แบรนด์ "ฮิต" รายได้ "ฮอต"โจทย์หิน "สกุณา บ่ายเจริญ"

แบรนด์ "ฮิต" รายได้ "ฮอต"โจทย์หิน "สกุณา บ่ายเจริญ"

เกาะติดพัฒนา“ความสวย” ของ “ฮอท พอท” เมื่อ “สกุณา บ่ายเจริญ” นายหญิง คิดการณ์ใหญ่ ไม่เกิน 3 ปี สาขาจะผุดทั่วเมืองไทย แถมแบรนด์ต้อง “ติดดาว"

“ฮอท พอท อายุ 18 ปี โตเป็นสาวพาออกงานได้แล้ว ต่อไปเขาต้องทำหน้าที่เลี้ยงดูเรา” “นก-สกุณา บ่ายเจริญ” ผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 2 สัดส่วน 25.01 เปอร์เซ็นต์ บมจ.ฮอท พอท หรือ HOTPOT กล่าวทักทาย “กรุงเทพธุรกิจ Biz Week” ด้วยการส่งสัญญาณข่าวดีอะไรบางอย่าง

“จุดกำเนิด” ของ “ฮอท พอท” เกิดจาก 2 แรงแข็งขันของ “สกุณา บ่ายเจริญ” รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ภรรยาคู่ใจ “สมพล ฤกษ์วิบูลย์ศรี” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่หมายเลข 1 สัดส่วน 27 เปอร์เซ็นต์ ที่ร่วมกันก่อตั้งบุกเบิกมาตั้งแต่ปี 2538

ด้วยการเริ่มเปิดสาขาแรกในนามร้าน “โคคาเฟรช สุกี้” ณ ห้างตะวันออกคอมเพล็กซ์ จังหวัดฉะเชิงเทรา ในสไตล์ร้านอาหารสุกี้ ชาบูตามสั่ง หรือแบบ A La Carte (การสั่งอาหารที่มีอยู่ในเมนู) บนพื้นที่ร้านเพียง 310 ตารางเมตร
ก่อนจะมาเปลี่ยนแบรนด์ร้านอาหารเป็น “ฮอท พอท สุกี้ ชาบู เรสโตรองต์” ในปี 2544 ปัจจุบันบริษัทเป็นเจ้าของอาหารประเภทสุกี้ ชาบู ภายใต้แบรนด์ “ฮอท พอท” และร้านอาหารบุฟเฟต์แนวปิ้งย่างและชาบูสไตล์ญี่ปุ่น ภายใต้แบรนด์ “ไดโดมอน”

หลังบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เมื่อวันที่ 18 ก.ย.2555 ราคาไอพีโอ 2.80 บาท ปัจจุบันซื้อขายเฉลี่ย 3.86 บาท“ความงาม” ของ “ฮอท พอท” เริ่มเปล่งแสงเข้าตา “นักลงทุนวีไอบางราย”

อาทิเช่น “โจ-อนุรักษ์ บุญแสวง" นายกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่าประเทศไทย หรือ วีไอ เจ้าของชื่อล็อกอิน “ลูกอีสาน” ในเว็บไซต์ Thaivi โดยมีสัดส่วนการถือหุ้น “ฮอท พอท” ประมาณ 2,486,600 หุ้น หรือ 0.61 เปอร์เซ็นต์
รวมถึง “นคร ลักษณกาญจน์” กรรมการผู้จัดการ บมจ.แนเชอรัล พาร์ค หรือ N-PARK และนักลงทุนรายใหญ่ ถือหุ้น “ฮอท พอท” ประมาณ 3,026,400 หุ้น หรือ 0.75 เปอร์เซ็นต์ ตัวเลข ณ วันที่ 28 ส.ค.2556

“สกุณา บ่ายเจริญ” ย้อนประวัติชีวิตให้ฟังว่า พื้นเพเป็นคนจังหวัดระยอง ครอบครัวยึดอาชีพครู คุณพ่อเป็นครูภาษาไทย ส่วนคุณแม่เป็นครูชั้นประถม สมัยเรียนเราเป็นเด็กกิจกรรม ชอบเล่นกีฬาวอลเลย์บอล ปิงปอง (ยิ้ม)

