Media Sector - Neutral

Media Sector - Neutral

การแข่งขันราคาประมูลทีวีดิจิทัลสูงกว่าคาดเกือบเท่าตัว

- ผู้ชนะการประมูลส่วนใหญ่เป็นผู้เล่นรายเดิมและเป็น บ.จดทะเบียนใน ตลท.
เมื่อวานนี้ ใน การประมูลทีวีดิจิทัล 14 ใบในประเภทวาไรตี้ความคมชัดสูง (HD) และ หมวดวาไรตี้ความคมชัดปกติ (SD) มีบริษัทที่ชนะการประมูล 12 แห่ง โดยในหมวด HD ผู้ชนะการประมูลส่วนใหญ่เป็นผู้เล่นรายเดิมและเป็นกลุ่มทุนขนาดใหญ่ธุรกิจสื่อ ได้แก่ ช่อง 3 (BEC), กลุ่มปราสาททองโอสถ, ช่อง 7, ไทยรัฐ, ช่อง 9 (MCOT), GRAMMY และ AMARIN ราคาชนะประมูลอยู่ที่ 3,320 – 3,530 ล้านบาท สูงกว่าราคาตั้งต้น 120 – 134% ส่วนหมวดว SD ผู้ชนะการประมูลส่วนใหญ่เป็นผู้นำทางด้านการผลิตคอนเทนต์บันเทิงและทั้งหมดเป็นบริษัทจดทะเบียนใน ตลท. ได้แก่ WORK, TRUE, GRAMMY, BEC, RS, MONO และ NMG ราคาชนะประมูลอยู่ที่ 1,820 – 1,975 ล้านบาท สูงขึ้น 479 – 520% จากราคาตั้งต้น

- วันนี้ประมูลอีก 2 หมวด ข่าวและเด็ก ราคาประมูลมีแนวโน้มสูงกว่าคาด
ผลการประมูลหมวด HD และ SD ที่ราคาใบอนุญาตสูงกว่าที่เราคาด 47% และ 93% ตามลำดับ จึงทำให้มีแนวโน้มว่าการประมูลทีวีดิจิทัลในวันนี้ (27 ธ.ค.) อีก 2 หมวด คือ หมวดรายการข่าว และ หมวดรายการเด็ก ราคาประมูลจะสูงกว่าที่เราคาดเช่นกัน (เราคาดช่องข่าว 660 ล้านบาท และช่องเด็ก 280 ล้านบาท) โดยหมวดรายการข่าวมีผู้เข้าประมูล 10 ราย ส่วนใหญ่เป็นผู้นำทางด้านการผลิตคอนเทนต์ข่าวรายเดิม คัดเลือกผู้ชนะ 7 ราย ราคาตั้งต้นอยู่ที่ 220 ล้านบาท และหมวดรายการเด็กมีผู้เข้าประมูล 6 ราย ส่วนใหญ่เป็นผู้ผลิตคอนเทนต์รายการสำหรับเด็กรายเดิมและเจ้าของสถานีฟรีทีวีรายเดิม คัดเลือกผู้ชนะ 3 ราย ราคาตั้งต้นอยู่ที่ 140 ล้านบาท โดยมีตัวเก็งชนะการประมูลหมวดรายการข่าว ได้แก่ NBC, VOICE TV, SPRING NEWS, POST, เดลินิวส์ และรายการเด็ก BEC, MCOT และ โรสมีเดีย

- ยังคงมุมมองเดิม….รายได้ในปีแรกจะเพิ่มขึ้นไม่ทันกับต้นทุน
เรายังคงมุมมองเดิมว่าการลงทุนในปีแรกของผู้ชนะการประมูลทุกรายจะยังไม่มีกำไร (คาดว่าจะเริ่มมีกำไรประมาณปีที่ 3 ของการลงทุน) เนื่องจากความสามารถในการเข้าถึงครัวเรือนยังต่ำเมื่อเทียบกับการออกอากาศในระบบอนาล็อกเดิม และต้องใช้เวลาในการสร้างฐานผู้ชม และสร้างความเชื่อมั่นกับเอเจนซี่โฆษณา ขณะที่ราคาประมูลช่อง HD และ SD ที่สูงกว่าที่เราคาดราว 1,000 ล้านบาท หากประเมินเป็นค่าตัดจำหน่ายรายปีตามอายุใบอนุญาต 15 ปี จะถือว่าเป็นต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากที่เราคาดไม่มากเพียง 70 ล้านบาทต่อปี เท่านั้นไม่ถือว่าเป็นภาระกับผู้ชนะการประมูลมากในกรณีที่ประสบความสำเร็จในการให้บริการทีวีดิจิทัลมีโอกาสทำกำไรสูงถึงหลักพันล้านบาทต่อปี (เทียบจากผู้ประกอบการรายเดิมอย่าง BEC และ MCOT)