นักวิชาการหวั่นสงครามกลางเมือง

นักวิชาการหวั่นสงครามกลางเมือง

นักวิชาการหวั่นสงครามกลางเมือง-แยกประเทศ แนะทุกฝ่ายกลับสู่ระบอบประชาธิปไตย ขณะที่"ปิยบุตร" ชี้ควรปฏิรูปทุกองค์กร

นายสมชาย ปรีชาศิลปกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวในงานเสวนาวิชาการภายใต้หัวข้อ "แนวทางการปฏิรูปกับการทำให้เป็นประชาธิปไตยในสังคมไทย"ว่า สถานการณ์การเมืองไทยปัจจุบันเป็นการช่วงชิงอำนาจนำทางการเมืองของชนชั้นนำเก่าและชนชั้นนำใหม่่ โดยการผนวกเอาประชาชนเข้าไปร่วมในความขัดแย้งนี้ด้วย ซึ่งกลุ่มชนชั้นเก่าไม่ได้ต่อสู่ด้วยอุดมการณ์ประชาธิปไตย ไม่ได้สู้ด้วยวิธีการตามกรอบประชาธิปไตย แต่กลับชอบใช้วิธีการนอกระบบมาใช้จึงทำให้การพัฒนาระบอบประชาธิปไตยของไทยบิดเบือนไป

ดังนั้นชนชั้นนำเก่าหรือพรรคการเมือง คือ พรรคประชาธิปัตย์ ควรต่อสู้กับพรรคเพื่อไทยตามวิถีทางประชาธิปไตย อย่างในประเทศอังกฤษที่มีพรรคแรงงานกว่าจะก้าวขึ้นมาเป็นพรรครัฐบาลมีอำนาจในการบริหารประเทศได้ต้องใช้เวลา ผ่านการสู้ศึกเลือกตั้งมาหลายครั้ง ซึ่งช่วงต้นได้ตัวแทนเพียง 2 คนเท่านั้น แต่พรรคแรงงานก็ต่อสู้ตามกรอบประชาธิปไตยมาโดยตลอดจนกระทั่งได้รับความไว้วางใจของประชาชนและสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้

นายสมชาย กล่าวว่า เหตุการณ์การเมืองที่มีความสูญเสียชีวิตประชาชนและเจ้าหน้าที่ไปแล้วเช่นนี้เหมือนเราอยู่บนเส้นทางซุ่มเสี่ยงและเปราะบางอย่างยิ่ง ซึ่งหากทุกฝ่ายยังคงไม่ยึดถือตามกรอบวิถีทางประชาธิปไตย ในอนาคตอาจนำไปสู่ สงครามกลางเมือง หรืออาจแบ่งแยกประเทศได้ ดังนั้นในสถานการณ์การเมืองเฉพาะหน้านี้ การเลือกตั้งจึงเป็นสิ่งสำคัญ อย่างน้อยก็เป็นไปตามกรอบตามระบอบประชาธิปไตยและเป็นจุดเริ่มต้นในการหาทางออกของประเทศ ส่วนข้อเรียกร้องในการปฏิรูปประเทศนั้น เราอย่าไปคาดหวังว่าจะมีการปฏิรูปประเทศครั้งใหญ่เกิดขึ้นได้เพียงชั่วข้ามคืน แต่เราต้องเปิดช่องให้มีการปฏิรูปประเทศไปทีละก้าวทีละก้าว ดังนั้น การปฏิรูปที่ดีและควรดำเนินการ คือ ต้องปฏิรูปประเทศโดยที่ไม่มีการสูญเสียชีวิตประชาชน