หลังเรียนจบปริญญาตรี คณะวิทยาศาสตร์ ภาควิชาเคมีมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา มีโอกาสไปทำงานในตำแหน่งนักวิเคราะห์ห้องแล็บเกี่ยวกับสารเคมี ณ บริษัท ซีบ้าไกกี้ จำกัด ประมาณ 1 ปีครึ่ง จากนั้นจึงตัดสินใจไปเรียนต่อปริญญาโท บริหารธุรกิจการตลาด สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า)
ระหว่างเรียนปริญญาโท มีโอกาสเห็นช่องทางการทำธุรกิจ ด้วยความที่เป็นคนชอบกินสุกี้มาก (ลากเสียงยาว) เพื่อนจึงแนะนำให้รู้จักกุ๊กที่ทำน้ำจิ้มสุกี้ วันหนึ่งกลับบ้านไปบอกสามีว่า “เปิดร้านสุกี้กันมั้ย” จากนั้นก็ลองผิดลองถูก ด้วยการเปิดร้านอาหาร “สุกี้ชาบู” ชื่อร้าน “โคคาเฟรช สุกี้”

วันแรกที่ทำธุรกิจคิดเพียงว่า อยากเป็นเจ้าของธุรกิจ ไม่คิดไม่ฝันว่าธุรกิจของตัวเองจะแตกแขนงมีสาขามากอย่างนี้ แต่เมื่อทำมาเรื่อยๆ เริ่มมีเป้าหมายและความฝัน นั่นคือ อยากทำให้บริษัทเป็นมหาชน วันนี้ทำได้แล้ว รู้สึกภูมิใจมาก ถือว่า ประสบความสำเร็จหากนับจากวันแรกที่เริ่มจาก “ติดลบ”

ตอนเปิดสาขาแรก เราทำหน้าที่ทุกอย่าง ตั้งแต่เปิดร้านจนปิด ทำครัว แคชเชียร์ ซื้อของ และดูแลลูกค้า ทำตัวเหมือนเป็นผู้จัดการสาขามากกว่าเจ้าของ (หัวเราะ) แต่ทั้งหมดคือ การเรียนรู้ด้านบริหาร “เงิน-งาน-คน” ถือเป็นก้าวแรกของการทำธุรกิจที่ประสบความสำเร็จอย่างสวยงาม เราเป็นร้านสุกี้แห่งเดียวที่ขึ้นชื่อในย่านแปดริ้ว และได้รับการตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดีมาก โดยเฉพาะกลุ่มครอบครัว

หลังจาก “โคคาเฟรช สุกี้” ได้รับการตอบรับด้วยดี เราเริ่มตั้งความหวังว่า จะสร้างอาณาจักรสุกี้ชาบูให้ยิ่งใหญ่จึงตัดสินใจขยายสาขาออกไปเรื่อยๆ พร้อมทั้งปรับปรุง และพัฒนาร้านอย่างต่อเนื่อง แต่การขยายสาขาออกไปในแต่ละครั้งกว่าจะได้ทำเลดีไม่ใช่เรื่องง่าย เธอเล่าถึงอุปสรรค

ระยะหลังๆ เมื่อเมืองไทยเริ่มมี “โมเดิร์นเทรด” เราจึงขยายสาขาออกไปสู่ต่างจังหวัดมากขึ้น และพยายามพัฒนาตนเองควบคู่ไปกับการสั่งสมประสบการณ์ในการทำธุรกิจสุกี้ชาบูประเภทบุฟเฟ่ต์ เพราะในช่วงนั้นยังไม่มีใครทำร้านอาหารในรูปแบบนี้

