ศาลมีคำสั่งแนวร่วมนปช.ถูกยิงด้วยปืน

ศาลมีคำสั่งแนวร่วมนปช.ถูกยิงด้วยปืน

ศาลอาญาใต้ ชี้"ช่างซ่อมรองเท้า" เสียชีวิตถูกยิงด้วยอาวุธปืน ช่วงชุมนุม นปช.ปี 53 แต่ไม่ชัดใครทำ

ผู้สื่อข่าวรายงาน ศาลอาญากรุงเทพใต้ ถ.เจริญกรุง 63 ศาลอ่านคำสั่งที่การชันสูตรพลิกศพ เพื่อหาสาเหตุการเสียชีวิตจากเหตุการณ์กระชับพื้นที่การชุมนุมแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ปี 2553 คดีหมายเลขดำที่ ช.4/2556 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญากรุงเทพใต้ ยื่นคำร้องขอให้ไต่สวนการเสียชีวิตของ นายสมชาย พระสุพรรณ อายุ 43 ปี อยู่บ้านเลขที่ 44 หมู่ 9 ต.โพธิ์ไทร อ.ป่าติ้ว จ.ยโสธร มีอาชีพช่างซ่อมรองเท้า ถูกยิงที่บริเวณเชิงสะพานลอยคนข้าม ใกล้ปั๊มน้ำมัน ถนนพระราม 4 กทม. เสียชีวิตเมื่อวันที่ 16 พ.ค.53 ในเหตุการณ์ขอคืนพื้นที่จากการชุมนุมของ นปช. สมัยรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี

โดยศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานของผู้ร้องและภริยาผู้ตายแล้ว เห็นว่า พยาน 2 ปากที่ร่วมชุมนุมอยู่บริเวณซอยปลูกจิต ถ.พระราม 4 ซึ่งเป็นสถานที่ที่ผู้ตายถูกยิง เบิกความว่า ได้ยินเสียงปืนดังมาจากฝั่งของเจ้าพนักงาน แต่ไม่เห็นว่าใครยิงผู้ตาย พยานจึงเชื่อว่าเจ้าพนักงานเป็นผู้ยิงปืน ซึ่งคำเบิกความของพยานทั้งสองจะรับฟังได้ต้องมีหลักฐานอื่นประกอบ โดยหลังเกิดเหตุผู้เชี่ยวชาญได้ตรวจสถานที่เกิดเหตุพบรอยกระสุนปืนตามสถานที่ต่าง ๆ ประมาณ 50 รอย โดยเป็นรอยกระสุนปืนขนาด .223 และกระสุนลูกปราย มีแนววิถีกระสุนมาจากด้านสะพานไทย-เบลเยี่ยม และแยกวิทยุยิงไปทางด้านใต้ทางด่วนพระราม 4 และพบรอยกระสุนปืนที่มีวิถีกระสุนมาจากด้านใต้ทางด่วนพระราม 4 บริเวณคลองเตยเช่นเดียวกัน แต่ยืนยันไม่ได้ว่าเป็นรอยกระสุนที่ยิงมาในคราวเดียวกับที่ยิงถูกผู้ตาย นอกจากนี้พยานผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ไม่สามารถยืนยันได้ว่าวิถีกระสุนปืนที่ยิงถูกผู้ตายมาจากทิศทางใด เนื่องจากไม่ทราบตำแหน่งที่แน่นอนของผู้ตาย