นายปิยบุตร แสงกนกกุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และสมาชิกนิติราษฎร์ กล่าวว่า กลุ่ม กปปส.ชูการปฏิรูปประเทศขึ้นมา เพื่อไม่ให้มีการเลือกตั้งในวันที่ 2 ก.พ.2557 และเพื่อต้องการไล่นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร รักษาการนายกรัฐมนตรีออกจากตำแหน่ง รวมถึงลึกๆแล้วต้องการให้ระบอบทักษิณออกไปจากการเมืองไทย เพราะหากมีการเลือกตั้งกี่ครั้งฝ่ายของตนเองก็สู้ไม่ได้ ส่วนรักษาการนายกฯก็พยายามทำทุกอย่างตามกรอบของกฎหมายและเท่าที่ทำได้เพื่อให้สังคมเห็นว่ายอมทุกอย่างและสังคมจะมองกลุ่ม กปปส.เป็นฝ่ายไม่ถูกต้องเมื่อมีข้อเสนออย่างไรของสังคมขึ้นมาก็จะไม่ยอมรับไม่เอาด้วยทั้งสิ้น

ทั้งนี้ มองว่านางสาวยิ่งลักษณ์ จะต้องไม่ยอมถอยจนกระทั่งลาออกจากรักษาการนายกรัฐมนตรี ไม่ใช่เพราะว่าชื่นชอบชื่นชนรัฐบาลนี้เป็นพิเศษ แต่ต้องยึดถือตามกรอบตามระบบประชาธิปไตย ถึงแม้ว่าในอนาคต คณะกรรมการการเลือกตั้งลาออก แต่ตามกฎหมายก็จะต้องดำเนินการสรรหา กกต.ชุดใหม่ภายใน 60 วัน และหากไม่สามารถจัดการเลือกตั้งได้ นายกฯก็จะต้องรักษาการต่อไป เพื่อรักษาระบอบและให้เป็นไปตามกรอบประชาธิปไตยและเพื่อไม่ให้เป็นวัฒนธรรมที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งต่อไปกลุ่มต่างๆจะเอาเป็นเยี่ยงอย่างที่ไม่ถูกต้องได้

ในส่วนของการปฏิรูปประเทศไทยเท่าที่ผ่านมาถูกผูกขาดอยู่กับกลุ่มนักปฏิรูปประเทศหน้าเดิมๆ เมื่อมีกระแสการปฏิรูปประเทศเกิดขึ้นเมื่อใดก็จะเกิดอุตสาหกรรมการปฏิรูปประเทศมา ซึ่งตนเองมองว่า การปฏิรูปประเทศหากจะเกิดขึ้นต้องเปลี่ยนตัวกลุ่มบุคคลที่จะผลักดันทำการปฏิรูปประเทศใหม่ได้แล้ว ไม่ใช่ถูกผู้ขาดด้วยเทคโนแครตกลุ่มเดิมๆ และการปฏิรูปประเทศไม่จำเป็นต้องตั้งสภาปฏิรูปประเทศเสมอไป อาจจะกระทำได้โดยมีพรรคการเมืองเป็นหลัก โดยเสนอเป็นนโยบายในการหาเสียงเลือกตั้ง แล้วให้ประชาชนตัดสินใจว่าจะเลือกแนวทางใดของพรรคการเมืองไหน ซึ่งวาระต่างๆในการเสนอปฏิรูปประเทศด้วยวิธีการนี้จะเร็วกว่าการจัดตั้งสภาปฏิรูปที่จะต้องสรรหาตัวแทนอีกหลายร้อยคน คัดสรรตัวแทนวิชาชีพ จัดตั้งคณะอนุกรรมการต่างๆอีกหลายขั้นตอนมากมาย นอกจากจะเสียเวลาแล้วยังเสียงบประมาณอีกมากตามไปด้วย

นอกจากนี้การจะผลักดันให้มีการปฏิรูปประเทศอย่างจริงจัง ไม่ใช่ผลักดันเฉพาะการปฏิรูปนักการเมือง ปฏิรูปการทุจริตคอรัปชั่นแต่เพียงอย่างเดียว ต้องปฏิรูปทุกองค์กรพร้อมกันหมด เช่น ทหาร, ศาล และองค์กรอิสระ โดยเฉพาะศาลรัฐธรรมนูญ ที่ใช้อำนาจเกินขอบเขตของกฎหมาย