บริษัทจึงตัดสินใจเปลี่ยน คอนเซปต์จากร้าน “สุกี้ชาบูแบบตามสั่ง” มาเป็นแบบ “บุฟเฟ่ต์” และเพิ่มความน่าสนใจและความหลากหลายมากขึ้น ด้วยการเพิ่มเติมรายการอาหารอื่นๆ เข้ามา ปัจจุบันเรานิยามให้ตัวเองเป็น ร้านอาหารประเภทบุฟเฟ่ต์นานาชาติ “ฮอท พอท อินเตอร์ บุฟเฟ่ต์” ปัจจุบัน “ฮอท พอท” มี 152 สาขา มีร้านในเครือ 6 แบรนด์

“เปิดหลายสาขา ไม่ได้แปลว่า เดินทางมาสู่ความสำเร็จ เพราะยอดขายบางสาขาไม่ได้เป็นไปตามใจหวัง บางสาขาจำเป็นต้องปิดตัว แต่อุปสรรคในทุกก้าวเดินของธุรกิจ ได้สร้างความแข็งแกร่งให้ “ฮอท พอท” มากขึ้นทุกวันๆ”
เจ้าของ “ฮอท พอท” เล่าเป้าหมายในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า (ปี 2557-ปี 2559) ว่า อยากเห็นแบรนด์ “ฮอท พอท” มีจำนวนสาขาครอบคุมทั่วประเทศ ในระยะสั้นเราจะเน้นลงทุนในประเทศเป็นหลัก แต่ในต่างประเทศเราไม่ทิ้ง ระหว่างที่ขยายสาขาในประเทศ บริษัทจะศึกษาการลงทุนในต่างประเทศควบคู่ไปด้วย หากมีพันธมิตรมาชักชวนเราไปลงทุนรับรองบริษัทจะรีบคว้าโอกาสนั้นทันที (หัวเราะ)

“อยากเห็นรายได้เติบโตเฉลี่ยทุกปีไม่ต่ำกว่า 20 เปอร์เซ็นต์”

เป้าหมายสูงสุดของเรา คือ ทำอย่างไรให้ลูกค้าคิดถึง “ฮอท พอท”ทุกครั้งเมื่ออยากิน “บุฟเฟ่ต์” เรากำลังทำทุกวิถีทางเพื่อก้าวไปให้ถึงจุดหมายนั้น เธอพูดด้วยความมุ่งมั่น วันนี้เราพยายามสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักของผู้บริโภค
โจทย์สำคัญ!! คือ ทำอย่างไรเพื่อให้ลูกค้ารู้สึกว่า เข้ามากินแล้วอยากกลับมากินอีก และต้องมีความถี่มากขึ้น ปัจจุบันธุรกิจร้านอาหารมีการแข่งขันสูงมาก เห็นได้จากจำนวนร้านอาหารที่มีมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ถูกแชร์ลูกค้าไปตามร้านต่างๆ ฉะนั้นเราต้องงัดกลยุทธ์เรียกลูกค้าเข้าร้าน

ถามถึง “จุดแข็ง” เธอบอกว่า อาหารของเรามีความหลากหลาย ที่ผ่านมาเราพยายามชู “จุดเด่น” ของการเป็นบาร์อาหาร ซึ่งลูกค้าสามารถตักอาหารได้ตามที่ต้องการ ชอบกินอะไรไปตักได้ตามใจชอบ กี่รอบก็ตักไป
แต่ถ้าเป็นระบบ “สายพาน” ลูกค้าต้องเสียเวลานั่งรออาหารให้เลื่อนผ่านมา หากมีลูกค้าคนอื่นหยิบไปก่อนต้องรอรอบใหม่ ขณะเดียวกันบริษัทยังมีการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายเพื่อดึงลูกค้าตลอดเวลา เราอยากให้ลูกค้าได้รับประโยชน์สูงสุดเมื่อเข้ามาใช้บริการ