ส่วนที่แพทย์ผู้ตรวจรักษาเบิกความว่า ผู้ตายมีบาดแผลถูกยิงที่ศรีษะกระสุนฝังใน สาเหตุของการตายเนื่องจากกระสุนปืนทำลายสมองรุนแรง แต่ไม่สามารถยืนยันได้ว่าผู้ตายถูกยิงด้วยกระสุนปืนชนิดและขนาดใด เนื่องจากไม่ได้ผ่าตัดนำกระสุนออกมาตรวจพิสูจน์ นอกจากนี้ เมื่อดูจากบาดแผลแล้วก็ไม่สามารถทราบวิถีกระสุนที่ยิงถูกผู้ตายยิงมาจากทิศทางใด เมื่อไม่ปรากฏข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลักษณะท่าทางและตำแหน่งที่แน่นอนของผู้ตายขณะถูกยิง คำเบิกความของพยานที่อยู่ในที่เกิดเหตุ จึงไม่มีน้ำหนักพอที่จะเชื่อได้ว่ากระสุนปืนยิงมาจากด้านที่เจ้าหน้าที่วางกำลังอยู่หรือด้านสะพานไทย-เบลเยี่ยม

ส่วนที่ภริยาผู้ตายเบิกความว่าเห็นเจ้าพนักงาน 3-4 คนยืนอยู่บริเวณหน้าสนามมวยลุมพินี หลังจากนั้นได้ยิงเสียงปืนดังขึ้นก็ไม่ใช่เหตุการณ์ที่ผู้ตายถูกยิง และแผ่นวีดีทัศน์บันทึกภาพที่ปรากฏก็ไม่อาจยืนยันได้ว่าใครเป็นคนยิงผู้ตาย จึงมีคำสั่งว่า ผู้ตายคือนายสมชาย พระสุพรรณ ถึงแก่ความตายที่โรงพยาบาลเลิดสิน เมื่อวันที่ 16 พ.ค.53 เวลา 9.30 น. เหตุและพฤติการณ์แห่งการตายเนื่องจากถูกยิงด้วยกระสุนปืนไม่ทราบชนิดและขนาดที่บริเวณศรีษะกระสุนปืนทำลายสมองรุนแรง ขณะอยู่ที่ปากซอยปลูกจิต ถ.พระราม 4 แขวงทุ่งมหาเมฆ เขตสาทร ซึ่งเป็นบริเวณที่มีการชุมนุมทางการเมือง โดยยังไม่ทราบว่าใครเป็นผู้กระทำ

ขณะที่วันเดียวกันนี้ ศาลอาญากรุงเทพใต้ ยังได้อ่านคำสั่งชันสูตร คดีหมายเลขดำที่ ช.1/2556 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญากรุงเทพใต้ ยื่นคำร้องขอให้ไต่สวนการเสียชีวิตของนายมานะ แสนประเสริฐศรี อายุ 21 ปี อาสาสมัครมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง อยู่บ้านเลขที่ 4/31 ถนนเชื้อเพลิง แขวงช่องนนทรี เขตยานนาวา กทม. และนายพรสวรรค์ นาคะไชย อายุ 23 ปี พนักงานโรงแรมแห่งหนึ่ง อยู่บ้านเลขที่ 3 หมู่ 18 ต.รอบเมือง อ.หนองพอก จ.ร้อยเอ็ด ซึ่งถูกอาวุธปืนยิงเสียชีวิตบริเวณ ถ.พระราม4 เมื่อวันที่ 15 พ.ค.53 ในเหตุการณ์ขอคืนพื้นที่จากการชุมนุมของ นปช. สมัยรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี

ศาลพิเคราะห์จากพยานหลักฐานของทุกฝ่ายแล้วเห็นว่า ขณะที่ทหารกองพันทหารม้าที่ 5 รักษาพระองค์ จังหวัดสระบุรี ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่แก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน กำลังผลักดันกลุ่มผู้ชุมนุม นปช. เพื่อขอคืนพื้นที่บริเวณสะพานลอยไทย-เบลเยี่ยม จนเกิดการปะทะกันซึ่งกลุ่มผู้ชุมนุมได้ยิงพลุใส่เจ้าพนักงานๆ จึงใช้อาวุธปืนเล็กยาวเอ็ม16 หรือ เอ็ม653 และอาวุธปืนลูกซองยิงตอบโต้โดยใช้กระสุนซ้อมรบและกระสุนยาง ขณะนั้นนายมานพผู้ตายที่1 ได้ช่วยเหลือนำผู้บาดเจ็บรายอื่นๆ

