กกต.ลาออกเสี่ยงเกิดสูญญากาศ

กกต.ลาออกเสี่ยงเกิดสูญญากาศ

กกต. ลาออกเสี่ยงเกิดสูญญากาศไม่มีผู้จัดการเลือกตั้ง ขณะที่หากเลือกใช้ช่องทางกม.เลื่อนวันลงคะแนนเลือกตั้ง เสี่ยงถูกฟ้อง

รายงานข่าวแจ้งว่า จากการที่กกต.ออกแถลงการณ์ให้รัฐบาลมีการเลื่อนเลือกตั้ง โดยพร้อมเป็นคนกลางในการให้คู่ขัดแย้งได้มาเจรจาเพื่อคลี่คลายสถานการณ์ และระบุว่าหากไม่มีการดำเนินการ กกต.จะพิจารณาใช้สิทธิและอำนาจหน้าที่ของกกต.ในฐานะกกต.รายบุคคลเพื่อตัดสินใจคลี่คลายสถานการณ์ตามวิจารณญาณที่เหมาะสมนั้น มีการวิเคราะห์กันว่าการส่งสัญญาณดังกล่าวของกกต.น่าจะหมายถึงหากไม่มีการดำเนินการตามข้อเสนอของกกต.ๆ อาจมีการลาออก ซึ่งอาจจะเป็นทั้งคณะหรือเป็นบางคนก็ได้ ซึ่งหากทั้งคณะก็จะทำให้เกิดปัญหาว่าจะไม่มีใครมาเป็นผู้ดำเนินการจัดการเลือกตั้ง ซึ่งก็จะกลายเป็นช่องให้มีการเสนอต่อรัฐบาลพิจารณาเลื่อนการเลือกตั้งออกไป

"แต่ทั้งนี้การลาออกทั้งคณะจะไม่ทำให้เกิดสูญญากาศเฉพาะการไม่มีกกต.มาจัดการเลือกตั้งส.ส.เท่านั้น ยังจะทำให้เกิดปัญหากับการเลือกตั้งท้องถิ่นทั่วประเทศ ที่มีอยู่เป็นประจำทุกสัปดาห์ว่าจะไม่มีกกต.มาพิจารณาประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง เพราะจะต้องรอการดำเนินการสรรหากกต.ชุดใหม่ ซึ่งแม้ดำเนินการสรรหากกต.ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 231จะดำเนินการได้ทั้งในส่วนของคณะกรรมการสรรหา และในส่วนที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาก็ตามแต่ก็ต้องใช้ระยะเวลาอย่างเร็วไม่น้อยกว่า 3 เดือน " แหล่งข่าว ระบุ

รายงานข่าวยังระบุอีกว่า แต่ถ้าเป็นการลาออกของกกต.บางคน โดยลาออก 3 คน ก็จะทำให้เกิดปัญหาไม่สามารถประชุมกกต.และมีมติในเรื่องใดได้เลย เพราะตามมาตรา 8 ของ พ.ร.บ.กกต. กำหนดให้องค์ประชุมของกกต.ต้องมีไม่น้อยกว่า 3 คน ดังนั้นการจะลงนามประกาศกกต.เพื่อดำเนินการในเรื่องต่างๆ เช่นการจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้ง ก็จะไม่สามารถทำได้อยู่ดี หรือหากลาออกเพียง 2 คน เหลือกกต.อยู่ 3 คนแม้จะดำเนินการจัดการเลือกตั้งต่อไปได้จนไปถึงการประกาศรับรองผลการเลือกตั้งการให้ใบเหลืองใบแดง แต่ก็จะทำให้การปฏิบัติหน้าที่ของกกต.ค่อนข้างตรึงตัว เพราะหากกกต.คนหนึ่งลาประชุมก็จะไม่สามารถประชุมได้ รวมทั้งเลือกตั้งแล้วจะสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ หรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งผู้สมัครรายใด ก็ต้องเป็นมติเห็นชอบทั้ง 3 เสียง เนื่องจากมาตราเดียวกันกำหนดให้การลงคะแนนและมีมติในกรณีนี้ต้องใช้เสียงไม่น้อยกว่าสี่ในห้าของกรรมการที่มาประชุม

อย่างไรก็ตาม หากกกต.ไม่ลาออกและเลือกที่จะใช้อำนาจของกกต.ในการคลี่คลายสถานการณ์นั้น น่าเชื่อว่าจะเป็นการใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญมาตรา235 ประกอบมาตรา 236 ที่กำหนดให้กกต.ต้องควบคุมและดำเนินการจัดให้มีการเลือกตั้งส.ส. ให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม และให้กกต.ออกประกาศหรือวางระเบียบที่จำเป็นแก่การปฏิบัติตามกฎหมาย เพื่อออกประกาศเลื่อนการลงคะแนนเลือกตั้งในหน่วยเลือกตั้งใดที่ไม่สามารถกระทำได้เนื่องจากเกิดเหตุสุดวิสัย หรือจำเป็นอย่างอื่น ถ้าเหตุดังกล่าวเกิดขึ้นก่อนวันเลือกตั้ง ตามมาตรา78 ของพ.ร.บ.เลือกตั้งส.ส.และการได้มาซึ่งส.ว.

แต่ทั้งนี้ก็มีรายงานว่า มาตราดังกล่าวบัญญัติให้เป็นอำนาจของ กกต.ประจำเขตเลือกตั้ง ซึ่งกกต.กลางก็ต้องให้กกต.ประจำเขตเลือกตั้งตรวจสอบพื้นที่และเสนอความเห็นมา ซึ่งก็มีการตั้งข้อสังเกตว่าหากกกต.จะใช้อำนาจตามช่องทางดังกล่าว ก็ไม่ควรที่จะต้องออกแถลงการณ์ยื่นข้อเสนอให้รัฐบาลเลื่อนการเลือกตั้ง และใช้ถ้อยคำในลักษณะยื่นคำขาดว่า หากไม่ดำเนินการจะใช้สิทธิในฐานะกกต.รายบุคคลพิจารณาตัดสินใจดำเนินการเพื่อคลี่คลายสถานการณ์ เพราะที่สุดจะยิ่งทำให้กกต.ถูกตำหนิจากสังคม และผู้ที่เข้ามาช่วยปฏิบัติงานในการเลือกตั้ง ว่า กกต.ไม่มีความชัดเจนว่าจะเดินหน้าเลือกตั้งหรือไม่ อีกทั้งเห็นว่าบทบัญญัติของ 3 มาตราดังกล่าวเนื้อหาไม่ชัดเจนที่จะทำให้กกต.ตัดสินใจใช้ช่องทางนี้โดยจะไม่ถูกฟ้องว่าปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ อาทิ หากกกต.สั่งเลื่อนการลงคะแนนไปเกินกว่าระยะเวลาที่พ.ร.ฎ.เลือกตั้งกำหนดให้มีการเลือกตั้งวันที่ 2 ก.พ.จะถือว่าไม่เลือกตั้งภายใน 60วันนับแต่วันยุบสภาหรือไม่ รวมทั้งถ้าได้ส.ส.แล้วจะถือว่าวาระการดำรงตำแหน่งส.ส.เริ่มขึ้นเมื่อใด ดังนั้นหาก กกต.จะใช้ช่องทางนี้ย่อมหมายความว่ากกต.พร้อมแล้วที่จะเผชิญกับการถูกฟ้องตามมา