อมั่น

ส่วนคำถามที่ว่าหากสถานการณ์การเมืองยังคงอึมครึมจนไม่สามารถจัดการเลือกตั้งได้ในปีหน้าจะมีผลต่อเศรษฐกิจไทยอย่างไรบ้างนั้น นายเมธีกล่าวว่า คงมีผลต่อความเชื่อมั่น เพราะถ้าความไม่แน่นอนมีสูงขึ้น ความเชื่อมั่นก็คงได้รับผลกระทบอย่างแน่นอน นอกจากนี้อาจกระทบต่อการใช้จ่ายของภาครัฐ เพราะถ้าเป็นรัฐบาลรักษาการ คงไม่กล้าใช้จ่ายงบประมาณอย่างเต็มที่นัก ซึ่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจคงมีแน่นอนถ้าสถานการณ์ยังคงยืดเยื้อ

เขากล่าวด้วยว่า ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ครั้งถัดไปในวันที่ 22 ม.ค.2557 นั้น มีความเป็นไปได้ที่ กนง. จะปรับลดตัวเลขประมาณการเศรษฐกิจไทยในปี 2557 ลง จากเดิมที่ประเมินว่าจะเติบโตได้ประมาณ 4% เพียงแต่ตัวเลขใหม่ที่ปรับจะประกาศให้สาธารณชนรับทราบหรือไม่ คงต้องขึ้นกับว่าตัวเลขนี้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญหรือไม่ เนื่องจากการประชุมรอบหน้า ไม่ได้เป็นรอบที่จะมีการประกาศตัวเลขเศรษฐกิจ

สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจเดือนพ.ย. การอุปโภคบริโภคภาคเอกชนหดตัวจากเดือนก่อน เนื่องจากประชาชนระมัดระวังการใช้จ่ายจากภาระหนี้ครัวเรือนที่สูง ประกอบกับความเชื่อมั่นปรับลดลง ส่วนการลงทุนภาคเอกชนหดตัวเล็กน้อยจากเดือนก่อน แต่เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนแล้ว ดัชนีการลงทุนภาคเอกชนหดตัวลงถึง 7.8% ตามการซื้อรถยนต์เชิงพาณิชย์และการนำเข้าเครื่องจักรและอุปกรณ์

ส่วนเศรษฐกิจต่างประเทศที่ปรับตัวดีขึ้นส่งผลดีต่อการส่งออกสินค้าอย่างช้าๆ โดยเฉพาะต่อการส่งออกสินค้าเกษตร และสินค้าอุตสาหกรรม เช่น สินค้าเกษตรแปรรูป เครื่องใช้ไฟฟ้า และปิโตรเคมี อย่างไรก็ดีเนื่องจากการส่งออกสินค้ายังเผชิญข้อจำกัดด้านการผลิตโดยเฉพาะสินค้าประมงที่หดตัวจากปัญหาโรคระบาดในกุ้ง และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่ขยายตัวต่ำจากข้อจำกัดด้านเทคโนโลยีของไทยที่ยังไม่ตอบสนองรสนิยมของตลาดโลก เมื่อรวมกับการส่งออกเหล็กและโลหะจากผลของฐานที่สูงในปีก่อน ทำให้การส่งออกยังหดตัว 4% โดยมีมูลค่าที่ 18,569 ล้านดอลลาร์