รวมทั้งนายพรสวรรค์ ผู้ตายที่2 ซึ่งถูกยิงที่ชายโครงขวาทะลุด้านหลังขวา บริเวณซอยงามดูพลี ถ.พระราม4 ไปส่งยังรพ. ต่อมาผู้ตายที่2 ถึงแก่ความตายที่โรงพยาบาล ระหว่างนั้นผู้ตายที่1 ถูกกระสุนปืนยิงที่ศีรษะจนถึงแก่ความตายโดยทันที พยานผู้ร้องทุกปากไม่สามารถยืนยันได้ว่าผู้ตายทั้ง2 ถูกยิงด้วยปืนและกระสุนปืนชนิดและขนาดใด และใครเป็นผู้ยิง แม้พยานจะเป็นผู้บันทึกเทปเหตุการณ์ทหารสองคนกำลังยิงปืน แต่ก็ไม่ยืนยันว่าคนที่ถูกยิงและล้มลงคือผู้ตายที่ 1 หรือผู้ตายที่ 2 และเวลาดังกล่าวเป็นเวลาเดียวกับที่ผู้ตายที่ 1 และ 2 ถูกยิงหรือไม่ แต่เมื่อพิจารณาจากความรุนแรงและความเร็วของหัวกระสุนปืน ที่สามารถทะลุผ่านหมวกนิรภัยประกอบกับบาดแผลที่หัวกระสุนทะลุผ่านและบาดแผลของผู้ตายทั้ง 2 เชื่อว่า อาวุธปืนและกระสุนที่ใช้ยิงผู้ตายทั้ง2 เป็นอาวุธและกระสุนชนิดร้ายแรง แรงมีความเร็วสูงแต่ก็ไม่ทราบว่าเป็นอาวุธชนิดใด ส่วนสาเหตุที่ทหารใช้อาวุธปืนยิงกลุ่มนปช. ได้ความว่า วิถีกระสุนที่ยิงมาจาก ถ.พระราม4 ด้านคลองเตย เป็นตำแหน่งที่กลุ่มนปช.ประจำอยู่ มายังถ.วิทยุ ซึ่งเป็นตำแหน่งที่เจ้าพนักงานทหารประจำการอยู่โดยวิถีกระสุนเฉียงลง เป็นลักษณะยิงมาจากที่สูง เชื่อว่ามีคนฝ่ายตรงข้ามกับทหารปะปนอยู่ในกลุ่มนปช. ใช้อาวุธชนิดร้ายแรงและความเร็วสูงยิงมาจากที่สูงเช่นเดียวกับเจ้าพนักงานทหาร

จึงมีคำสั่งว่า นายมานะ แสนประเสริฐศรี ถึงแก่ความตายที่บริเวณใกล้ปากซอยงามดูพลี ถ.พระราม4 แขวงทุ่มมหาเมฆ เขตสาทร เมื่อวันที่ 15 พ.ค. 53 เวลา 16.00 น. เหตุและพฤติกรรมแห่งการตาย เนื่องจากบาดแผลกระสุนทำลายสมอง

ส่วนนายพรสวรรค์ นาคะไชย ถึงแก่ความตายที่รพ.เลิศสิน เมื่อวันที่ 15 พ.ค. เวลา 19.45 น. เหตุและพฤติการณ์แห่งการตายจากบาดแผลกระสุนปืนเข้าช่องท่องตับฉีกขาดเสียเลือดมาก โดยผู้ตายทั้ง 2 ถึงแก่ความตายเพราะถูกยิงด้วยกระสุนปืนชนิดร้ายแรงและมีความเร็วสูง ขณะอยู่บริเวณใกล้ซอยงามดูพลี ถ.พระราม 4 แขวงทุ่งมหาเมฆ เขตสาทร โดยที่ยังไม่ทราบว่าใครเป็นผู้ลงมือกระทำ