สำหรับ “จุดอ่อน” คงเป็นเรื่องของแบรนด์ที่ยังต้องใช้เวลาในการสร้าง เพื่อให้เป็นที่รู้จักและอยากเข้ามาใช้บริการ เมื่อใช้บริการแล้วอยากกลับเข้ามาใช้อีกครั้ง เธอย้ำ สุดท้ายของการทำการตลาด คือ ต้องทำให้ลูกค้าอยากมีส่วนร่วมกับแบรนด์ของเราให้มากที่สุด

“รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร” บอกว่า หลังจากบริษัทซื้อกิจการร้าน “ไดโดมอน” เข้ามาเมื่อปี 2555 นอกจากจะเป็นการเพิ่มความหลากหลายของอาหารแล้ว เรายังได้ธุรกิจขาย “น้ำจิ้ม” เข้ามาเสริมทัพด้วย เดิมไดโดมอนมีการขายน้ำจิ้มตามร้านสะดวกซื้อ

ดังนั้นในปี 2557 “ฮอท พอท” จะมีวางขายน้ำจิ้ม “สุกี้” ถือเป็นงานอีกส่วนที่จะช่วยสนับสนุนรายได้ของบริษัทให้เติบโตมากขึ้น เท่าที่ลองศึกษาตลาดน้ำจิ้มสุกี้ในช่วงที่ผ่านมาพบว่า ตลาดค่อนข้างใหญ่ โอกาสทำกำไรมีสูง

ถามถึงทิศทางอุตสาหกรรมอาหารปี 2557? เธอ บอกว่า โอกาสเกิดปัญหาขาดแคลนพนักงงานมีสูง พักหลังๆเริ่มมีการแย่งชิงตัวกันมากขึ้น เนื่องจากมีร้านอาหารใหม่ๆ เกิดขึ้นเยอะ เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการต้องพยายามรักษาพนักงานไว้ให้ไป ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มเงินค่าจ้าง หรือมีค่าโอที เป็นต้น ดังนั้นผู้ประกอบการต้องบริหารจัดการต้นทุนให้ดี ที่สำคัญอย่าลืมดูเรื่องประสิทธิภาพของพนักงาน และกระบวนการทำงานด้วย

สำหรับแนวโน้มผลประกอบการในปี 2556 “ผู้บริหารหญิง” ยอมรับว่า รายได้อาจเติบโตไม่ต่ำกว่า 20 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับปี 2555 ที่มีรายได้จำนวน 1,908.15 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 23.33 ล้านบาท ถือว่าเป็นไปตามเป้าหมาย ผ่านมา 9 เดือนบริษัทมีรายได้แล้ว 1,774.72 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 45.87 ล้านบาท หลังเราสามารถควบคุมค่าใช้จ่ายได้อย่างดี

ขณะเดียวกันในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2556 “รายได้และกำไร” อาจออกมาดีกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่หากจะให้นำผลประกอบการไปเปรียบเทียบกับไตรมาส 3/2556 ขอรอดูความชัดเจนอีกครั้งก่อน เนื่องจากบางสาขาได้รับผลกระทบจากปัญหาน้ำท่วมในช่วงเดือนต.ค.ที่ผ่านมา ประกอบกับปัญหาการเมืองภายในประเทศ อาจส่งผลต่อยอดขาย

ในช่วงไตรมาส 3/56 บริษัทมีรายได้ 611.78 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปีก่อนจำนวน 142.60 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 30.39 เปอร์เซ็นต์ สาเหตุที่มีรายได้มากขึ้นมาจากการขยายสาขาใหม่ของ “ฮอท พอท” ขณะที่สาขาไดโดมอน หลังมีการปรับโฉมร้านใหม่ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี รวมถึงมีการทำกิจกรรมส่งเสริมการตลาดอย่างต่อเนื่อง

ส่วน “กำไรสุทธิ” ในช่วงไตรมาส 3/2556 เราทำได้ 22.48 ล้านบาท เพิ่มขึ้น20.14 ล้านบาท จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 2.34 ล้านบาท เหตุผลหลักมาจากการมาตรการควบคุมค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารที่ลดลงเหลือ 50.38 เปอร์เซ็นต์